ต้องขอ ออกตัวก่อนนะครับว่า ผมเป็นเด็กที่สนใจในพระพุทธศาสนา ผมเชื่อว่าทุกสิ่งต้องมีคำอธิบาย และต้องเป็นเหตุเป็นผลด้วย ดังนั้น กระทู้ที่ผมตั้ง ผมจะไม่ให้ค่าให้ราคากับเรื่องของคุณวิเศษ ความอัศจรรย์ ความลึกลับใดๆทั้งสิ้น ทุกสิ่งที่ผมถ่ายทอด เกิดจากการที่ผมเรียนรู้และศึกษาด้วยตนเอง จนได้คำตอบ และนำมาแบ่งปันเพื่อมรรคผลนิพพานที่ถูกต้องร่องรอยนะครับ
สติปัฎฐาน ทางสายเอกไปสู่พระนิพพาน
แล้วสติปัฎฐานคืออะไร ? วันนี้ผมมีคำตอบมาฝากทุกท่านครับ
สติปัฎฐาน
ไม่ได้มีความหมายว่า มีสติมากขึ้น ถ้าคุณเข้าใจผิดตรงนี้ ขอให้เข้าใจใหม่นะครับว่าไม่ใช่
สติปัฎฐาน หมายถึง
ที่ตั้งของสติ คุณสังเกตุไหม เวลาที่สติของเรามันไปตั้งอยู่บนฐานของอะไรสักอย่างหนึ่ง เราจะไม่สามารถคิดได้เกินไปกว่าฐานนั้นๆ ผมยกตัวอย่างง่ายๆนะ คุณควักแบงค์ 20 ออกมา แล้วคุณก็มองมัน คุณตอบผมซิครับ ว่าสิ่งแรกที่คุณระลึกได้หลังจากเห็นมัน คุณคิดถึงอะไร ?
แน่นอนว่า คุณจะต้องเห็น แบงค์ 20 มีมูลค่า 20 บาท ใช้ซื้ออะไรได้บ้าง ? ถูกต้องไหมครับ ?
ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะว่า สติของคุณ มันตั้งอยู่บนฐานของมูลค่า มันจึงทำให้ท่านไม่สามารถคิดไปได้เกินกว่ามูลค่า
ท่านลืมอะไรไปหรือเปล่าว่า แบงค์ 20 ที่ท่านควักออกมานั่นน่ะ มันอยู่ในอีกสถานะนึงนะ แต่คุณคิดไปไม่ถึงเอง นั่นคืออะไร ?
ใช่แล้วครับ
มันคือกระดาษ ใบหนึ่ง ที่มีสีเขียว
สังเกตุไหมครับ ถ้าสติของคุณตั้งอยู่บนฐานของมูลค่า คุณจะมองเห็นแบงค์ 20 เป็นเงินที่มีมูลค่า 20 บาท คุณจะคิดได้ไม่เกินนี้อย่างแน่นอน
แต่ถ้าคุณอยากเห็นมันเป็นกระดาษสีเขียว คุณจะต้องระลึกเอาอย่างเดียว
ซึ่งตรงนี้ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสใว้ในมหาสติปัฎฐานสูตร ว่า
สักแต่ว่าความรู้ สักแต่ว่าระลึกเอา
สติปัฎฐาน คือหลักการปฎิบัติเพื่อการรู้แจ้ง เพื่อให้ เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม
สติปัฎฐาน มีความหมายว่า ......

เห็นอะไรไหมครับ ?
ปุถุชนอย่างพวกเรานั้น จะมองเห็นเครื่องบิน ก็คือเห็นเครื่องบินใช่ไหมครับ ?
แต่มันจะมีคนจำพวกหนึ่ง
ที่มองเห็นเครื่องบินในเครื่องบิน
ผมถามว่า คนที่เห็นเครื่องบินในเครื่องบิน เขาทำอย่างไร เขาจึงเห็นเครื่องบินในเครื่องบิน โดยที่ไม่ใช่สักแต่ว่าความรู้ สักแต่ว่าระลึกเอา แต่มันเห็นเครื่องบินในเครื่องบินจริงๆ ?
คำตอบก็คือ
เขาเรียน และ หมกมุ่น อยู่กับ ส่วนประกอบของเครื่องบินได้นานพอ !
ซึ่งตรงนี้ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสใว้ในมหาสติปัฎฐานสูตรว่า
พิจรณาตามให้มาก จะช่วยคลายอนุสัยกิเลสได้
แล้วทำอย่างไรเล่า ? เราจึงจะเห็น กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ?
เราก็จำเป็นที่จะต้องหมกมุ่นอยู่กับ ธรรมในหมวด กาย เวทนา จิต ธรรม ยังไงล่ะครับ
วิธีไหนล่ะ ? ที่จะสามารถย้ายฐานที่ตั้งของสติได้ ?
