ถ้าตามแพลนคือเราจะถึงประมาณตีห้า
แล้วข้ามฝั่งไปซื้อของตุนที่เซเว่น
แต่บ้าาาา เรามาถึงตั้งแต่ตีสี่
ภาพฝันคือเราลงที่ศาลาเท่ๆ ถ่ายรูปฮิปๆ
แต่โนจ้า สถานีที่เราลงคืออำเภอศีรีมาส
มีป้ายหยุดรถน่ารักๆ ท่ามกลางบรรยายกาศเหงาๆ
ไม่มีใครนอกจากเรา ไหนล่ะ เซเว่นตามที่เขารีวิว
อ่อ โอเคอย่างเพิ่งตกใจ
มันต้องเดินเลยไปนิดนึงก็จะเจอ
และไฟเซเว่นเวลาตีสี่ก็เรียกสติ
เราซื้อของบางอย่างเช่นขนม
อาหารแห้งและไข่ไก่หนึ่งแพ็ค
เพราะในหัวเราวาดฝันว่าท่ามกลางหมอกหนาวๆ
พวกเราจะทำมาม่าเกาหลีแบบร้านดัง
เราซื้อวัตถุดิบที่จำเป็น
และกลับมานั่งรอที่ป้ายเดิม
เพราะเรานัดรถของอุทยานให้มารับตอนตีห้า
และทันทีที่นั่งเราก็จัดสรรของก็พบว่า
หม้อที่เราเตรียมสำหรับมาม่าเกาหลีนั้น
ลืมอยู่บนรถบัส
และนั้นคือความนกอย่างที่หนึ่ง
เมื่อถึงเวลาคุณลุงมารับเราตามที่นัดกัน
และพาเราไปปล่อยที่ตลาดสด
และเราก็ได้เสบียงสำหรับมื้อเช้ามื้อกลางวันวันนี้
เมื่อไปถึงเราถึงอุทยานตอนเวลาเจ็ดโมงเช้า
แต่อุทยานเปิดให้ขึ้นตอนแปดโมง เราก็หาที่นั่งรอ
และกินข้าวต่างๆเพื่อสะสมพลังงานกัน
พอเจ้าหน้าที่มาถึง
เราก็ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเช่าของทันที
เพราะเราเพิ่งหัดเป็นแบคแพคเกอร์
แรงที่มียังไม่เยอะพอจะแบกเต้นท์
เราจึงเช่าทุกอย่างที่เขามีให้บริการ
ถือซะว่าเป็นการหมุนเวียน
และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไปละกัน
ตามรีวิวที่อ่านมาเขาบอกกันว่า
ระยะเวลาที่แต่ละคนใช้นั้นอยู่ที่ 4-6 ชั่วโมง
ตอนแรกก็กะว่าจะโชว์เซียน 3 ชั่วโมง
แต่สังขารที่มี 4 ชั่วโมง
ที่ใช้ในการปีนขึ้นเขาของมือใหม่ถือว่าไม่เลว
พวกเราเน้นพักตามที่มีน้ำดื่มให้
แต่เราไม่กินข้าวกลางวันระหว่างทาง
เพราะถ้าพักนานๆ แรงมันจะหมดเอาง่ายๆ
ระยะทางของเขาหลวงที่เราเจอถือว่า
โคตรโหด
เพราะทางที่โคตรชันนั้น
ไม่มีทางธรรมดาให้เราได้พักขาได้เลย
ใครที่คิดว่ากำลังจะไปที่นี้
ฝึกกำลังขามาดีๆ
เพราะถึงทางจะแค่เกือบสี่กิโล
แต่เพราะทางที่ขึ้นไม่มีพัก
ถือว่าอัพเลเวลพวกเราไปเยอะเลย
และนอกจากเตรียมกำลังกายแล้ว
สำหรับผู้หญิงการที่จะได้รูปสวยๆกลับบ้าน
ถือเป็นจุดหมายอย่างหนึ่ง
และทางเราก่อนมาก็เตรียมตัวมาดี
คือเราจะเตรียมเรฟสำหรับโฟสมาอย่างงี้ก้ได้หรอ
ถือว่าเป็นการเตรียมตัว
ที่ผู้หญิงด้วยกันจะเข้าใจ
และที่จะแนะนำคือ
เราพกลำโพงมาด้วย 55555555555
ต้องขอบคุณเพื่อนร่วมทริปที่จัดเตรียมแบกมันมา
จังหวะที่เพลงหายไปนี่หนังชีวิตดีๆ นี่เอง
เอาเป็นว่าวาร์ปไปจนเกือบถึงเลย
ทางทั้งหมดที่ปีนขึ้นนั้นยากมาก
แต่ตอนที่เกือบจะถึงจุดกางเต้นท์นั้น
เหมือนมีด้านสุดท้าย
คือทางยากมาก ยากแบบก่อนจะเจอบอสใหญ่
แกจะต้องผ่านทางยากๆ นี่ไปก่อน
แต่นะ มันก็จะมีแรงฮึดขึ้นมาเมื่อคิดว่า
เอาวะ ผ่านนี่ไปจะเจอหมอกสวยๆแล้ว
.
