โฆษณาในปัจจุบันทำให้คนเราเป็นทุกข์มากขึ้นหรือเปล่า ทำงานหาเงินมาก็ต้องมาซื้อของที่เราไม่จำเป็นต้องใช้

สมัยก่อนเราอยู่กันแบบหมู่บ้านเล็กๆ ใครทำงานด้านไหนก็ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น ใครหน้าตาดีขึ้นมาหน่อยก็กลายเป็นขวัญใจในหมู่บ้านนั้น สมัยก่อนเป็นแบบนี้ แต่ในปัจจุบัน การโฆษณามา เขาไปเอาคนนสวยหุ่นดี ระดับประเทศ ระดับโลกมาเป็นแบบ ทำให้มาตรฐานความงามมันสูงเกินจริง เราไม่ได้เทียบกับคนระดับหมู่บ้านแล้ว แต่เรากำลังเทียบกับคนสวย หล่อ หุ่นดี ระดับโลก เมื่อเราซึ่งส่วนใหญ่เป็น average ไปเทียบกับคนพวกนี้ ทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะไม่สวยแบบเขา ไม่หุ่นดีแบบเค้า

เรากลายเป็น materialism และ consumerism เอาเงินที่เราไม่มี ไปซื้อของที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ เห็นโฆษณาในห้างเป็นรูปนางแบบสวยๆ กำลังยิ้ม แต่งชุดสวยๆ ดูมีความสุข ทำให้คิดว่าคนสวย ดูมีความสุขแบบนี้มันมีจริงๆในโลกหรือ ไม่น่าใช่หรอกวงการนางแบบถ้าดูจะพบว่าแข่งขันกันสูงมาก เหนื่อย ลำบากมากกว่าจะฝ่าฟันมาเป็นตัวทอปของวงการและการจะรักษารูปร่าง ไดเอท ออกกำลังกาย มันไม่สนุกเอาเสียเลย ที่เขายิ้มสวยดูมีความสุขแบบนั้นเพราะเขาถูกสั่งให้ทำแบบนั้นต่างหาก

ค่านิยมในปัจจุบันมันผิดจากความจริงไปมากเพราะเราเอามาตรฐานระดับโลกไปวัด จากโฆษณาต่างทั้งในทีวี ในห้าง ผลิตภัณฑ์ บิลบอร์ด นิตยสารแฟชัน และอินเตอเนต ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนั้น  มันจึงทำให้เราเป็นทุกข์มากขึ้นหรือเปล่า? ลองไปอ่านห้องสวนลุมสิ กระทู้คนเป็นสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า เพิ่มขึ้นมาก เต็มไปหมด เพราะโฆษณาต่างๆมีผลส่วนนึงด้วยหรือเปล่า
แก้ไขข้อความเมื่อ

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 15
เป็นผลจากยุค Information Revolution หรือการปฏิวัติข้อมูลที่เป็นผลพวงมาจากข้อมูลที่กระจายถึงกันทางอินเตอร์เน็ตและเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ครับ คนเลยเป็นทุกข์จากการต้องพยายาม maximize ทำให้ตัวเองเกิดมูลค่าสูงสุด ไล่ตามมาตรฐานหรือมาตรวัดที่ถูกตีตราขึ้นผ่านการพบเห็นข้อมูลเรื่องราวของชีวิตที่มีความเป็นเลิศกว่าในด้านต่างๆ  เช่น

- สมัยก่อนพ่อแม่มีลูก ก็คิดว่าจะเลี้ยงดูส่งเสียตามกำลัง ตามมีตามเกิด ไม่เคร่งเรื่องแก่ไปจะดูแลตัวเองอย่างไร เดี๋ยวลูกก็กลับมาเลี้ยงเอง แต่พอเห็นข้อมูลข่าวสารเรื่องลูกที่เป็นทุกข์จากพ่อแม่ที่ไม่วางแผนการเงิน และโยนภาระมาให้ลูกจนลูกสร้างเนื้อสร้างตัวไม่ได้ และอีกด้านเห็นก็ได้พ่อแม่ที่มีความมั่งคั่ง เลี้ยงดูลูกสุขสบาย ต้นทุนชีวิตดีมีความสุข โตมาเป็นคนเก่งต่อยอดเก่ง จนเกิดเป็นความรู้สึกผิดในใจถ้าจะให้ลูกเกิดมา และหวาดกลัวที่ไม่กล้าจะมีลูกถ้าตัวเองไม่สามารถเป็นพ่อแม่ที่มั่งมีมากพอ

- เรื่องการดูแลสุขภาพที่เกือบจะกลายเป็นศาสนาในโลกยุคใหม่ คือใครไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยเนื้อปล่อยตัว สมควรจะไม่มีคนรักมีคนชอบ ทำให้มาตรฐานความงามมันสูงขึ้น แม้แต่ในกลุ่มดูแลสุขภาพกันเอง ก็ยังมีการแบ่งชนชั้น คนนึงทำงานประจำหนัก ทำได้อย่างมากก็วิ่ง ยกดัมเบลนิดหน่อย อีกคนมีอิสระ ใช้เวลาทำงานน้อยรายได้สูง เข้ายิมมันทั้งวันจนระดับผู้ชายมีซิกแพ็ค ผู้หญิงเอว S curve โชว์รูปสัดส่วนที่สมบูรณ์ แข็งแรง มีเสน่ห์ทางเพศ เกิดเป็นองค์ปฏิมาให้คนบูชา ยกย่องเป็นสิ่งเหนือกว่าที่คู่ควรแก่การเอาเยี่ยงอย่าง