ยุบพอง ก็ได้
อานาปานสติ ก็ได้
อะไรก็ได้ที่เราจะต้อง Repeat ซ้ำไปซ้ำมา อยู่บนฐานนั้นๆ จนสติไปตั้งอยู่บน กาย เวทนา จิต ธรรม เช่นนั้นแล้ว จึงได้ชื่อว่า สติที่ถูกต้อง
กายานุสติปัฎฐาน เมื่อสำเร็จแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น กับนักปฎิบัติ ?
สติของท่าน จะไปตั้งอยู่บนฐานของกาย ท่านจะไม่สามารถคิดไปได้เกินกว่าขอบเขตุของร่างกาย ถ้าท่านเห็นผู้หญิง สวย ผิวขาว หน้าอกใหญ่ ท่านจะเห็นกายของผู้หญิง ซึ่งเป็นกายจริงๆ ที่ปราศจากสิ่งบดบังที่เรียกว่าความงาม จนหลงไปเป็นความกำหนัด
เห็นผิวขาว ก็สักแต่ว่าเห็นผิวขาว ไม่สำคัญว่าขาว เพราะมันก็เป็นเพียงแค่ผิว
เห้นหน้าอก ก็สักแต่ว่าเห็นหน้าอก ไม่สำคัญว่าใหญ่ เพราะมันก้เป็นเพียงแค่ผิว หรือ เนื้อหนัง
เมื่อมันเห็นว่าเป็นเพียงแค่กาย ไม่ได้งดงามอย่างที่เคยเข้าใจ ความกำหนัดจึงหมดไป จึงพ้นจากกามราคะ ไปได้ในระดับหนึ่ง
หรือบางคน เลือกที่จะฝึก กายานุสติปัฎฐาน ด้วยวิธีการพิจรณา อสุภะ ก็จะเห็นแต่สิ่งน่ารังเกลียดของร่างกาย ความกำหนัดจึงหมดไป จึงพ้นจากกามราคะ ไปได้ในระดับหนึ่ง
การฝึก กายานุสติปัฎฐาน เป็นการทำลายความคิดที่ว่างาม โดยที่เราจะต้องเห็นว่า มันไม่งามจริงๆ ถ้ายังเห็นว่างามอยู่ แต่พยายามที่จะบังคับใจให้เห็นไปว่าไม่งาม แบบนี้จะเข้าข่าย สักแต่ว่าระลึกเอา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสใว้
และถ้าท่านอ่านกระทู้นี้ แล้วได้ความรู้ ท่านก็จะเข้าข่าย สักแต่ว่าความรู้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสใว้
วันนี้ผมฝากใว้แค่นี้ก่อนครับ ยังเหลือ เวทนา จิต ธรรม ที่ผมกำลังหาคำตอบอยู่
สติปัฎฐาน 4 คืออะไร ? ผมมีคำตอบครับ
สติปัฎฐาน ทางสายเอกไปสู่พระนิพพาน
แล้วสติปัฎฐานคืออะไร ? วันนี้ผมมีคำตอบมาฝากทุกท่านครับ
สติปัฎฐาน ไม่ได้มีความหมายว่า มีสติมากขึ้น ถ้าคุณเข้าใจผิดตรงนี้ ขอให้เข้าใจใหม่นะครับว่าไม่ใช่
สติปัฎฐาน หมายถึง ที่ตั้งของสติ คุณสังเกตุไหม เวลาที่สติของเรามันไปตั้งอยู่บนฐานของอะไรสักอย่างหนึ่ง เราจะไม่สามารถคิดได้เกินไปกว่าฐานนั้นๆ ผมยกตัวอย่างง่ายๆนะ คุณควักแบงค์ 20 ออกมา แล้วคุณก็มองมัน คุณตอบผมซิครับ ว่าสิ่งแรกที่คุณระลึกได้หลังจากเห็นมัน คุณคิดถึงอะไร ?
แน่นอนว่า คุณจะต้องเห็น แบงค์ 20 มีมูลค่า 20 บาท ใช้ซื้ออะไรได้บ้าง ? ถูกต้องไหมครับ ?
ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะว่า สติของคุณ มันตั้งอยู่บนฐานของมูลค่า มันจึงทำให้ท่านไม่สามารถคิดไปได้เกินกว่ามูลค่า
ท่านลืมอะไรไปหรือเปล่าว่า แบงค์ 20 ที่ท่านควักออกมานั่นน่ะ มันอยู่ในอีกสถานะนึงนะ แต่คุณคิดไปไม่ถึงเอง นั่นคืออะไร ?