.
.
.
และเราก็ทำสำเร็จ
เราถึงจุดกางเต้นท์ตามที่เราทุ่มเทแรงทั้งหมด
แต่เพราะช่วงที่เราไปเป็นช่วงพายุเข้า
เราจึงไม่สามารถกางเต้นท์ข้างนอกได้
แต่ไม่เป็นไร ถือว่าลุงเขาเป็นห่วงกลัวเราปลิวตกเขา
เย็นวันนั้นหลังจากเราอาบน้ำกินข้าวเรียบร้อย
เราเตรียมตัวไปพิชิตยอดเขาๆต่างๆ บนนี้
ที่นี่มีจุดชมวิวเยอะมาก แต่เราเลือกเก็บบางที่
เพราะเราเป็นทริปสองวัน
ถ้าจะเก็บทุกที่
เราคงต้องรีบเกินจนไม่มีเวลานั่งเงียบๆ
เราจึงตัดยอดเขาภูกาออกจากทริป
โดยเราเลือกไปที่ ผาชมปรง
และเขาแม่ย่าเพื่อดูดวงอาทิตย์ตก
และไปชมผานารายณ์
เพื่อชมดวงอาทิตย์ขึ้นในวันต่อมา
ง่ายๆคือ คนอื่นรีวิวแบบไหน
เราก็ตามเขาไปแบบนั้น
และนี่คือภาพความประทับใจที่เกิดจากทริปนี้
เราได้เจอพี่คนหนึ่งบนเขาแม่ย่า
พี่เขาเป็นผู้ร่วมทริปอีกคนเลยก็ว่าได้
เพราะได้พี่ช่วยในหลายๆอย่างที่นี่
และนี่เป็นอีกสิ่งที่น่ารักสำหรับทริปนี้
มิตรภาพของจังหวัดสุโขทัย
และเมื่อเสร็จจากวันนั้นก็ถึงเวลาอาหาร
ถึงแม้เราจะลืมหม้อไว้บนรถแต่เราไม่กลัว
เพราะบนนี้มีบริการหม้อ
และเตาถ่านให้เราต้มมาม่าเกาหลีของเราได้
โดยมีหม้อและจานชามให้เรายืมได้
ซึ่งอารมณ์มันจะคล้ายกับ
หนังอังกอร์ที่เราดูตอนเด็กๆ
ซึ่งมันก็ได้ฟิลลิ่งแบคแพคเกอร์ไปอีกขึ้น
และในคืนนั้นพวกเราก็อาบน้ำนอนตามแพลน
โดยเราวางแพลนกันว่า
เราจะต้องลงจากเขาตั้งแต่เช้า
เพราะเพื่อนเรามีธุระในวันต่อมา
เราจึงนัดกันว่าตีห้าครึ่งนะ
เราต้องออกไปเขานารายณ์กัน
และลงจากเขานี้ตอนเจ็ดโมง
เพื่อเราจะทันขึ้นรถกลับตอนรอบเที่ยงครึ่ง
และเพราะพี่ใจดีทำให้เราทำตามแพลนนั้นได้
โดยมีพี่เป็นคนอาสาขับรถไปส่งเราที่ขนส่ง
และพาเราไปกินก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยเจ้าดัง
และพาเราไปเที่ยวชมเมืองอีกด้วย
ถ้าเราได้กับไปที่นั้นอีก
พี่จะเป็นคนแรกที่เราคิดถึง
ความประทับใจเกิดขึ้นมากมายที่นี่
เหมาะเป็นทริปได้ใช้เวลาสงบๆ
เพราะวิวบนนั้น
เราเก็บมาไม่หมดจริงๆ
แค่ได้ไปหยุดยืนบนนั้น
เราก็ได้เป็นตัวเองอีกครั้ง
เป็นแค่วัยรุ่นที่คิดจะวัดกับธรรมชาติยิ่งใหญ่
