คือปัญหานี้มันไกล้ตัวเราจริงๆ
มันไม่เข้าใครออกใครเรื่องปัญหาสภาพจิตใจ หลายคนเป็นอาจจะไม่กล้าปรึกษาใคร
เลยอยากจะหยิบยกกรณีของผมมาเล่าให้เพื่อนๆฟังหน่อย
แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเป็นแบบนี้ เดิมทีก็เป็นคนลูกบ้าค่อนข้างเยอะ เฮฮาบ้าบอตามประสาวัยหนุ่ม
มักจะถูกหวยเรื่องรักๆไปเลิกๆ ตั้งแต่อายุ16 จนป่านนี้ ย่างเข้า26
เพื่อนก็แต่งงานกันหมดละ
เคยโดนทิ้งบ่อย จนคิดว่าตัวเองปลงได้เหมือนชินกับเรื่องพวกนี้แล้วแต่ "ไม่"
บนความปลงยังมีความไม่เข็ด
และความไม่เข็ดยังมีความหวังเล็กๆอยู่ประปลาย
หลายคนก็ถาม ทำตัวแบบไหนเขาถึงไม่เอา จะเหมารวมอวยตัวเองก็เกินไป
มันมีหลายเหตุผลเล่าไปก็ไม่หมด
อยู่ในวงเวียนวงวารนี้จนรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะเป็นคนโลกแคบเข้าไปทุกวัน คนรอบข้างก็ว่ามาแบบนั้น
ทั้งที่ก็ใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้ยึดติดกับอดีตแต่อย่างใด
เปิดรับแต่น้อยคนจะเข้าถึง
บางทีก็เฉยกับทุกอย่างจนคนรอบข้างหาว่าเป็นโรคซึมเศร้า
ไม่สนแม้แต่คำนินทา โดนด่าต่อหน้ายังนิ่งเป็นหุ่น
คือโดยปกติแล้ว ผมจะเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวง่าย
อยู่ในที่สังเกตจนวันดีคืนดี ทำตัวหลุดๆบ้างจนใครเขาก็เข้าใจว่าเป็นไบโพร่า
หนักสุดก็หาว่าแอบทำร้ายตัวเองบ้างแหละ 5555
สังคมก็เข้านะ แต่น้อยกว่าแต่ก่อน
มีรักใหม่ก็อาจจะมีระแวงบ้างจนก็กลัวว่าจะสร้างบรรทัดฐานแง่ลบกับคนอื่นมากไปเลยอาจจะทำให้อีกฝ่ายอึดอัดไม่รู้ตัว
ถ้ารีบจบได้ก่อนอะไรมันจะสายยิ่งดี
ก็ไม่ถึงขนาดปิดกั้นตัวเองจากความรู้สึกดีๆที่จะมีให้ใครซักคนนะ
แค่อยากมีเวลาอยู่กับตัวเอง แต่ไม่วายหาเรื่องใส่ตัวอยู่ดี
ถ้าจะแคบจริงๆก็ตอนโดนทิ้งใหม่ๆ
โดนบ่อยจนชินชาไม่มีอะไรจะเสีย
เหมือนคนเข้าขั้นโรคจิตอ่ะ รู้ทั้งรู้ก็หาแต่เรื่องให้ตัวเองเจ็บ55555
พื้นฐานความไว้ใจก็ยังมีให้ได้ทุกคน แต่บางทีก็รู้สึกไม่ไว้ใจตัวเองเกรงว่าจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกแย่ที่เรามาเป็นซะแบบนี้ื ปกติเข้าสังคมก็คุยน้อย มาเจอปัญหานี้ยิ่งไปกันใหญ่
คือเป็นพวกที่ฟังนักพูดสร้างแรงบัลดาลใจไม่ค่อยอิน เพราะจากที่ฟังก็อ้างอิงจากหลักการของตัวเองทั้งนั้น
มันไม่ต่างจากที่เราต้องการใครซักคนมาเข้าใจเลย
คือเราก็มีสิ่งที่อยากพูด
แต่คงไม่มีใครมาคอยรับฟังปัญหาชีวิตของเรานักหรอก แถมไม่ได้สร้างประโยชน์กับใครด้วยเลยเลือกที่จะเฉยๆ ปล่อยไปตามเวรตามกรรมทำนองนั้น
