ทั้งที่การกระทำมันแบบเดียวกัน แต่แอตทิจูดผู้รับนั้นต่างกันมากโขอยู่นะครับ ถ้าคนที่ถูกปรนนิบัตร มีพื้นเพมาคนละอย่าง เรากระทำสิ่งเดียวกันให้ ความรู้สึกผู้รับนั้นไม่เหมือนกัน
ยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมหน่อย ถ้าสมมติตำแหน่งหน้าที่ของเรา เช้า กลางวัน เย็น มีคนมาถามว่าอยากทานอะไร ช่วงบ่าย ช่วงว่างจะรับของว่างอะไรไหม จะเดินทางไปไหนไกล กลับทีพักทีต้องมีคนมาถามว่า ให้กลับกับรถคันไหน กลับกับใครในรถบ้างให้สมสถานะ
บางคนอาจรู้สึกดี ที่มีคนมาปรนนิบัตร มีความรู้สึกได้ถืออภิสิทธิบางอย่าง โดยเฉพาะถ้าได้ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้สิทธิเหมือนตนเอง เช่น กับข้าวอีกแบบ ที่นั่งอีกแบบ ได้นั่งกับชนชั้นอีกแบบ
แต่ผมกลับมองว่า ถ้าคนที่ไม่ได้เกิดและโตมากับสภาวะแบบนั้น มันอึดอัดนะ เราจะรู้สึกว่า ไม่ต้องมาทำอย่างนี้ให้ฉันหรอก มันเวอร์ มันอีเดียทออก ฉันไม่ได้เป็นง่อย เดินไปกินเองเหมือนชาวบ้านก็ได้ ไม่ต้องยกมาประเคน หรือขึ้นรถกลับกับใครก็ได้ทั้งนั้น ขอให้มันได้กลับเร็ว
ซึ่งการออกตัวไปว่า ไม่ได้ต้องการหรือไม่ได้ปรารถนาให้ปรนนิบัตร ก็กลายเป็นถูกมองว่า ติดดิน สมถะ หรือเป็นคนไม่ถือตัว ซึ่งเอาเข้าจริง สังคมต่างหากไปให้ค่า ไปสร้างค่านิยมเอาเอง ว่าตำแหน่งงานแบบนั้น ต้องได้สิทธิแบบนั้น แบบนี้ ทำแบบคนธรรมดาทั่วไปไม่ได้
แต่สุดท้ายยังไงเราก็คงเปลี่ยนสังคมไม่ได้อยู่ดี เราก็แค่ต้องปรับตัวตาม ทำให้ชินตามบ้าง จริงๆ มันไม่ใช่ปัญหายิ่งใหญ่อะไรด้วยซ้ำไป
พอเริ่มเข้าสังคมมากขึ้น มันก็ทำให้เห็นคนจำพวกที่ต้องการให้คนมา "ปรนนิบัตร" มากๆ ด้วย ในที่นี้คือ ปรนนิบัตรเบื้องต้นไม่พอ ยังต้องทำให้ได้อย่างใจ ให้เป๊ะ ให้ถูกต้องตามที่เขาต้องการ
จะด้วยความเชื่อหรือทัศนคติอะไรที่ปลูกฝังมา ที่ทำให้เขาเชื่อว่า ต้องได้ในสิ่งที่เขาอยากได้ ต้องได้แม้ว่ามันจะไปสร้างภาระให้คนอื่น เพราะว่าเขาควรได้ด้วยสถานะของเขา
ใจจริงผมก็เข้าใจคนเหล่านี้อยู่ แต่แค่รู้สึกไม่พอใจ และความอึดอัดก็จะตามมาอีก รู้สึกเบื่อมากเวลาต้องสังคายนาอะไรกับคนพวกนี้ หรือบางครั้งต้องมาช่วยเหลือคนพวกนี้ในบางเรื่อง ผมมักจะคิดว่า ทำไมล่ะ เวลาเจ้ากี้เจ้าการคนอื่นให้สนองนี๊ดถึงทำได้สุดโต่ง เต็มอัตรา แต่พอเวลาตัวเองไม่ได้อยู่หน้าฉาก ก็ยังต้องมาอาศัยความช่วยเหลือชาวบ้านเขาอยู่เรื่อย มันใช่เหรอวะ?