ตอนที่หมอกหนาพัดผ่านตัวเรา
จนมองไม่เห็นอะไรด้วยตาของเรา
นั้นทำให้เรารู้จริงๆเลยว่า
เราตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับธรรมชาติเหล่านี้
และธรรมชาติเหล่านี้เองก็ชาร์ตพลังให้เรา
เด็กจบใหม่อย่างเรา
ชีวิตที่ผ่านมายังน้อยมากเมื่อเทียบกับภูเขานี้
มีหลายอย่างที่เราควบคุมมันไม่ได้
แต่ก็นั้นแหละ ทุกครั้งที่เราอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ
เราจะกลับเป็นตัวเอง
เราจะามารถนั่งเฉยๆ ได้เป็นชั่วโมง
เพียงเพราะมีหมอกพัดผ่านตัวของเรา
และกอดเราต้อนรับเราอย่างอบอุ่น

ปล. 2 มีบรรยากาศคลิปสั่นๆ ตัดกากๆ ในมือถือไว้ในดุเป็นอุทาหรณ์ด้วยนะ
ทริปไขข้อฝ่อ พ่อไม่ให้เข้าถ้ำ ณ อุทยานเขาหลวงสุโขทัย
Let's wander where the wifi is weak
ที่คุณนึกอยากจะสัมผัสธรรมชาติมากกว่าเดิม
การหลบหนีสัญญาณมือถือ
แล้วเดินขึ้นเขาเป็นตัวเลือกที่สายฮิปน่าจะชอบกัน
และไม่มีกิจกรรมไหน
จะได้ใช้เวลาค้นหาตัวเองไปดีกว่า
การเป็นเด็กจบใหม่
นั้นเองเป็นเหตุผลที่พวกเรา
ตัดสินใจหาทริปต้อนรับการเป็นเด็กจบใหม่
ด้วยการท่องเที่ยวกับตัวตนของตัวเอง
ณ อุทยานแห่งชาติเขาหลวงสุโขทัย
แต่ไม่จำเป็นต้องวางแผนสำรองไปซะทุกอย่าง
ผิดพลาดบ้างก็สนุกไม่ใช่น้อย
แล้วหลับเอาแรงบนรถบัส
โดยเราใช่บริการวินทัวร์ตามกระทู้ส่วนใหญ่
และรถก็ออกจากสถานีที่เวลา 22.00 น.
แล้วข้ามฝั่งไปซื้อของตุนที่เซเว่น
แต่บ้าาาา เรามาถึงตั้งแต่ตีสี่
ภาพฝันคือเราลงที่ศาลาเท่ๆ ถ่ายรูปฮิปๆ
แต่โนจ้า สถานีที่เราลงคืออำเภอศีรีมาส
มีป้ายหยุดรถน่ารักๆ ท่ามกลางบรรยายกาศเหงาๆ
ไม่มีใครนอกจากเรา ไหนล่ะ เซเว่นตามที่เขารีวิว
อ่อ โอเคอย่างเพิ่งตกใจ
มันต้องเดินเลยไปนิดนึงก็จะเจอ
และไฟเซเว่นเวลาตีสี่ก็เรียกสติ
เราซื้อของบางอย่างเช่นขนม
อาหารแห้งและไข่ไก่หนึ่งแพ็ค
เพราะในหัวเราวาดฝันว่าท่ามกลางหมอกหนาวๆ
พวกเราจะทำมาม่าเกาหลีแบบร้านดัง
เราซื้อวัตถุดิบที่จำเป็น
และกลับมานั่งรอที่ป้ายเดิม
เพราะเรานัดรถของอุทยานให้มารับตอนตีห้า
และทันทีที่นั่งเราก็จัดสรรของก็พบว่า
