
ช่วงวันหยุด Labor day 4 วันของอเมริกา เรามาดูหนังท๊อป 5 กันครับ
เมื่อสังเกตดูอันดับหนังทั้ง 5 มีคนดูอุ่นหนาฝาคั่งที่สุดในระดับ 3,000 เหรียญ up ต่อโรง
ซึ่งถือว่าหนังทั้ง 3 เรื่องอย่าง Crazy Rich Asians, The Meg, MI : Fallout สามารถกอบโกย
คนดูได้เหมาะเหม็งที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากยังไม่มีคู่แข่งใหม่ๆ เข้ามาแย่งความสนใจ
ได้เลยในช่วงเดือนสิงหาคม
Crazy Rich Asians ยังโกยเงินไปได้อีกถึง 28.3 ล้าน ในสัปดาห์ที่ 3 เท่ากับหนังได้ทุนคืนทบต้นมา
หลายรอบแล้ว แม้กระทั่งสัปดาห์ล่าสุด รายได้รวมไปถึง 117 ล้าน หากดูยอดรายได้แค่ 3 วัน หนังทำ
ได้ได้ตกไปเพียง 10 % จากสัปดาห์ก่อน หนังที่คนดูชื่นชมปากต่อปาก และรายได้ยืนได้ยาว
ต้องคอยดูว่ารายได้จะไปถึง 200 ล้านภายในเดือนหน้านี้ได้หรือไม่ จากจำนวนรายได้เฉลี่ย 7,325 เหรียญ
ต่อโรง นับว่ามีคนดูอุ่นหนาฝาคั่งมากที่สุดในสุดสัปดห์ Labor day ของอเมริกา
The Meg ยังค่อยๆ ขยับขึ้นลงอยู่ในยอดอันดับมาตลอด 4 สัปดาห์ สามารถโกยไป 13.4 ล้านในสัปดาห์
ที่ 4 ถ้ามองว่าเป็นหนังแนว Monster นับว่า The Meg มาได้ไกลมากแล้ว นับเป็น Surprise hit ปิดช่วง
Summer ได้อย่างดี รายได้เฉลี่ย 3,575 เหรียญต่อโรงถือว่า ยังมีคนเข้ามาดูในโรงเยอะอยู่ ทำรายได้
ไปทั้งหมด 123.4 ล้าน กับต้นทุน 130 ล้าน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จแล้วสำหรับ studio จากแนวของ
หนัง และตัวหนังที่เน้นรายได้นอกบ้านมากกว่า ซึ่ง The Meg น่าจะข้ามหลัก 130 ล้านเป็นที่แน่นอน แต่
จะไปจบที่ 140 หรือ 150 ล้านเท่าไหร่ต้องดูอีกที
แฟนๆ ที่รักหนังเรื่องนี้ (ที่ก็มีคนเกลียดเช่นกัน) อาจต้องลุ้นดูอีกที่ว่าหนังเรื่องนี้จะกลายเป็น Franchise
ให้เจสัน สเตแธม ได้กลับมาอีกหรือไม่ แต่ล่าสุดน่าจะ ซึ่ง The Meg นั้นสร้างขึ้นจากนวนิยายของนักเขียน
Steve Alten ที่เริ่มตีพิมพ์ในปี 1997 รวมทั้งหมดมีดังนี้
MEG: A Novel of Deep Terror
The Trench
MEG: Primal Waters
MEG: Hell's Aquarium
MEG: Origins
MEG: Night Stalkers
MEG: Generations
MEG: Purgatory (announced at the end of MEG: Generations)
"ความเห็นส่วนตัว : หนังที่พยายามค้นหาความลี้ลับในมหาสมุทร ถ้าทำดีๆ น่าสนใจมากๆ ว่าจะมี Monster
อะไรออกมาอีกไหม จริงๆ หนัง The Meg ใช้ธีมเรื่องเดียวกับ Godzilla ได้สบายๆ เลย"
Mission Impossible - Fallout รายได้หนังยืนพื้นดีมากๆ แม้ว่าจะล่วงเข้าสัปดาห์ที่ 6 แล้วก็ตาม จาก
กระแสเสียงที่พูดกันว่าภาคนี้เป็นภาคที่สนุกมากจริงๆ หนังทำเงินไปแล้ว 206 ล้านเหรียญตามหลัง
Ghost Protocol 209 ล้านเหรียญและ MI II ที่ 215 ล้านเหรียญมาติดๆ ซึ่งคาดว่าจะแซงขึ้นไปเป็น
Mission Impossible ที่ทำรายได้สูงสุดใน Franchise ได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์อย่างแน่นอน
แม้ว่าเมื่อปรับค่าเงินตามเงินเฟ้อแล้ว Fallout ทำได้ดีเพียงแค่อันดับที่ 5 จากทั้งหมด 6 ตอน
เท่านั้น

โดยต้นทุนของ Mission Impossible แต่ละตอนนั้นมีดังนี้
