สวัสดีค่ะชาวพันทิปทุกท่าน
ก่อนอื่นเลยอยากจะท้าวความไปถึงเรื่องของ จขกท.
ตัวดิฉันเองก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่เข้าวัดบ้าง
ไม่เข้าวัดบ้าง ตามแต่โอกาส คนในครอบครัวก็เช่นกัน **
ยกเว้นแต่แม่ของตัวดิฉันเองค่ะ
>ตามหัวข้อที่บอกไปว่าแม่ชอบไปปฏิบัติธรรมมากจนเกินไปจนลืมครอบครัว คือลืมจริงๆค่ะ <
ครอบครัวดิฉันมีกัน 4 คนค่ะ
คุณพ่อ อายุ 54 ปี
ดิฉัน 23 ปี
น้องชาย 8 ปี
ส่วนแม่ของดิฉันเองตอนนี้ 46 ปีค่ะ
คุณแม่เองก็เป็นคนปกติ ธรรมดา ไม่ได้เคร่งอะไรมาก
สมัยแม่ยังสาวก็ไปทำงานที่ กทม จนพบรักกับคุณพ่อ
ที่กทม และมีตัวดิฉัน จากนั้นเราก็อาศัยอยู่กทม.กัน
จนกระทั่งช่วงปี 2549 ก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จนทำให้พวกเราต้องย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ บ้านเเกิดของคุณแม่
ที่ตจว.
จากตอนนั้น คุณพ่อก็หางานทำในตัวเมือง
ส่วนคุณแม่ก็ขายอาหารที่โรงเรียน จากนั้นเราก็ได้ทำอะไีๆหลายๆอย่าง สุดท้ายก็มาลงเอยที่ทำนา
และเย็บผ้าส่งโรงงานตามประสาคนตจว.
จนมาวันหนึ่งพ่อของดิฉันประสบอุบัติเหตุ
ทำให้ไม่สามารถไปทำงานได้ และด้วยความที่คุณพ่อเองก็อายุมากแล้ว ตัวดิฉันเองจึงขอให้ท่านหยุดทำงาน กลับมาช่วยคุณแม่ทำนาร่วมกัน
ดิฉันเองก็กำลังเป็น นศ. ก็ได้หางานพาร์ททามทำ
เพื่อหาเงินมาช่วยครอบครัว
ทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งวันหนึ่ง
คุณแม่ได้รู้จักสถานที่ปฏิบัติทำที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านที่เราอาศัยอยู่ จากสรรพคุณต่างๆนาๆ ทำให้คุณแม่ได้ลองไปที่สถาบัติบัติธรรมแห่งนั้น...
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ (ที่นั่นเป็นเหมือนเขื่อนเก็บน้ำที่มีบ้านคนอยู่ และคนที่อยู่สถานที่เห่งนั้นคือ ชายมีอายุ 1 คน ภรรยา และลูกเค้า กลางวันก็เป็นที่ธรรมดา เมื่อวันพระมาถึง ชายคนนั้นก็จะเป็นคนทรง และคอยสอนธรรม สมาธิ พิธีต่างให้คนที่ไปฟัง และคนที่ไปที่นั่นได้ เค้าบอกว่าเราคือคนในครอบครัวเดียวกัน อาจเป็นสายเลือดเดียวกัน ญาติกันเท่านั่นถึงมาได้)
ช่วงแรกๆ แม่ไปทุกวันพระแค่ตอนกลางคืนไปฟังธรรม
เราก็โอเค ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะแค่คืนเดียวมันไม่ได้มีปัญหาอะไร คุณพ่อก็แค่ส่งน้องชายเข้านอนได้
จากนั้นคุณแม่ก็เริ่มไปเข้ากรรม (จขกท. เองก็ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงว่า กรรมนั้นสามารถแก้ได้จริงหรือ) เป็นเวลา 7 วัน เราก็โอเค จากนั้น ก็เริ่มถี่ขึ้นเดี๋ยวบอกเข้ากรรมให้เรา เข้ากรรมให้คุณพ่อ เข้ากรรมให้น้องชายคนเล็กของเรา จาก7วัน ก็เริ่มยาวขึ้นๆจนบางเดือนน้องชายได้เห็นหน้าแม่แค่ 2-3 วัน เพราะที่เหลือคุณแม่ก็อยู่ที่สถานที่แห่งนั้น และคุณแม่จะชอบทำตัวหน้าใหญ่โดยการที่ถ้าทุกคนที่นั่นบอกว่า เห้ย! กาแฟหมด คุณแม่ก็จะบอกว่าเดี๋ยวไปซื้อให้ และสถานที่แห่งนี้เค้าจะมีการจัดตารางไปปฏิบัติธรรม และดูแลร่างทรงที่คอยสอนธรรม และพิธีต่างๆ เช่นวันที่ 1-5 คุณA ไป