พอถึงคราวที่ต้องวนลูปมาจุดเดิมพยายามแก้ไขทุกอย่างให้ดีขึ้นแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ ถึงคราวจะเกิดก็ต้องเกิด
มันมีผลต่อใจจนคิดว่า มีความรักไปเพื่ออะไรวะ? ตัดพ้อไปเรื่อย
ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ต้องการ ก็ทั้งที่ยังเกลียดปลาไหลกินน้ำแกงอยู่แบบนี้
ครั้นจะว่าอาภัพรักก็พูดยาก เพราะชีวิตนี้ยังมีโอกาสได้ซึมซับ แต่ผลที่ได้รับคือซึม...เข้าอย่างจัง🤔
กลายเป็นว่าไม่อยากคาดหวังกับมันมาก
การแสดงออกของเรามันเลยดูไม่ค่อยชัดเจน
ถึงจะรู้สึกกับใครมากแค่ไหน
ก็แสดงออกให้ได้เท่าที่เห็น ก็ถูกมองว่าเป็นพวกที่ไม่เคยมีความจริงจังกับความรักตามระเบียบ
คือกังวลตลอดที่จะไปทำร้ายความรู้สึกใครกับไอ้ที่เราเป็นอยู่แบบนี้
ในความคับแคบที่คนอื่นมองในนั้นเราก็พยายามเข้าใจทุกอย่าง โดยเริ่มจากตัวเองก่อน
ก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้นะก็พยายามปรับตัวค่อนข้างมากเหมือนกัน
สู้กับผลกระทบทางจิตใจจนตัวเองรู้สึกได้ ขนาดตัวเองยังอึดอัดเลย
#คืออยากฟังทิศทางของคนที่เคยประสบปัญหาเดียวกันบ้างครับว่ามันเป็นรูปแบบไหน ?
"เคยโดนทิ้งบ่อยจนทำให้กลายเป็นคนโลกแคบถึงขั้นไหน?"
มันไม่เข้าใครออกใครเรื่องปัญหาสภาพจิตใจ หลายคนเป็นอาจจะไม่กล้าปรึกษาใคร
เลยอยากจะหยิบยกกรณีของผมมาเล่าให้เพื่อนๆฟังหน่อย
แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเป็นแบบนี้ เดิมทีก็เป็นคนลูกบ้าค่อนข้างเยอะ เฮฮาบ้าบอตามประสาวัยหนุ่ม
มักจะถูกหวยเรื่องรักๆไปเลิกๆ ตั้งแต่อายุ16 จนป่านนี้ ย่างเข้า26
เพื่อนก็แต่งงานกันหมดละ
เคยโดนทิ้งบ่อย จนคิดว่าตัวเองปลงได้เหมือนชินกับเรื่องพวกนี้แล้วแต่ "ไม่"
บนความปลงยังมีความไม่เข็ด
และความไม่เข็ดยังมีความหวังเล็กๆอยู่ประปลาย
หลายคนก็ถาม ทำตัวแบบไหนเขาถึงไม่เอา จะเหมารวมอวยตัวเองก็เกินไป
มันมีหลายเหตุผลเล่าไปก็ไม่หมด
อยู่ในวงเวียนวงวารนี้จนรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะเป็นคนโลกแคบเข้าไปทุกวัน คนรอบข้างก็ว่ามาแบบนั้น
ทั้งที่ก็ใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้ยึดติดกับอดีตแต่อย่างใด
เปิดรับแต่น้อยคนจะเข้าถึง
บางทีก็เฉยกับทุกอย่างจนคนรอบข้างหาว่าเป็นโรคซึมเศร้า
ไม่สนแม้แต่คำนินทา โดนด่าต่อหน้ายังนิ่งเป็นหุ่น
คือโดยปกติแล้ว ผมจะเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวง่าย
