เมื่อช่องทางหาผลกำไรของ Entertainment Media เปลี่ยนไป : ถึงคราว Netflix เอาชนะ Disney



ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป : สมัยก่อนซัก 25 ปีที่แล้ว อินเตอร์เน็ตที่ดีที่สุดสมัยนั้นต้องต่อผ่านโทรศัพท์ Modem 56k อย่าว่าแต่ดูหนังออนไลน์ทั้งเรื่องเลย แค่โหลด ภาพๆเดียว ยังใช้เวลาหลาย 10 นาที สมัยนั้นเวลาคนอยากดูหนังแต่ไม่สะดวกที่จะไปดูที่โรงภาพยนต์ ก็จะต้องนึกถึงร้านเช่าวิดีโอ เช่ากันไปเป็นม้วนๆ คิดค่าเช่ารายวัน ต้องมีมัดจำ ใครอยากเช่าวิดีโอ 18+ ต้องแอบกระซิบถามแคชเชียร์ แอบซ่อนหิ้วกลับบ้านไป หรือ ไม่ก็หาบ้านเพื่อนว่างๆ เปิดดูกัน ต่อมาก็ถึงยุคเปลี่ยนเป็นเช่า CD และตามด้วย DVD แทน เพราะมันจุได้เยอะกว่า ภาพละเอียดกว่า อัดง่ายกว่า
.
.
ถือกำเนิด Netflix : ถือกำเนิดจากคู่หู Reed Hasting กับ Marc Randolph ในปี 1997 ใน California โดยจุดเริ่มต้นมากจากการที่นาย Reed เนี่ย ไปเช่าหนังเรื่อง Apollo 13 มา แล้วคืนช้า โดนค่าปรับไป $40 เหตุผลที่คืนช้าไม่ใช่อะไร เพราะมันไกลและไม่มีเวลา (ร้านต่างๆ ในอเมริกาเนี่ย ส่วนใหญ่ต้องขับรถไป ใช้เวลาไม่น้อย) Reed เลยกลับมาคิด เอ๊ะ! จะเป็นไปได้มั้ยที่เราจะปล่อยเช่าหนังผ่านไปรษณีย์ นาย Reed เลยจัดการลองเอง โดยการส่งหนัง DVD ไปกลับหาตัวเอง แล้วดูว่ามีปัญหาอะไรมั้ย พอพบว่าไม่มีปัญหา Reed เลยจัดการเสนอไอเดียให้เพื่อนฝูง โดยเฉพาะเพื่อนที่มีความสามารถอย่าง Randolph และ นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท Media ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน ที่แม้แต่พวกเขาเองก็คงคาดไม่ถึง
.
.
ก่อร้างเริ่มต้น : ด้วยไอเดียของ Reed เองและเงินลงทุน $2.5 ล้านเหรียญ Netflix จัดการสร้างธุรกิจบนพื้นฐานของการปล่อยเช่าและขาย DVD ผ่านอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์ โดยการคิดค่าเช่าเป็นวัน เหมือนๆกับร้านเช่าหนังทั่วไป ที่มีหน้าร้าน แต่ Netflix กลับไม่มีหนังระบบเทป (VHS) โดยมุมมอง Reed มองว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ตอบโจทย์ เพราะค่าใช้จ่ายในการเก็บ และ ความลำบากในการจัดส่ง
.
.
เจอมรสุมถาโถม : Netflix เริ่มธุรกิจไม่ค่อยดีนัก โดย Reed พยายามเปลี่ยนกลยุทธ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของกลยุทธ์แบบ Monthly Subscribers Model ในปี 1999 และเปลี่ยนเป็น Single-Rental Model ในปี 2000 โดยออก campaign แบบ flat-free unlimited rentals model ดูหนังไม่อั้น เพียงจ่ายรายเดือนแทน ถึงแม้ว่า Netflix จะพยายามปรับเปลี่ยนก็ตาม แต่ผลประกอบการไม่ดีขึ้นและมีแต่จะแย่ลง ในขณะนั้นเอง Blockbuster บริษัทให้เช่าหนังรายใหญ่ที่สุดในเวลานั้น ขอเสนอซื้อ Netflix ในราคา $50,000,000 เพื่อขยายธุรกิจเข้าสู่ออนไลน์ แต่อย่างไรก็ตาม Reed กลับไม่ขาย
.
.
โอกาสมาไม่ทันตั้งตัว : จู่ๆผลประกอบการก็ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งเกิดจากปัจจัย 2 ข้อ 1 จากการตื่นตัวของตลาด dot com และ 2 ราคา DVD ลดลงมามาก ทำให้ค่าเช่าและราคาถูกลง ลูกค้าสามารถใช้บริการได้มากขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการดีขึ้น โดยในปี 2003 Netflix ประกาศผลกำไรแรกที่ $6,500,000 จากรายรับที่ $272,000,000 และปี 2005 Netflix มียอดส่ง DVD ที่ 1 ล้านแผ่นต่อวัน
.