6-10 คุณ B ไปเป็นต้น และแทบจะทุกครั้งที่มีคนบอกว่าวันนี้คิวฉันที่ต้องไป แต่พอดีไม่ว่าง คุณแม่ก็จะเป็นอาสาสมัคร อาสาไปอยู่แทน
บางครั้งก็จะพากันไปแสวงธรรมที่ ตจว. เดินป่า ซึ่งทุกครั้งต้องใช้เงินทั้งค่าเดินทาง และเอาไปเท่าไหร่ก็หมด
เมื่อชา กาแฟ ขนม หรือสิ่งต่างๆ ในสถานที่ปฏิบัติธรรมนั้นหมด แม่ก็จะต่อสายตรงมาที่ดิฉัน
ให้ซื้อมาให้และคุณแม่ก็จะเอาขึ้นไปไว้ให้คนที่มาปฏิบัติธรรมได้ทานได้ดื่ม ถือว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง
เราเองก็ชื่นใจถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด แต่การให้แบบนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง แต่มันเริ่มหนักขึ้นๆ คุณแม่ขนของกิน กาแฟต่างๆ ที่เราซื้อให้คนที่บ้านกิน เอาไปที่นั่นหมด คนที่นั่นมีความสำคัญมากกว่าลูกชายตัวเล็กๆ และสามีของเธอ บางครั้งมีคนโทรมาจากที่นั่นคือพระ โทรมาสอบถามสาระทุกข์กับคุณแม่ คุยกันนานนับชั่วโมงจนบางครั้งคุณพ่อเองก็โมโหว่า เป็นพระ และเหตุใดท่านจึงโทรมาหาภรรยาคนอื่นคุยกันอะไรนานขนาดนี้ มีธุระประปรังอะไรหนักหนา
แม่ของจขกท. ไปปฏิบัติธรรมบ่อยมาก จนคุณพ่อต้องทำทุกอย่างในบ้าน ทั้งซักผ้าทำกับข้าวล้างจาน รับส่งน้องชายไปโรงเรียน สอนการบ้านให้น้องชาย เกี่ยวหญ้า หาฟืน ให้อาหารสัตว์เลี้ยง ไปตลาด
ในขณะที่ตัวคุณแม่สุขสบายใจในการปฏิบัติธรรมที่สถานที่แห่งนั้น เย็บผ้าส่งโรงงานบ้างบางครั้ง และจะชอบกลับมาเร่งทำงานตอนกลางคืนเช่น 4-5 ทุ่ม ยังคงเย็บงานอยู่ และคนในบ้านก็นอนไม่ได้
เมื่อตัวดิฉันเสนอให้เปิดร้านขายของ ตัวคุณแม่ก็ปฏิเสธ ไม่ทำ และล่าสุด คุณแม่บอกว่าอยากได้ควายมาเลี้ยงจะได้มีอะไรทำ (หลังจากเคยคุยกันเรื่องให้ไปปฏิบัติธรรมน้อยลง คุณแม่ก็เพลาลงบ้างแต่ก็ยังไปอยู่ทุกวันพระ 2 วัน1 คืน)
เราก็หลงดีใจว่าถ้าซื้อให้แล้วคุณแม่จะได้พาควายไปกินหญ้าที่นา ทำนั่นนี่ แต่ประโยคที่ทำให้เราชะงักคือ “แม่อยากได้ควาย ซื้อให้หน่อยสัก คู่หนึ่ง จะได้เอามากินหญ้าที่บ้าน และอีกอย่างพ่อก็จะได้มีอะไรทำด้วย เห็นไหมชาวบ้านเค้ามาพูดว่าเราว่าพ่อไม่มีการมีงานทำ เอาแต่นอนเล่นโทรศัพท์ วันๆไม่ทำอะไร” เราก็ฟัง แล้วเอะใจ หา พ่อจะได้มีอะไรทำ
คือ ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ก็มีแต่พ่อที่ทำทุกอย่างในบ้าน ยังจะเอาความมาให้พ่อเลี้ยงอีกหรือ ดิฉันเองก็เลยตอบกลับไปว่าหากคุณแม่ดูแลถึงจะซื้อให้ คุณแม่ก็งอนไป สองสามวัน
ทุกๆอย่างตอนนี้ทำให้ตัวดิฉันเองเริ่มที่จะหาทางออกว่าควรจะทำอย่างไรกันคุณแม่ดี เพราะจากทั้งหมดที่เล่ามา สงสารน้องชายตัวเองและคุณพ่อ ที่อยู่บ้านหงอยกันสองคน ในขณะที่คุณแม่ไปมีความสุข มีเพื่อนในสถานที่ปฏิบัติธรรม
แม่ชอบไปปฏิบัติธรรมจนลืมคนในครอบครัว
ก่อนอื่นเลยอยากจะท้าวความไปถึงเรื่องของ จขกท.