หม้อที่เราเตรียมสำหรับมาม่าเกาหลีนั้น
ลืมอยู่บนรถบัส
และนั้นคือความนกอย่างที่หนึ่ง
เมื่อถึงเวลาคุณลุงมารับเราตามที่นัดกัน
และพาเราไปปล่อยที่ตลาดสด
และเราก็ได้เสบียงสำหรับมื้อเช้ามื้อกลางวันวันนี้
เมื่อไปถึงเราถึงอุทยานตอนเวลาเจ็ดโมงเช้า
แต่อุทยานเปิดให้ขึ้นตอนแปดโมง เราก็หาที่นั่งรอ
และกินข้าวต่างๆเพื่อสะสมพลังงานกัน
พอเจ้าหน้าที่มาถึง
เราก็ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเช่าของทันที
เพราะเราเพิ่งหัดเป็นแบคแพคเกอร์
แรงที่มียังไม่เยอะพอจะแบกเต้นท์
เราจึงเช่าทุกอย่างที่เขามีให้บริการ
ถือซะว่าเป็นการหมุนเวียน
และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไปละกัน
ตามรีวิวที่อ่านมาเขาบอกกันว่า
ระยะเวลาที่แต่ละคนใช้นั้นอยู่ที่ 4-6 ชั่วโมง
ตอนแรกก็กะว่าจะโชว์เซียน 3 ชั่วโมง
แต่สังขารที่มี 4 ชั่วโมง
ที่ใช้ในการปีนขึ้นเขาของมือใหม่ถือว่าไม่เลว
พวกเราเน้นพักตามที่มีน้ำดื่มให้
แต่เราไม่กินข้าวกลางวันระหว่างทาง
เพราะถ้าพักนานๆ แรงมันจะหมดเอาง่ายๆ
ระยะทางของเขาหลวงที่เราเจอถือว่า
โคตรโหด
เพราะทางที่โคตรชันนั้น
ไม่มีทางธรรมดาให้เราได้พักขาได้เลย
ใครที่คิดว่ากำลังจะไปที่นี้
ฝึกกำลังขามาดีๆ
เพราะถึงทางจะแค่เกือบสี่กิโล
แต่เพราะทางที่ขึ้นไม่มีพัก
ถือว่าอัพเลเวลพวกเราไปเยอะเลย
และนอกจากเตรียมกำลังกายแล้ว
สำหรับผู้หญิงการที่จะได้รูปสวยๆกลับบ้าน
ถือเป็นจุดหมายอย่างหนึ่ง
และทางเราก่อนมาก็เตรียมตัวมาดี
คือเราจะเตรียมเรฟสำหรับโฟสมาอย่างงี้ก้ได้หรอ
ถือว่าเป็นการเตรียมตัว
ที่ผู้หญิงด้วยกันจะเข้าใจ
และที่จะแนะนำคือ
เราพกลำโพงมาด้วย 55555555555
ต้องขอบคุณเพื่อนร่วมทริปที่จัดเตรียมแบกมันมา
จังหวะที่เพลงหายไปนี่หนังชีวิตดีๆ นี่เอง
เอาเป็นว่าวาร์ปไปจนเกือบถึงเลย
ทางทั้งหมดที่ปีนขึ้นนั้นยากมาก
แต่ตอนที่เกือบจะถึงจุดกางเต้นท์นั้น
เหมือนมีด้านสุดท้าย
คือทางยากมาก ยากแบบก่อนจะเจอบอสใหญ่
แกจะต้องผ่านทางยากๆ นี่ไปก่อน
แต่นะ มันก็จะมีแรงฮึดขึ้นมาเมื่อคิดว่า
เอาวะ ผ่านนี่ไปจะเจอหมอกสวยๆแล้ว
.
.
.
.