.
คิดผิดก็ต้องปรับใหม่ อย่าดื้อรั้น : Netflix พยายามลงไปเล่นตลาดกล่อง Media-box โดยลูกค้าสามารถ Download หนังใหม่ๆ ค้างคืน และ พร้อมดูในวันถัดไป ปรากฏว่าล้มเหลว แต่หลังจากได้ไอเดียจาก Youtube ทาง Netflix ได้ปรับระบบเป็น Streaming แทน และ เพิ่มระบบคะแนนหนัง และ รีวิว เข้าไป โดยเสนอเงินรางวัล $ 1,000,000 เหรียญ ให้ใครก็ตามที่เขียน Algorithm คาดการณ์และแนะนำหนังให้คนดูแต่ละคนได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า Netflix เอาจริงกับการเป็นเจ้าตลาดมีเดียออนไลน์
.
.
รอดตายเพราะออนไลน์ : การปรับกลยุทธ์เข้าสู่ออนไลน์นั้น ถือว่าช่วยชีวิต Netflix ไว้ เพราะยอดขายและเช่า DVD ที่เคยเป็น Core Business กลับลดลงต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา แต่ออนไลน์กลับประสบความสำเร็จล้นหลาม โดยปี 2014 มียอด Subscribers ถึง 33.1 ล้านคนเฉพาะในอเมริกาและอีก 40 ประเทศทั่วโลก
.
.
สร้าง Content เองซะเลย : หลายครั้งที่ Netflix พยายามนำหนังดีๆ หรือ ซีรี่ส์ ดีๆมาฉาย กลับพบว่าค่าลิขสิทธ์แพงหูฉี่ จึงเกิดไอเดียว่า แล้วทำไมไม่ทำเองซะเลยล่ะ แม้ตอนแรกหนังหรือซีรี่ส์จะไม่ปัง ทาง Netflix เองก็ไม่ย่อท้อ จัดหนักจัดเต็มพัฒนาคุณภาพหนังให้มากขึ้น ทั้งการดึงตัวผู้กำกับ หรือ นักเขียนบทมือฉมัง พร้อมดึงดาราระดับแม่เหล็กมาแสดง ทำให้ซีรี่ส์ของ Netflix ในปัจจุบัน เรียกได้ว่าความนิยมล้นหลามไปทั่วโลกเลยทีเดียว เช่น House of Cards (แนะนำต้องดู)
.
.
อันดับ 1 ในโลก : ใครจะเชื่อ มูลค่า Netflix ปัจจุบันข้ามผ่าน Disney ไปแล้ว โดยในปี 2014 Disney มีมูลค่า $159.7 พันล้านเหรียญ ในขณะที่ Netflix มีมูลค่าราว 20.6 พันล้านเหรียญ แต่ปัจจุบัน Netflix มีมูลค่า $152.8 พันล้านเหรียญ แซงหน้า Disney อันดับ 2 ที่มูลค่าลดลงไปที่ $147.9 พันล้านเหรียญ ไปแล้ว หากมีใครบอกให้ซื้อหุ้นไปตอนปี 2010 ตอนนี้คงรวยไปแล้ววว
.
.
ภาพลวงตา? : แต่หากเทียบรายได้แล้ว Netflix ตามหลัง 2 ยักษ์ใหญ่ในตลาดอยู่มาก โดยที่ Disney ทำรายได้ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ $55 พันล้านเหรียญ และ Comcast อยู่ที่ 84.7 พันล้านเหรียญ ในขณะที่ Netflix มีรายได้เพียง 16.1 พันล้านเหรียญ แต่การที่มูลค่าบริษัทขึ้นสูงนั้น เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นในศักยภาพของ Netflix ที่อัตราการเจริญเติบโตสูงมากในระยะเวลาอันสั้นนั่นเอง
.
.
ระยะยาว : ปัจจุบัน Disney ยังคงอยู่ไปได้อีกยาวนาน เพราะมีการกระจายการลงทุนที่ดี ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ สวนสนุก สตรีมหนังออนไลน์ สร้างหนัง ขายของที่ระลึก ขายลิขสิทธ์ภาพลักษณ์ และอีกมากมาย ในขณะที่ Netflix เองอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการกระจายการลงทุน ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่าหากเจอมรสุมใหญ่ๆพัดเข้ามา Netflix จะปรับตัวทัน และ รอดไปได้เหมือน Disney หรือไม่ ซึ่ง Disney ผ่านวิกฤตมาแล้วนับไม่ถ้วนและยังคงยืนหยัดได้อย่างแข็งแรง
.
.
คิดเห็นอย่างไรมาแชร์กันครับ
==============================
(เพจผมนะครับ หากต้องการอ่านบทความอื่นๆ เข้ามาดูได้ครับ https://www.facebook.com/BPBizClub ขอคำชี้แนะด้วยนะครับผม)
#BPBizClub #Sales #Marketing #Strategy #Business #Disney #Netflix

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่