ยกตัวอย่างได้อีกหลายเรื่อง ไลฟ์สไตล์ การเงิน การใช้ชีวิต การท่องเที่ยว บ้าน รถ ฯลฯ คือ Standard หรือมาตรฐานมันสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ความกดดันจากการถีบตัวเองตลอดเวลาจึงอาจทำให้เกิดความเครียดสะสม ไม่มีใครอยากได้ชื่อว่าเป็นคนตกขอบ เป็น loser จากความสามารถทางการบริโภคและจัดวางชีวิตในแบบที่ตัวเองไร้อำนาจ ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น เงินไม่พอ (เที่ยวต่างประเทศ, ซื้อรถ, ดูแลใบหน้าผิวพรรณ) เวลาไม่พอ (ออกกำลังกายดูแลรูปร่าง, พักผ่อน, ฝึกฝนดนตรีกีฬาสันทนาการ)

ทำไมคนเป็นแรงงานประเทศเพื่อนบ้านเครียดน้อยกว่า? ก็อาจกล่าวได้เหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา เมื่อยามที่ตัวเองลำบาก ทุกข์จากการไม่มีจะกิน การมีงานทำ มีเงินใช้ให้ดับกระหายความอดอยาก ย่อมทำให้รู้สึกเต็มเติม ความต้องการพื้นฐานเพื่อให้รอดชีวิตสำคัญกว่าการเลือก แต่สำหรับคนรุ่นเรา (รวมถึงในประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว) พอรุ่นลูกเริ่มมีการศึกษาหายอดอยาก ท้องอิ่ม พอคิดได้ เริ่มมีทางเลือก จะทุกข์เพราะไม่สามารถเลือกได้อย่างที่ใจอยาก เช่น อยากเป็นนั่นเป็นนี่ แต่ต้องมาทำงานประจำเข้าเช้าเลิกเย็น ทุกข์ไม่ใช่เพราะไม่มีข้าวจะกิน แต่ทุกข์เพราะไม่มีปัญญาไปกินร้านเดียวกับคนที่รายได้สูงๆ เขาไปกินกัน หรือถ้าไม่เลือกคู่มากนัก เอาจริงๆ ก็หาได้ แต่เพราะสเปคเยอะ เลยอยู่คนเดียวไปอย่างนั้น แล้วก็มาบ่นว่าเหงา ว่าโสด

ลองศึกษาเรื่อง paradox of choices ดูก็ได้ คนทุกข์เพราะมีตัวเลือกให้เลือกมากเกินไปจนเลือกไม่ถูก ไม่กล้าตัดสินใจเลือก  หรือปล่อยเอาไว้อย่างนั้นแหละ เพื่อเฝ้ารอตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดเกิดขึ้นกับตัวเอง (เช่น งานดี คู่รักดี วิธีทำเงินดี) ซึ่งในความเป็นจริงมีคนเพียงจำนวนหยิบมือเดียวเท่านั้นที่จะได้มันมา และในกองหยิบมือนั้นก็หาได้น้อยคนอีกที่จะได้สิ่งที่ดีในทุกๆ เรื่อง

สรุป ข้อมูลข่าวสาร กระจายเรื่องราวและภาพแห่งความสำเร็จ ชีวิตที่สมบูรณ์ ชีวิตที่ฉลาด ชีวิตมีรสนิยม บุคลิกรูปร่างการแต่งกายที่ควรจะเป็น จากสื่อ ได้สร้างภาพองค์ปฏิมาเกิดขึ้นในสังคม กระตุ้นให้ผู้คนโหยหาเลียนแบบให้ได้ชีวิตใกล้เคียงแบบนั้น ผ่านการบริโภค ยอมทรมานฝืนข้อจำกัดต่างๆ ทั้งทางร่างกายและสติปัญญา ตะเกียกตะกาย ซึ่งพอทำไปแล้วไม่เป็นอย่างดั่งใจหวัง หรือรู้สึกว่าลึกๆ แล้วฉันก็ไม่มีปัญญาจะไปแข่ง (ในเรื่องนั้นเรื่องนี้) กับใครเขาได้หรอก มันก็ทำให้เข้าสู่สภาวะจำยอม ซึ่งบางคนถ้าวางอุเบกขาได้ก็ดีไป แต่บางคนถ้าจิตใจแบกรับไม่ไว้ ก็อาจพัฒนากลายเป็นโรคทางสุขภาพจิต หรือแม้แต่ภาวะเครียดสูงจนถึงระดับนึกอยากทำร้ายหรือยุติการมีชีวิตของตนเอง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่