Mission Impossible : 80 ล้านเหรียญ ปี 1996 (ทำรายได้ 180 ล้าน)
Mission Impossible II : 125 ล้านเหรียญ ปี 2000 (ทำรายได้ 215 ล้าน)
Mission Impossible III : 150 ล้านเหรียญ ปี 2006 (ทำรายได้ 134 ล้าน)
Mission Impossible : Ghost Protocol : 145 ล้านเหรียญ ปี 2011 (ทำรายได้ 209 ล้าน)
Mission Impossible : Rogue Nation : 150 ล้านเหรียญ ปี 2015 (ทำรายได้ 195 ล้าน)
Mission Impossible : Fallout : 178 ล้านเหรียญ ปี 2018 (ล่าสุดทำรายได้ 206 ล้าน)
เมื่อดูจาก budget ของหนังแล้ว พบว่าหนัง MI พยายามบีบต้นทุนมาโดยตลอดนับตั้งแต่
ภาค 3 ที่ทำรายได้ล้มเหลวในสหรัฐ แม้จะมีตลาดต่างประเทศช่วยอีกพอสมควรก็ตาม
ต้องลองติดตามดูว่า Fallout จะสามารถยืดรายได้ไปถึง 230-240 ล้านหรือไม่ เพื่อให้
แก๊ปหรือช่องว่างระหว่างต้นทุนและรายได้พอๆ กับ Ghost Protocol กับ Rogue Nation
และเมื่อดูจากอายุ ครูซ (56) น่าจะกลับมารับบทอิธานโดยเร็วในขณะที่ร่างกายยังไหวแน่นอน
และเริ่มมีการถามถึงๆ MI 7 กันบ้างแล้วพอสมควร
Operation Finale หนังใหม่ประจำสัปดาห์ เรื่องราวเกี่ยวกับอดีตนายทหารนาซีที่ทำงานให้
ฮิตเลอร์ช่วยการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิว และหนีมาอยู่อาศัยในอเมริกา โดยพระเอกต้องตัดสิน
ใจว่าจะฆ่าหรือจะปล่อยให้ปีศาจรอดจากความยุติธรรมหรือไม่ เรื่องนี้มีพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ
พอสมควรแม้ว่าจะเคยเห็นทำนองนี้มาแล้วจากหลายๆ เรื่อง เกี่ยวกับทหารนาซีหนีโทษมาอยู่
ในสหรัฐ เช่น Marathon Man (1976) ที่เกี่ยวกับหมอฟันนาซี และ Apt pupil (1998) ของสตีเฟนคิง

หนังนำแสดงโดยออสก้า ไอแซค หรือโพ ดาเมรอนจาก Star Wars และเบน คิงสลี่ (74!)
หนังน่าสนใจในเนื้อเรื่องดราม่าและการแสดงที่เร้าใจ โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อโรงอยู่ที่ 4,294
เหรียญ ถือว่ามีคนดูในโรงเยอะใช้ได้
Searching หนังที่เข้าฉายในบ้านเราไปแล้วแบบเงียบๆ แต่กระแสดีมาก คนดูชอบเพราะหนัง
ดีกว่าที่คิด มีเนื้อเรื่องและการหักมุมทำให้คนดูต้องบอกต่อ หลังจากฉายจำกัดโรงในสหรัฐ
เมื่อสัปดาห์ก่อนเพียงแค่ 9 โรง เฉลี่ยรายได้ต่อโรงอยู่ที่ 43,197 เหรียญ (หรือ 1,414,075 บาท/โรง)
ในสัปดาห์ที่สอง Searching ขยายโรงไปอีก 1,198 โรง (รวม 1,207) แล้วทำรายได้ไปทั้งสิ้น
7.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 1,867.7 % คนดูเต็มโรงอยู่ที่ 6,338 เหรียญต่อโรง ใกล้เคียงกับ
Crazy Rich Asians ทำให้หนังเรื่อง Search เป็นหนังเรื่องที่น่าดูที่สุดเรื่องหนึ่งช่วงนี้ครับ
Rotten Tomatoes ให้เรท 91% ชื่นชมในการแสดงของนักแสดงในเรื่อง Metacritic ให้คะแนน
71 จาก 100 ส่วน CinemaScore ให้เกรดหนัง "A"
feedback คนดูเช่น "the best plot twists", "It was surprisingly really good",
"The plot twists, suspense, thriller, acting, everything will keep you on the edge
of seat from the beginning until the end"
"ความเห็นส่วนตัว : พยายามห้ามโดนสปอยเด็ดขาด"
By Napat Thamahatai