พูดไป ตรรกะผมอาจจะไม่ชัดเจนนัก หรือตรรกะที่คนพวกนั้นเป็นมันอาจจะถูกควรแล้วก็ได้ ด้านนึงผมไม่มีปัญหาที่จะช่วย ก็คือช่วยเท่าที่จะช่วยได้ แต่ถ้าช่วยแล้วตามมาด้วยความเยอะ (เหมือนได้คืบจะเอาศอก) มันก็ทำให้เราเลือกที่จะต่อต้านในทางอื่นหรือไม่อยากจะปฎิสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นด้วย
แต่ในสังคมมนุษย์มันก็มีคนจำพวกนี้อยู่เต็มไปหมดเลย บางทีมันก็เบื่อ ยิ่งเมื่อเราโตขึ้นแก่ขึ้นเท่าไหร่ ความอดทนต่อเรื่องไร้สาระเราก็ยิ่งน้อยลง เพราะเรารู้ว่าเวลาเรามีจำกัด เกินกว่าจะเอาไปเสียให้กับเรื่องไม่ค่อยเป็นเรื่อง
มันอาจจะเป็นปัญหาแบบหนึ่ง ในแบบที่คนมีอภิสิทธิแบบหนึ่งมีเหมือนกัน คือเราเองก็มีอภิสิทธิจนเลือกได้ว่าจะทนอะไรหรือไม่ทนอะไร มันต่างไปจากคนที่ไม่มีอภิสิทธิเลย เพราะถึงเขาจะเจอเรื่องชวนอึดอัด เรื่องน่าปวดหัวแค่ไหน เขาก็ต้องยอมปรนนิบัตรคนประเภทหนึ่งต่อไป เพราะทางเลือกเขามีแค่นั้น
เขียนมาซะยาว อ่านเองยังงงเอง 555
มีใครรู้สึกไม่ชอบให้คนอื่นมา "ปรนนิบัตรพัดวี" ไหมครับ หรือไม่ชอบได้อภิสิทธิที่มากกว่าคนทั่วไป
ยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมหน่อย ถ้าสมมติตำแหน่งหน้าที่ของเรา เช้า กลางวัน เย็น มีคนมาถามว่าอยากทานอะไร ช่วงบ่าย ช่วงว่างจะรับของว่างอะไรไหม จะเดินทางไปไหนไกล กลับทีพักทีต้องมีคนมาถามว่า ให้กลับกับรถคันไหน กลับกับใครในรถบ้างให้สมสถานะ
บางคนอาจรู้สึกดี ที่มีคนมาปรนนิบัตร มีความรู้สึกได้ถืออภิสิทธิบางอย่าง โดยเฉพาะถ้าได้ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้สิทธิเหมือนตนเอง เช่น กับข้าวอีกแบบ ที่นั่งอีกแบบ ได้นั่งกับชนชั้นอีกแบบ
แต่ผมกลับมองว่า ถ้าคนที่ไม่ได้เกิดและโตมากับสภาวะแบบนั้น มันอึดอัดนะ เราจะรู้สึกว่า ไม่ต้องมาทำอย่างนี้ให้ฉันหรอก มันเวอร์ มันอีเดียทออก ฉันไม่ได้เป็นง่อย เดินไปกินเองเหมือนชาวบ้านก็ได้ ไม่ต้องยกมาประเคน หรือขึ้นรถกลับกับใครก็ได้ทั้งนั้น ขอให้มันได้กลับเร็ว
