“พิชัย” ย้ำ เห็นประโยชน์ของชาติ จึงออกมาเตือน ไม่อยากให้ประเทศเสียหายอีก และอยากให้ประชาชนมั่นใจ"ทักษิโณมิกส์"เวอร์ชั่นใหม่ ที่จะพัฒนาประเทศหลังเลือกตั้ง
วันที่ 8 ก.ย. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ตนเสนอแนะและวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจนี้ เป็นเหมือนการเตือนให้ทุกคนในประเทศตระหนักว่า ประเทศไทยได้เสียโอกาส และเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากแล้ว เพราะหากไม่มีการประท้วงปิดกรุงเทพฯ และไม่มีปฏิวัติ เศรษฐกิจไทยต้องดีกว่านี้อย่างแน่นอน ประชาชนต้องมีรายได้เพิ่มและมีความสุขกว่านี้แน่ จึงไม่อยากให้มีการประท้วงและนำมาสู่การปฏิวัติอีกในอนาคต และขอให้ปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยได้ทำงานอย่างเต็มที่ ประเทศก็จะไม่เสียหาย เศรษฐกิจก็จะก้าวหน้าไปได้
ยกตัวอย่างในประเทศมาเลเซีย ที่ผู้นำรัฐบาลชุดก่อนมีข้อครหาการทุจริตกันมากโดยเฉพาะในเรื่องกองทุน 1 เอ็ดดีบี ประชาชนมาเลเซียไม่พอใจกันมาก ผู้นำก็ไม่ยอมลาออกและยังลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งอีก สุดท้ายประชาชนก็ลงโทษโดยลงคะแนนเลือกฝ่ายค้านจนชนะการเลือกตั้ง เป็นต้น ประชาชนไทยก็ไม่ได้ฉลาดน้อยไปกว่าประชาชนมาเลเซีย และแม้แต่ในสหรัฐก็มีประชาชนสหรัฐไม่พอใจประธานาธิบดี ทรัมป์ กันเป็นจำนวนมาก เขาก็จะรอจนกว่ามีการเลือกตั้ง เศรษฐกิจเขาก็ไม่กระทบแถมยังดีมากด้วย ก็อยากให้ประเทศไทยเรียนรู้จากบทเรียนเหล่านี้ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้และไม่เกิดความเสียหายอีก ซึ่งหากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2549 จะพบความเสียหายยิ่งมากมายเป็นทวีคูณ และหากจำกันได้ว่าก่อนการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทย ได้เสนอวิสัยทัศน์ 2020 ไว้ ซึ่งเป็นแนวคิดตามแนวทางทักษิโณมิกส์ในสมัยนั้น ซึ่งจะปรับปรุงประเทศในทุกด้านอีกทั้งเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน พ่อค้า แม่ค้า คนระดับรากหญ้า คนระดับกลางและคนระดับบนจะได้รับประโยชน์กันทั้งหมด แต่การพัฒนาต้องมาหยุดลงหลังเกิดการปฏิวัติ
ดังนั้น อยากให้ประชาชนได้มั่นใจว่า แนวคิดทักษิโณมิกส์ เวอร์ชั่นใหม่ ที่ปรับปรุงตามสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลง และมีเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาเสริม ที่จะนำประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปทัดเทียมกับนานาชาติได้ โดยเมื่อมีการปลดล็อก ตนจะเสนอให้พรรคได้พิจารณาเพื่อนำเสนอเป็นนโยบายของพรรคเพื่อให้ประชาชนได้ทราบ และมั่นใจในการตัดสินใจลงคะแนนในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในต้นปีหน้า
ทั้งนี้ นายพิชัย แจ้งว่า ยังไม่ได้มีการติดต่อเรื่องการถูกเรียกตัวครั้งที่ 12 ตามที่ตนนับ หรือ ครั้งที่ 16 ตามที่พลเอกประยุทธ์ นับแต่อย่างใด (พลเอกประยุทธ์ อาจจะนับ 3-4 ครั้ง ที่มีการเรียกตัวแต่แล้วก็มีการยกเลิกด้วย)
