คนที่"เห็นแก่ตัว"จะไม่มีทางรักใครได้จริง นอกจากรักตัวเอง

พาพันชอบ
ความเห็นแก่ตัวนั้น มีอยู่ในคนทุกคนแต่อยู่ที่ว่าเราจะแสดงออกมาให้คนอื่นได้รับรู้หรือเปล่า...

ความเห็นแก่ตัวนั้นเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก มนุษย์ได้พัฒนาสัญชาตญาณทางสังคม (Social Instincts) ในการเรียนรู้ที่จะร่วมมือกับผู้อื่น ไว้วางใจคนที่สมควรไว้วางใจ และระมัดระวังคนที่ขี้โกง/เห็นแก่ตัว เรียนรู้ที่จะทำตนเองให้เป็นที่ไว้วางใจของคนอื่น ให้ได้รับการยอมรับจากคนอื่น แต่มนุษย์ก็มีสัญชาตญาณด้านมืด คือการกลัว มีอคติ ระแวง และความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มต่างๆ มาโดยตลอดด้วยเช่นกัน นักวิชาการที่มองเน้นด้านมืดของมนุษย์ ยตัวอย่างเช่น อาดัม สมิธ (1723-1790) นักปรัชญาการเมืองผู้ให้กำเนิดวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่มองมนุษย์ในแง่ดี เขาเชื่อว่าความเห็นแก่ตัวอย่างมีเหตุผล การแบ่งงานทำและการแลกเปลี่ยนตามกลไกตลาดเสรีจะทำให้มนุษย์ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน

ขอยกกรณีตัวอย่างเพื่อให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เพี้ยนไฟลุกความเห็นแก่ตัว...มะเร็งร้ายสังคมไทย....
จากเฟซบุ๊ก มอร์ริส เค ซึ่งเขาได้เล่าเป็นบทสนทนาสั้นๆ ของฝรั่ง 2 คนที่ดูแล้วเดาว่าน่าจะเป็น “อาจารย์” ของโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งบนถนนสุขุมวิท, ทั้งคู่คุยกันด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเมืองไทย ในขณะที่นั่งรอ Sandwiches อยู่ในร้านSubway ที่ไม่มีลูกค้าอื่นใดนอกจากผม พวกเขาพูดเรื่องทางเท้า ซึ่งในประเทศเราไม่ได้ออกแบบไว้ให้“คน” เดิน แต่มีไว้ให้พ่อค้าแม่ค้าขายของ, ไว้ให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างขี่สวนทางและไว้จอดรถ แล้วฝรั่งคนหนึ่งก็พูดว่า“พื้นฐานของคนประเทศผมคือวินัยแต่พื้นฐานของคนไทยคือความเห็นแก่ตัว”
“คนในประเทศผมจะคิดแล้วคิดอีก”ถ้าการจอดรถของเขาทำให้ใครลำบากและทุกครั้งจะจบลงด้วยการบอกตัวเองว่า “ไม่จอดดีกว่า” หรือไม่ก็ไปจอดไกลๆ แล้วเดินย้อนมา แต่คนไทยไม่… คนไทยจะ “เห็นแก่ตัว” ทุกที่ที่มีจังหวะ ไม่ว่ามันจะเป็นการจอดบนทางเท้า/บนเลนจักรยานและแม้กระทั่งปากซอยหรือกลับรถแล้วจอดทันทีเพราะสันดานพื้นฐานของคนไทยคือ “ความเห็นแก่ตัว” และ “บังคับให้คนอื่นต้องหลบ” เพื่อให้ตนเองได้รับสิทธิพิเศษหรือความสบายมากที่สุดเสมอ เมื่อไรที่ความเห็นแก่ตัวของคนไทยไม่ได้รับการตอบสนอง, คนไทยจะเรียกหา “น้ำใจ” เขาเคยนึกว่า “น้ำใจ” ของคนไทยช่างแสนดี แต่วันนี้เขารู้แล้วว่า “น้ำใจ” คือข้ออ้างของความเห็นแก่ตัว...
ไม่ยอมให้แซงคิวในร้านอาหาร = ไม่มีน้ำใจ
ไม่ยอมให้จอดรถซื้อของ = ไม่มีน้ำใจ[แม้จะทำให้รถติดยาวไปอีก 3 กิโลฯ]
ไม่ยอมหลบให้รถมอเตอร์ไซค์ที่ขี่สวนเลนบนทางเท้า = ไม่มีน้ำใจ
ฝรั่งคนหนึ่งบอกว่า “น้ำใจ” คือภาษาไทยคำแรกๆ ที่เขาเรียนรู้ตอนมาถึงประเทศนี้แต่ปัจจุบันมันคือคำที่น่า “ขยะแขยง [Disgusting]” สำหรับเขาเพราะมันคือการที่คนไทยจ้องจะเอาเปรียบกันทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้โดยไม่สนใจใครทั้งนั้น ตอนผมฟังประโยคแรกว่า“พื้นฐานของคนประเทศผมคือวินัยแต่พื้นฐานของคนไทยคือความเห็นแก่ตัว” ก็อยากจะค้าน แต่หลังจากที่พยายามคิดหาเหตุผล, สุดท้ายผมก็นั่งทาน Subway ต่อไปเงียบๆ พลางนึกถึงแฟนเก่าสาวญี่ปุ่นที่เคยตกใจตอนเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางเทน้ำแกงจากหม้อลงบนถนนกับคำถามที่ว่า“แล้วถ้ามีหนูมีแมลงสาปมาทำรังใครจะรับผิดชอบ?” และ “ทำไมเราต้องมีน้ำใจให้คนเห็นแก่ตัว”
ที่มา : https://www.posttoday.com/social/think/452139
เม่าเซย์โนการตั้งคำถามถึงปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยนั้น ถึงแม้อาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากสังคมไทยมีความซับซ้อนทั้งในด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมและในเชิงประวัติศาสตร์ แต่อุปสรรคที่ยากและสำคัญยิ่งกว่าก็คือ  การที่คนไทยมักไม่ยอมรับถึงการมีอยู่ของปัญหาแต่แรก ซึ่งสาเหตุหลักก็เนื่องมาจากการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมด้วยความรู้ความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ที่คลาดเคลื่อน เกินจริง หรือถูกปิดบังอำพราง เช่น “ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ยาวนานกว่า 700 ปี” หรือ “ประเทศไทยไม่เคยสูญเสียเอกราช” ผลสืบเนื่องมากจากวาทกรรมเหล่านี้ก็คือ คนไทย ซึ่งมักจะเชื่ออยู่แล้วว่า “สิ่งที่อยู่มานาน คือสิ่งที่ดี”  จะมองว่า ประเทศไทยที่มีความเป็นมาของวัฒนธรรมอย่างยาวนาน ย่อมมีวัฒนธรรมที่สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้น ผู้ที่วิจารณ์วัฒนธรรมหรือชาติไทยในทางลบจึงต้องเป็นผู้ที่ไม่สามารถซาบซึ้งต่อความดีงามเหล่านั้นและจ้องจะทำลาย ยิ่งไปกว่านั้น การวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์มักจะถูกนำไปเหมารวมกับการดูหมิ่นเหยียดหยาม ผู้ที่วิจารณ์ด้วยความประสงค์ดีจึงมักถูกประณามกลับอย่างรุนแรงจากผู้ที่ไม่พอใจ และถูกตอกกลับด้วยประโยคดังที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ว่า "ตำหนิประเทศไทยแบบนี้ เป็นคนไทยหรือเปล่า?" ในเมื่อปัญหาที่มีอยู่ไม่ได้รับการยอมรับ และผู้วิจารณ์ก็ถูกต่อต้าน การเริ่มต้นพัฒนาประเทศไทยอย่างตรงจุดจึงไม่เริ่มขึ้นเสียที
เพี้ยนออกทริปดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าเป็นแนวคิดชาตินิยม หรือ Nationalism นั้นเป็นบ่อเกิดของปัญหาในหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเย่อหยิ่งต่อความเป็นชาติ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใดนอกจากการสร้างความขัดแย้งต่อประเทศเพื่อนบ้าน และแนวคิดชาตินิยมนั้นยังไปยับยั้งขัดขวางผู้ที่มีแนวคิด “รักชาติ” หรือ Patriotism ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาเพื่อจุดประกายการพัฒนาอีกด้วย กล่าวได้ว่า แนวคิดชาตินิยมทั้งสร้างปัญหา และยับยั้งการพัฒนาไปพร้อมๆกัน สิ่งนี้จึงอาจถือเป็นโรคร้ายแรงที่สังคมไทยควรรักษาโดยเร็วที่สุด
พาพันเอาด้วยช่วยโลกกันการลด ละ เลิก แนวคิดชาตินิยมในสังคมไทยที่ง่ายที่สุดนั้น ควรเริ่มจากห้องเรียนก่อน โดยวิชาประวัติศาสตร์ควรจะเลิกเน้นย้ำถึงประวัติศาสตร์ในส่วนที่เชิดชูชาติไทยจนเกินเหตุ รวมไปถึงประวัติศาสตร์บาดหมางต่อประเทศเพื่อนบ้าน และหันมาศึกษาให้ถ่องแท้ถึงและประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาด เช่น เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ฯลฯ ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้คนรุ่นใหม่ระลึกอยู่เสมอว่า เรายังไม่สมบูรณ์แบบ เราเคยทำผิดพลาดมากก่อน และเราจะไม่ทำผิดซ้ำแบบเดิมอีก ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะถึงแม้การยกย่องเชิดชูชาติจะสำคัญในบางแง่มุม แต่วิพากษ์วิจารณ์เพื่อการพัฒนาชาตินั้นย่อมสำคัญกว่าเสมอ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

คนที่มองว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่เห็นแก่ตัว ไม่มีทางจะแก้ไขได้ อาจมองในแง่ร้ายมากเกินไป
เห็นดังนี้แล้ว ก็ทำให้เราทราบว่าความเห็นแก่ตัวนั้นมีอยู่ในตัวของทุกคนเพียงแต่ว่าเราจะแสดงออกมาอย่างไรให้เกิดผลดีต่อตนเองและบุคคลรอบข้าง หากเรามีโอกาสก็ควรทำแต่สิ่งดีๆในตอนนี้ดีกว่าจะได้ไม่เสียดายภายหลัง
ไม่พูดมากให้ภาพมันเล่า

อ้างอิงจาก https://www.facebook.com/notes/ko-dokmai/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%9
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่