อยู่ในที่สังเกตจนวันดีคืนดี ทำตัวหลุดๆบ้างจนใครเขาก็เข้าใจว่าเป็นไบโพร่า
หนักสุดก็หาว่าแอบทำร้ายตัวเองบ้างแหละ 5555
สังคมก็เข้านะ แต่น้อยกว่าแต่ก่อน
มีรักใหม่ก็อาจจะมีระแวงบ้างจนก็กลัวว่าจะสร้างบรรทัดฐานแง่ลบกับคนอื่นมากไปเลยอาจจะทำให้อีกฝ่ายอึดอัดไม่รู้ตัว
ถ้ารีบจบได้ก่อนอะไรมันจะสายยิ่งดี
ก็ไม่ถึงขนาดปิดกั้นตัวเองจากความรู้สึกดีๆที่จะมีให้ใครซักคนนะ
แค่อยากมีเวลาอยู่กับตัวเอง แต่ไม่วายหาเรื่องใส่ตัวอยู่ดี
ถ้าจะแคบจริงๆก็ตอนโดนทิ้งใหม่ๆ
โดนบ่อยจนชินชาไม่มีอะไรจะเสีย
เหมือนคนเข้าขั้นโรคจิตอ่ะ รู้ทั้งรู้ก็หาแต่เรื่องให้ตัวเองเจ็บ55555
พื้นฐานความไว้ใจก็ยังมีให้ได้ทุกคน แต่บางทีก็รู้สึกไม่ไว้ใจตัวเองเกรงว่าจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกแย่ที่เรามาเป็นซะแบบนี้ื ปกติเข้าสังคมก็คุยน้อย มาเจอปัญหานี้ยิ่งไปกันใหญ่
คือเป็นพวกที่ฟังนักพูดสร้างแรงบัลดาลใจไม่ค่อยอิน เพราะจากที่ฟังก็อ้างอิงจากหลักการของตัวเองทั้งนั้น
มันไม่ต่างจากที่เราต้องการใครซักคนมาเข้าใจเลย
คือเราก็มีสิ่งที่อยากพูด
แต่คงไม่มีใครมาคอยรับฟังปัญหาชีวิตของเรานักหรอก แถมไม่ได้สร้างประโยชน์กับใครด้วยเลยเลือกที่จะเฉยๆ ปล่อยไปตามเวรตามกรรมทำนองนั้น
พอถึงคราวที่ต้องวนลูปมาจุดเดิมพยายามแก้ไขทุกอย่างให้ดีขึ้นแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ ถึงคราวจะเกิดก็ต้องเกิด
มันมีผลต่อใจจนคิดว่า มีความรักไปเพื่ออะไรวะ? ตัดพ้อไปเรื่อย
ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ต้องการ ก็ทั้งที่ยังเกลียดปลาไหลกินน้ำแกงอยู่แบบนี้
ครั้นจะว่าอาภัพรักก็พูดยาก เพราะชีวิตนี้ยังมีโอกาสได้ซึมซับ แต่ผลที่ได้รับคือซึม...เข้าอย่างจัง🤔
กลายเป็นว่าไม่อยากคาดหวังกับมันมาก
การแสดงออกของเรามันเลยดูไม่ค่อยชัดเจน
ถึงจะรู้สึกกับใครมากแค่ไหน
ก็แสดงออกให้ได้เท่าที่เห็น ก็ถูกมองว่าเป็นพวกที่ไม่เคยมีความจริงจังกับความรักตามระเบียบ
คือกังวลตลอดที่จะไปทำร้ายความรู้สึกใครกับไอ้ที่เราเป็นอยู่แบบนี้
ในความคับแคบที่คนอื่นมองในนั้นเราก็พยายามเข้าใจทุกอย่าง โดยเริ่มจากตัวเองก่อน
ก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้นะก็พยายามปรับตัวค่อนข้างมากเหมือนกัน
สู้กับผลกระทบทางจิตใจจนตัวเองรู้สึกได้ ขนาดตัวเองยังอึดอัดเลย
#คืออยากฟังทิศทางของคนที่เคยประสบปัญหาเดียวกันบ้างครับว่ามันเป็นรูปแบบไหน ?