ตัวดิฉันเองก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่เข้าวัดบ้าง
ไม่เข้าวัดบ้าง ตามแต่โอกาส คนในครอบครัวก็เช่นกัน **ยกเว้นแต่แม่ของตัวดิฉันเองค่ะ
>ตามหัวข้อที่บอกไปว่าแม่ชอบไปปฏิบัติธรรมมากจนเกินไปจนลืมครอบครัว คือลืมจริงๆค่ะ <
ครอบครัวดิฉันมีกัน 4 คนค่ะ
คุณพ่อ อายุ 54 ปี
ดิฉัน 23 ปี
น้องชาย 8 ปี
ส่วนแม่ของดิฉันเองตอนนี้ 46 ปีค่ะ
คุณแม่เองก็เป็นคนปกติ ธรรมดา ไม่ได้เคร่งอะไรมาก
สมัยแม่ยังสาวก็ไปทำงานที่ กทม จนพบรักกับคุณพ่อ
ที่กทม และมีตัวดิฉัน จากนั้นเราก็อาศัยอยู่กทม.กัน
จนกระทั่งช่วงปี 2549 ก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จนทำให้พวกเราต้องย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ บ้านเเกิดของคุณแม่
ที่ตจว.
จากตอนนั้น คุณพ่อก็หางานทำในตัวเมือง
ส่วนคุณแม่ก็ขายอาหารที่โรงเรียน จากนั้นเราก็ได้ทำอะไีๆหลายๆอย่าง สุดท้ายก็มาลงเอยที่ทำนา
และเย็บผ้าส่งโรงงานตามประสาคนตจว.
จนมาวันหนึ่งพ่อของดิฉันประสบอุบัติเหตุ
ทำให้ไม่สามารถไปทำงานได้ และด้วยความที่คุณพ่อเองก็อายุมากแล้ว ตัวดิฉันเองจึงขอให้ท่านหยุดทำงาน กลับมาช่วยคุณแม่ทำนาร่วมกัน
ดิฉันเองก็กำลังเป็น นศ. ก็ได้หางานพาร์ททามทำ
เพื่อหาเงินมาช่วยครอบครัว
ทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งวันหนึ่ง
คุณแม่ได้รู้จักสถานที่ปฏิบัติทำที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านที่เราอาศัยอยู่ จากสรรพคุณต่างๆนาๆ ทำให้คุณแม่ได้ลองไปที่สถาบัติบัติธรรมแห่งนั้น...
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ช่วงแรกๆ แม่ไปทุกวันพระแค่ตอนกลางคืนไปฟังธรรม
เราก็โอเค ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะแค่คืนเดียวมันไม่ได้มีปัญหาอะไร คุณพ่อก็แค่ส่งน้องชายเข้านอนได้
จากนั้นคุณแม่ก็เริ่มไปเข้ากรรม (จขกท. เองก็ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงว่า กรรมนั้นสามารถแก้ได้จริงหรือ) เป็นเวลา 7 วัน เราก็โอเค จากนั้น ก็เริ่มถี่ขึ้นเดี๋ยวบอกเข้ากรรมให้เรา เข้ากรรมให้คุณพ่อ เข้ากรรมให้น้องชายคนเล็กของเรา จาก7วัน ก็เริ่มยาวขึ้นๆจนบางเดือนน้องชายได้เห็นหน้าแม่แค่ 2-3 วัน เพราะที่เหลือคุณแม่ก็อยู่ที่สถานที่แห่งนั้น และคุณแม่จะชอบทำตัวหน้าใหญ่โดยการที่ถ้าทุกคนที่นั่นบอกว่า เห้ย! กาแฟหมด คุณแม่ก็จะบอกว่าเดี๋ยวไปซื้อให้ และสถานที่แห่งนี้เค้าจะมีการจัดตารางไปปฏิบัติธรรม และดูแลร่างทรงที่คอยสอนธรรม และพิธีต่างๆ เช่นวันที่ 1-5 คุณA ไป
6-10 คุณ B ไปเป็นต้น และแทบจะทุกครั้งที่มีคนบอกว่าวันนี้คิวฉันที่ต้องไป แต่พอดีไม่ว่าง คุณแม่ก็จะเป็นอาสาสมัคร อาสาไปอยู่แทน