ซึ่งการออกตัวไปว่า ไม่ได้ต้องการหรือไม่ได้ปรารถนาให้ปรนนิบัตร ก็กลายเป็นถูกมองว่า ติดดิน สมถะ หรือเป็นคนไม่ถือตัว ซึ่งเอาเข้าจริง สังคมต่างหากไปให้ค่า ไปสร้างค่านิยมเอาเอง ว่าตำแหน่งงานแบบนั้น ต้องได้สิทธิแบบนั้น แบบนี้ ทำแบบคนธรรมดาทั่วไปไม่ได้
แต่สุดท้ายยังไงเราก็คงเปลี่ยนสังคมไม่ได้อยู่ดี เราก็แค่ต้องปรับตัวตาม ทำให้ชินตามบ้าง จริงๆ มันไม่ใช่ปัญหายิ่งใหญ่อะไรด้วยซ้ำไป
พอเริ่มเข้าสังคมมากขึ้น มันก็ทำให้เห็นคนจำพวกที่ต้องการให้คนมา "ปรนนิบัตร" มากๆ ด้วย ในที่นี้คือ ปรนนิบัตรเบื้องต้นไม่พอ ยังต้องทำให้ได้อย่างใจ ให้เป๊ะ ให้ถูกต้องตามที่เขาต้องการ
จะด้วยความเชื่อหรือทัศนคติอะไรที่ปลูกฝังมา ที่ทำให้เขาเชื่อว่า ต้องได้ในสิ่งที่เขาอยากได้ ต้องได้แม้ว่ามันจะไปสร้างภาระให้คนอื่น เพราะว่าเขาควรได้ด้วยสถานะของเขา
ใจจริงผมก็เข้าใจคนเหล่านี้อยู่ แต่แค่รู้สึกไม่พอใจ และความอึดอัดก็จะตามมาอีก รู้สึกเบื่อมากเวลาต้องสังคายนาอะไรกับคนพวกนี้ หรือบางครั้งต้องมาช่วยเหลือคนพวกนี้ในบางเรื่อง ผมมักจะคิดว่า ทำไมล่ะ เวลาเจ้ากี้เจ้าการคนอื่นให้สนองนี๊ดถึงทำได้สุดโต่ง เต็มอัตรา แต่พอเวลาตัวเองไม่ได้อยู่หน้าฉาก ก็ยังต้องมาอาศัยความช่วยเหลือชาวบ้านเขาอยู่เรื่อย มันใช่เหรอวะ?
พูดไป ตรรกะผมอาจจะไม่ชัดเจนนัก หรือตรรกะที่คนพวกนั้นเป็นมันอาจจะถูกควรแล้วก็ได้ ด้านนึงผมไม่มีปัญหาที่จะช่วย ก็คือช่วยเท่าที่จะช่วยได้ แต่ถ้าช่วยแล้วตามมาด้วยความเยอะ (เหมือนได้คืบจะเอาศอก) มันก็ทำให้เราเลือกที่จะต่อต้านในทางอื่นหรือไม่อยากจะปฎิสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นด้วย
แต่ในสังคมมนุษย์มันก็มีคนจำพวกนี้อยู่เต็มไปหมดเลย บางทีมันก็เบื่อ ยิ่งเมื่อเราโตขึ้นแก่ขึ้นเท่าไหร่ ความอดทนต่อเรื่องไร้สาระเราก็ยิ่งน้อยลง เพราะเรารู้ว่าเวลาเรามีจำกัด เกินกว่าจะเอาไปเสียให้กับเรื่องไม่ค่อยเป็นเรื่อง
มันอาจจะเป็นปัญหาแบบหนึ่ง ในแบบที่คนมีอภิสิทธิแบบหนึ่งมีเหมือนกัน คือเราเองก็มีอภิสิทธิจนเลือกได้ว่าจะทนอะไรหรือไม่ทนอะไร มันต่างไปจากคนที่ไม่มีอภิสิทธิเลย เพราะถึงเขาจะเจอเรื่องชวนอึดอัด เรื่องน่าปวดหัวแค่ไหน เขาก็ต้องยอมปรนนิบัตรคนประเภทหนึ่งต่อไป เพราะทางเลือกเขามีแค่นั้น
เขียนมาซะยาว อ่านเองยังงงเอง 555