Boxoffice Mojo ดูอันดับหนังท๊อป 5 ช่วงวันหยุด 4 วันในอเมริกา
ช่วงวันหยุด Labor day 4 วันของอเมริกา เรามาดูหนังท๊อป 5 กันครับ
เมื่อสังเกตดูอันดับหนังทั้ง 5 มีคนดูอุ่นหนาฝาคั่งที่สุดในระดับ 3,000 เหรียญ up ต่อโรง
ซึ่งถือว่าหนังทั้ง 3 เรื่องอย่าง Crazy Rich Asians, The Meg, MI : Fallout สามารถกอบโกย
คนดูได้เหมาะเหม็งที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากยังไม่มีคู่แข่งใหม่ๆ เข้ามาแย่งความสนใจ
ได้เลยในช่วงเดือนสิงหาคม
Crazy Rich Asians ยังโกยเงินไปได้อีกถึง 28.3 ล้าน ในสัปดาห์ที่ 3 เท่ากับหนังได้ทุนคืนทบต้นมา
หลายรอบแล้ว แม้กระทั่งสัปดาห์ล่าสุด รายได้รวมไปถึง 117 ล้าน หากดูยอดรายได้แค่ 3 วัน หนังทำ
ได้ได้ตกไปเพียง 10 % จากสัปดาห์ก่อน หนังที่คนดูชื่นชมปากต่อปาก และรายได้ยืนได้ยาว
ต้องคอยดูว่ารายได้จะไปถึง 200 ล้านภายในเดือนหน้านี้ได้หรือไม่ จากจำนวนรายได้เฉลี่ย 7,325 เหรียญ
ต่อโรง นับว่ามีคนดูอุ่นหนาฝาคั่งมากที่สุดในสุดสัปดห์ Labor day ของอเมริกา
The Meg ยังค่อยๆ ขยับขึ้นลงอยู่ในยอดอันดับมาตลอด 4 สัปดาห์ สามารถโกยไป 13.4 ล้านในสัปดาห์
ที่ 4 ถ้ามองว่าเป็นหนังแนว Monster นับว่า The Meg มาได้ไกลมากแล้ว นับเป็น Surprise hit ปิดช่วง
Summer ได้อย่างดี รายได้เฉลี่ย 3,575 เหรียญต่อโรงถือว่า ยังมีคนเข้ามาดูในโรงเยอะอยู่ ทำรายได้
ไปทั้งหมด 123.4 ล้าน กับต้นทุน 130 ล้าน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จแล้วสำหรับ studio จากแนวของ
หนัง และตัวหนังที่เน้นรายได้นอกบ้านมากกว่า ซึ่ง The Meg น่าจะข้ามหลัก 130 ล้านเป็นที่แน่นอน แต่
จะไปจบที่ 140 หรือ 150 ล้านเท่าไหร่ต้องดูอีกที
แฟนๆ ที่รักหนังเรื่องนี้ (ที่ก็มีคนเกลียดเช่นกัน) อาจต้องลุ้นดูอีกที่ว่าหนังเรื่องนี้จะกลายเป็น Franchise
ให้เจสัน สเตแธม ได้กลับมาอีกหรือไม่ แต่ล่าสุดน่าจะ ซึ่ง The Meg นั้นสร้างขึ้นจากนวนิยายของนักเขียน
Steve Alten ที่เริ่มตีพิมพ์ในปี 1997 รวมทั้งหมดมีดังนี้
MEG: A Novel of Deep Terror
The Trench
MEG: Primal Waters
MEG: Hell's Aquarium
MEG: Origins
MEG: Night Stalkers
MEG: Generations
MEG: Purgatory (announced at the end of MEG: Generations)
"ความเห็นส่วนตัว : หนังที่พยายามค้นหาความลี้ลับในมหาสมุทร ถ้าทำดีๆ น่าสนใจมากๆ ว่าจะมี Monster
อะไรออกมาอีกไหม จริงๆ หนัง The Meg ใช้ธีมเรื่องเดียวกับ Godzilla ได้สบายๆ เลย"
Mission Impossible - Fallout รายได้หนังยืนพื้นดีมากๆ แม้ว่าจะล่วงเข้าสัปดาห์ที่ 6 แล้วก็ตาม จาก
กระแสเสียงที่พูดกันว่าภาคนี้เป็นภาคที่สนุกมากจริงๆ หนังทำเงินไปแล้ว 206 ล้านเหรียญตามหลัง
Ghost Protocol 209 ล้านเหรียญและ MI II ที่ 215 ล้านเหรียญมาติดๆ ซึ่งคาดว่าจะแซงขึ้นไปเป็น
Mission Impossible ที่ทำรายได้สูงสุดใน Franchise ได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์อย่างแน่นอน
แม้ว่าเมื่อปรับค่าเงินตามเงินเฟ้อแล้ว Fallout ทำได้ดีเพียงแค่อันดับที่ 5 จากทั้งหมด 6 ตอน
เท่านั้น
โดยต้นทุนของ Mission Impossible แต่ละตอนนั้นมีดังนี้