และเราก็ทำสำเร็จ
เราถึงจุดกางเต้นท์ตามที่เราทุ่มเทแรงทั้งหมด
แต่เพราะช่วงที่เราไปเป็นช่วงพายุเข้า
เราจึงไม่สามารถกางเต้นท์ข้างนอกได้
แต่ไม่เป็นไร ถือว่าลุงเขาเป็นห่วงกลัวเราปลิวตกเขา
เย็นวันนั้นหลังจากเราอาบน้ำกินข้าวเรียบร้อย
เราเตรียมตัวไปพิชิตยอดเขาๆต่างๆ บนนี้
ที่นี่มีจุดชมวิวเยอะมาก แต่เราเลือกเก็บบางที่
เพราะเราเป็นทริปสองวัน
ถ้าจะเก็บทุกที่
เราคงต้องรีบเกินจนไม่มีเวลานั่งเงียบๆ
เราจึงตัดยอดเขาภูกาออกจากทริป
โดยเราเลือกไปที่ ผาชมปรง
และเขาแม่ย่าเพื่อดูดวงอาทิตย์ตก
และไปชมผานารายณ์
เพื่อชมดวงอาทิตย์ขึ้นในวันต่อมา
ง่ายๆคือ คนอื่นรีวิวแบบไหน
เราก็ตามเขาไปแบบนั้น
และนี่คือภาพความประทับใจที่เกิดจากทริปนี้
เราได้เจอพี่คนหนึ่งบนเขาแม่ย่า
พี่เขาเป็นผู้ร่วมทริปอีกคนเลยก็ว่าได้
เพราะได้พี่ช่วยในหลายๆอย่างที่นี่
และนี่เป็นอีกสิ่งที่น่ารักสำหรับทริปนี้
มิตรภาพของจังหวัดสุโขทัย
และเมื่อเสร็จจากวันนั้นก็ถึงเวลาอาหาร
ถึงแม้เราจะลืมหม้อไว้บนรถแต่เราไม่กลัว
เพราะบนนี้มีบริการหม้อ
และเตาถ่านให้เราต้มมาม่าเกาหลีของเราได้
โดยมีหม้อและจานชามให้เรายืมได้
ซึ่งอารมณ์มันจะคล้ายกับ
หนังอังกอร์ที่เราดูตอนเด็กๆ
ซึ่งมันก็ได้ฟิลลิ่งแบคแพคเกอร์ไปอีกขึ้น
และในคืนนั้นพวกเราก็อาบน้ำนอนตามแพลน
โดยเราวางแพลนกันว่า
เราจะต้องลงจากเขาตั้งแต่เช้า
เพราะเพื่อนเรามีธุระในวันต่อมา
เราจึงนัดกันว่าตีห้าครึ่งนะ
เราต้องออกไปเขานารายณ์กัน
และลงจากเขานี้ตอนเจ็ดโมง
เพื่อเราจะทันขึ้นรถกลับตอนรอบเที่ยงครึ่ง
และเพราะพี่ใจดีทำให้เราทำตามแพลนนั้นได้
โดยมีพี่เป็นคนอาสาขับรถไปส่งเราที่ขนส่ง
และพาเราไปกินก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยเจ้าดัง
และพาเราไปเที่ยวชมเมืองอีกด้วย
ถ้าเราได้กับไปที่นั้นอีก
พี่จะเป็นคนแรกที่เราคิดถึง
ความประทับใจเกิดขึ้นมากมายที่นี่
เหมาะเป็นทริปได้ใช้เวลาสงบๆ
เพราะวิวบนนั้น
เราเก็บมาไม่หมดจริงๆ
แค่ได้ไปหยุดยืนบนนั้น
เราก็ได้เป็นตัวเองอีกครั้ง
เป็นแค่วัยรุ่นที่คิดจะวัดกับธรรมชาติยิ่งใหญ่
ตอนที่หมอกหนาพัดผ่านตัวเรา
จนมองไม่เห็นอะไรด้วยตาของเรา
นั้นทำให้เรารู้จริงๆเลยว่า
เราตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับธรรมชาติเหล่านี้
และธรรมชาติเหล่านี้เองก็ชาร์ตพลังให้เรา
เด็กจบใหม่อย่างเรา
ชีวิตที่ผ่านมายังน้อยมากเมื่อเทียบกับภูเขานี้
มีหลายอย่างที่เราควบคุมมันไม่ได้
แต่ก็นั้นแหละ ทุกครั้งที่เราอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ
เราจะกลับเป็นตัวเอง
เราจะามารถนั่งเฉยๆ ได้เป็นชั่วโมง
เพียงเพราะมีหมอกพัดผ่านตัวของเรา
และกอดเราต้อนรับเราอย่างอบอุ่น
ปล.1 แต่ตอนที่เรามาลมแรงมาก
หมอกก็ลงจัดจนแสงไม่เป็นใจกับการถ่ายรูป
และอากาศก็หนาวมาก
เราขอปิดท้ายด้วยรูปนี้
สวัสดี
ปล. 2 มีบรรยากาศคลิปสั่นๆ ตัดกากๆ ในมือถือไว้ในดุเป็นอุทาหรณ์ด้วยนะ
https://www.instagram.com/tv/BlqOnq_AvLB/?utm_source=ig_web_button_share_sheet
https://www.instagram.com/tv/BlsELocnVfT/?utm_source=ig_web_button_share_sheet