บางครั้งก็จะพากันไปแสวงธรรมที่ ตจว. เดินป่า ซึ่งทุกครั้งต้องใช้เงินทั้งค่าเดินทาง และเอาไปเท่าไหร่ก็หมด
เมื่อชา กาแฟ ขนม หรือสิ่งต่างๆ ในสถานที่ปฏิบัติธรรมนั้นหมด แม่ก็จะต่อสายตรงมาที่ดิฉัน
ให้ซื้อมาให้และคุณแม่ก็จะเอาขึ้นไปไว้ให้คนที่มาปฏิบัติธรรมได้ทานได้ดื่ม ถือว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง
เราเองก็ชื่นใจถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด แต่การให้แบบนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง แต่มันเริ่มหนักขึ้นๆ คุณแม่ขนของกิน กาแฟต่างๆ ที่เราซื้อให้คนที่บ้านกิน เอาไปที่นั่นหมด คนที่นั่นมีความสำคัญมากกว่าลูกชายตัวเล็กๆ และสามีของเธอ บางครั้งมีคนโทรมาจากที่นั่นคือพระ โทรมาสอบถามสาระทุกข์กับคุณแม่ คุยกันนานนับชั่วโมงจนบางครั้งคุณพ่อเองก็โมโหว่า เป็นพระ และเหตุใดท่านจึงโทรมาหาภรรยาคนอื่นคุยกันอะไรนานขนาดนี้ มีธุระประปรังอะไรหนักหนา
แม่ของจขกท. ไปปฏิบัติธรรมบ่อยมาก จนคุณพ่อต้องทำทุกอย่างในบ้าน ทั้งซักผ้าทำกับข้าวล้างจาน รับส่งน้องชายไปโรงเรียน สอนการบ้านให้น้องชาย เกี่ยวหญ้า หาฟืน ให้อาหารสัตว์เลี้ยง ไปตลาด
ในขณะที่ตัวคุณแม่สุขสบายใจในการปฏิบัติธรรมที่สถานที่แห่งนั้น เย็บผ้าส่งโรงงานบ้างบางครั้ง และจะชอบกลับมาเร่งทำงานตอนกลางคืนเช่น 4-5 ทุ่ม ยังคงเย็บงานอยู่ และคนในบ้านก็นอนไม่ได้
เมื่อตัวดิฉันเสนอให้เปิดร้านขายของ ตัวคุณแม่ก็ปฏิเสธ ไม่ทำ และล่าสุด คุณแม่บอกว่าอยากได้ควายมาเลี้ยงจะได้มีอะไรทำ (หลังจากเคยคุยกันเรื่องให้ไปปฏิบัติธรรมน้อยลง คุณแม่ก็เพลาลงบ้างแต่ก็ยังไปอยู่ทุกวันพระ 2 วัน1 คืน)
เราก็หลงดีใจว่าถ้าซื้อให้แล้วคุณแม่จะได้พาควายไปกินหญ้าที่นา ทำนั่นนี่ แต่ประโยคที่ทำให้เราชะงักคือ “แม่อยากได้ควาย ซื้อให้หน่อยสัก คู่หนึ่ง จะได้เอามากินหญ้าที่บ้าน และอีกอย่างพ่อก็จะได้มีอะไรทำด้วย เห็นไหมชาวบ้านเค้ามาพูดว่าเราว่าพ่อไม่มีการมีงานทำ เอาแต่นอนเล่นโทรศัพท์ วันๆไม่ทำอะไร” เราก็ฟัง แล้วเอะใจ หา พ่อจะได้มีอะไรทำ
คือ ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ก็มีแต่พ่อที่ทำทุกอย่างในบ้าน ยังจะเอาความมาให้พ่อเลี้ยงอีกหรือ ดิฉันเองก็เลยตอบกลับไปว่าหากคุณแม่ดูแลถึงจะซื้อให้ คุณแม่ก็งอนไป สองสามวัน
ทุกๆอย่างตอนนี้ทำให้ตัวดิฉันเองเริ่มที่จะหาทางออกว่าควรจะทำอย่างไรกันคุณแม่ดี เพราะจากทั้งหมดที่เล่ามา สงสารน้องชายตัวเองและคุณพ่อ ที่อยู่บ้านหงอยกันสองคน ในขณะที่คุณแม่ไปมีความสุข มีเพื่อนในสถานที่ปฏิบัติธรรม