Mission Impossible : 80 ล้านเหรียญ ปี 1996 (ทำรายได้ 180 ล้าน)
Mission Impossible II : 125 ล้านเหรียญ ปี 2000 (ทำรายได้ 215 ล้าน)
Mission Impossible III : 150 ล้านเหรียญ ปี 2006 (ทำรายได้ 134 ล้าน)
Mission Impossible : Ghost Protocol : 145 ล้านเหรียญ ปี 2011 (ทำรายได้ 209 ล้าน)
Mission Impossible : Rogue Nation : 150 ล้านเหรียญ ปี 2015 (ทำรายได้ 195 ล้าน)
Mission Impossible : Fallout : 178 ล้านเหรียญ ปี 2018 (ล่าสุดทำรายได้ 206 ล้าน)
เมื่อดูจาก budget ของหนังแล้ว พบว่าหนัง MI พยายามบีบต้นทุนมาโดยตลอดนับตั้งแต่
ภาค 3 ที่ทำรายได้ล้มเหลวในสหรัฐ แม้จะมีตลาดต่างประเทศช่วยอีกพอสมควรก็ตาม
ต้องลองติดตามดูว่า Fallout จะสามารถยืดรายได้ไปถึง 230-240 ล้านหรือไม่ เพื่อให้
แก๊ปหรือช่องว่างระหว่างต้นทุนและรายได้พอๆ กับ Ghost Protocol กับ Rogue Nation
และเมื่อดูจากอายุ ครูซ (56) น่าจะกลับมารับบทอิธานโดยเร็วในขณะที่ร่างกายยังไหวแน่นอน
และเริ่มมีการถามถึงๆ MI 7 กันบ้างแล้วพอสมควร
Operation Finale หนังใหม่ประจำสัปดาห์ เรื่องราวเกี่ยวกับอดีตนายทหารนาซีที่ทำงานให้
ฮิตเลอร์ช่วยการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิว และหนีมาอยู่อาศัยในอเมริกา โดยพระเอกต้องตัดสิน
ใจว่าจะฆ่าหรือจะปล่อยให้ปีศาจรอดจากความยุติธรรมหรือไม่ เรื่องนี้มีพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ
พอสมควรแม้ว่าจะเคยเห็นทำนองนี้มาแล้วจากหลายๆ เรื่อง เกี่ยวกับทหารนาซีหนีโทษมาอยู่
ในสหรัฐ เช่น Marathon Man (1976) ที่เกี่ยวกับหมอฟันนาซี และ Apt pupil (1998) ของสตีเฟนคิง
หนังนำแสดงโดยออสก้า ไอแซค หรือโพ ดาเมรอนจาก Star Wars และเบน คิงสลี่ (74!)
หนังน่าสนใจในเนื้อเรื่องดราม่าและการแสดงที่เร้าใจ โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อโรงอยู่ที่ 4,294
เหรียญ ถือว่ามีคนดูในโรงเยอะใช้ได้
Searching หนังที่เข้าฉายในบ้านเราไปแล้วแบบเงียบๆ แต่กระแสดีมาก คนดูชอบเพราะหนัง
ดีกว่าที่คิด มีเนื้อเรื่องและการหักมุมทำให้คนดูต้องบอกต่อ หลังจากฉายจำกัดโรงในสหรัฐ
เมื่อสัปดาห์ก่อนเพียงแค่ 9 โรง เฉลี่ยรายได้ต่อโรงอยู่ที่ 43,197 เหรียญ (หรือ 1,414,075 บาท/โรง)
ในสัปดาห์ที่สอง Searching ขยายโรงไปอีก 1,198 โรง (รวม 1,207) แล้วทำรายได้ไปทั้งสิ้น
7.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 1,867.7 % คนดูเต็มโรงอยู่ที่ 6,338 เหรียญต่อโรง ใกล้เคียงกับ
Crazy Rich Asians ทำให้หนังเรื่อง Search เป็นหนังเรื่องที่น่าดูที่สุดเรื่องหนึ่งช่วงนี้ครับ
Rotten Tomatoes ให้เรท 91% ชื่นชมในการแสดงของนักแสดงในเรื่อง Metacritic ให้คะแนน
71 จาก 100 ส่วน CinemaScore ให้เกรดหนัง "A"
feedback คนดูเช่น "the best plot twists", "It was surprisingly really good",
"The plot twists, suspense, thriller, acting, everything will keep you on the edge
of seat from the beginning until the end"
"ความเห็นส่วนตัว : พยายามห้ามโดนสปอยเด็ดขาด"
By Napat Thamahatai