JJNY : พิชัย ขอประชาชน มั่นใจ 'ทักษิโณมิกส์' เวอร์ชั่นใหม่
วันที่ 8 ก.ย. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ตนเสนอแนะและวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจนี้ เป็นเหมือนการเตือนให้ทุกคนในประเทศตระหนักว่า ประเทศไทยได้เสียโอกาส และเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากแล้ว เพราะหากไม่มีการประท้วงปิดกรุงเทพฯ และไม่มีปฏิวัติ เศรษฐกิจไทยต้องดีกว่านี้อย่างแน่นอน ประชาชนต้องมีรายได้เพิ่มและมีความสุขกว่านี้แน่ จึงไม่อยากให้มีการประท้วงและนำมาสู่การปฏิวัติอีกในอนาคต และขอให้ปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยได้ทำงานอย่างเต็มที่ ประเทศก็จะไม่เสียหาย เศรษฐกิจก็จะก้าวหน้าไปได้
ยกตัวอย่างในประเทศมาเลเซีย ที่ผู้นำรัฐบาลชุดก่อนมีข้อครหาการทุจริตกันมากโดยเฉพาะในเรื่องกองทุน 1 เอ็ดดีบี ประชาชนมาเลเซียไม่พอใจกันมาก ผู้นำก็ไม่ยอมลาออกและยังลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งอีก สุดท้ายประชาชนก็ลงโทษโดยลงคะแนนเลือกฝ่ายค้านจนชนะการเลือกตั้ง เป็นต้น ประชาชนไทยก็ไม่ได้ฉลาดน้อยไปกว่าประชาชนมาเลเซีย และแม้แต่ในสหรัฐก็มีประชาชนสหรัฐไม่พอใจประธานาธิบดี ทรัมป์ กันเป็นจำนวนมาก เขาก็จะรอจนกว่ามีการเลือกตั้ง เศรษฐกิจเขาก็ไม่กระทบแถมยังดีมากด้วย ก็อยากให้ประเทศไทยเรียนรู้จากบทเรียนเหล่านี้ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้และไม่เกิดความเสียหายอีก ซึ่งหากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2549 จะพบความเสียหายยิ่งมากมายเป็นทวีคูณ และหากจำกันได้ว่าก่อนการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทย ได้เสนอวิสัยทัศน์ 2020 ไว้ ซึ่งเป็นแนวคิดตามแนวทางทักษิโณมิกส์ในสมัยนั้น ซึ่งจะปรับปรุงประเทศในทุกด้านอีกทั้งเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน พ่อค้า แม่ค้า คนระดับรากหญ้า คนระดับกลางและคนระดับบนจะได้รับประโยชน์กันทั้งหมด แต่การพัฒนาต้องมาหยุดลงหลังเกิดการปฏิวัติ
ดังนั้น อยากให้ประชาชนได้มั่นใจว่า แนวคิดทักษิโณมิกส์ เวอร์ชั่นใหม่ ที่ปรับปรุงตามสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลง และมีเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาเสริม ที่จะนำประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปทัดเทียมกับนานาชาติได้ โดยเมื่อมีการปลดล็อก ตนจะเสนอให้พรรคได้พิจารณาเพื่อนำเสนอเป็นนโยบายของพรรคเพื่อให้ประชาชนได้ทราบ และมั่นใจในการตัดสินใจลงคะแนนในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในต้นปีหน้า
ทั้งนี้ นายพิชัย แจ้งว่า ยังไม่ได้มีการติดต่อเรื่องการถูกเรียกตัวครั้งที่ 12 ตามที่ตนนับ หรือ ครั้งที่ 16 ตามที่พลเอกประยุทธ์ นับแต่อย่างใด (พลเอกประยุทธ์ อาจจะนับ 3-4 ครั้ง ที่มีการเรียกตัวแต่แล้วก็มีการยกเลิกด้วย)