ใช่แล้วครับ มันคือกระดาษ ใบหนึ่ง ที่มีสีเขียว
สังเกตุไหมครับ ถ้าสติของคุณตั้งอยู่บนฐานของมูลค่า คุณจะมองเห็นแบงค์ 20 เป็นเงินที่มีมูลค่า 20 บาท คุณจะคิดได้ไม่เกินนี้อย่างแน่นอน
แต่ถ้าคุณอยากเห็นมันเป็นกระดาษสีเขียว คุณจะต้องระลึกเอาอย่างเดียว
ซึ่งตรงนี้ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสใว้ในมหาสติปัฎฐานสูตร ว่า สักแต่ว่าความรู้ สักแต่ว่าระลึกเอา
สติปัฎฐาน คือหลักการปฎิบัติเพื่อการรู้แจ้ง เพื่อให้ เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม
สติปัฎฐาน มีความหมายว่า ......
เห็นอะไรไหมครับ ?
ปุถุชนอย่างพวกเรานั้น จะมองเห็นเครื่องบิน ก็คือเห็นเครื่องบินใช่ไหมครับ ?
แต่มันจะมีคนจำพวกหนึ่ง ที่มองเห็นเครื่องบินในเครื่องบิน
ผมถามว่า คนที่เห็นเครื่องบินในเครื่องบิน เขาทำอย่างไร เขาจึงเห็นเครื่องบินในเครื่องบิน โดยที่ไม่ใช่สักแต่ว่าความรู้ สักแต่ว่าระลึกเอา แต่มันเห็นเครื่องบินในเครื่องบินจริงๆ ?
คำตอบก็คือ เขาเรียน และ หมกมุ่น อยู่กับ ส่วนประกอบของเครื่องบินได้นานพอ !
ซึ่งตรงนี้ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสใว้ในมหาสติปัฎฐานสูตรว่า พิจรณาตามให้มาก จะช่วยคลายอนุสัยกิเลสได้
แล้วทำอย่างไรเล่า ? เราจึงจะเห็น กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ?
เราก็จำเป็นที่จะต้องหมกมุ่นอยู่กับ ธรรมในหมวด กาย เวทนา จิต ธรรม ยังไงล่ะครับ
วิธีไหนล่ะ ? ที่จะสามารถย้ายฐานที่ตั้งของสติได้ ?
ยุบพอง ก็ได้
อานาปานสติ ก็ได้
อะไรก็ได้ที่เราจะต้อง Repeat ซ้ำไปซ้ำมา อยู่บนฐานนั้นๆ จนสติไปตั้งอยู่บน กาย เวทนา จิต ธรรม เช่นนั้นแล้ว จึงได้ชื่อว่า สติที่ถูกต้อง
กายานุสติปัฎฐาน เมื่อสำเร็จแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น กับนักปฎิบัติ ?
สติของท่าน จะไปตั้งอยู่บนฐานของกาย ท่านจะไม่สามารถคิดไปได้เกินกว่าขอบเขตุของร่างกาย ถ้าท่านเห็นผู้หญิง สวย ผิวขาว หน้าอกใหญ่ ท่านจะเห็นกายของผู้หญิง ซึ่งเป็นกายจริงๆ ที่ปราศจากสิ่งบดบังที่เรียกว่าความงาม จนหลงไปเป็นความกำหนัด
เห็นผิวขาว ก็สักแต่ว่าเห็นผิวขาว ไม่สำคัญว่าขาว เพราะมันก็เป็นเพียงแค่ผิว
เห้นหน้าอก ก็สักแต่ว่าเห็นหน้าอก ไม่สำคัญว่าใหญ่ เพราะมันก้เป็นเพียงแค่ผิว หรือ เนื้อหนัง
เมื่อมันเห็นว่าเป็นเพียงแค่กาย ไม่ได้งดงามอย่างที่เคยเข้าใจ ความกำหนัดจึงหมดไป จึงพ้นจากกามราคะ ไปได้ในระดับหนึ่ง
หรือบางคน เลือกที่จะฝึก กายานุสติปัฎฐาน ด้วยวิธีการพิจรณา อสุภะ ก็จะเห็นแต่สิ่งน่ารังเกลียดของร่างกาย ความกำหนัดจึงหมดไป จึงพ้นจากกามราคะ ไปได้ในระดับหนึ่ง
การฝึก กายานุสติปัฎฐาน เป็นการทำลายความคิดที่ว่างาม โดยที่เราจะต้องเห็นว่า มันไม่งามจริงๆ ถ้ายังเห็นว่างามอยู่ แต่พยายามที่จะบังคับใจให้เห็นไปว่าไม่งาม แบบนี้จะเข้าข่าย สักแต่ว่าระลึกเอา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสใว้
และถ้าท่านอ่านกระทู้นี้ แล้วได้ความรู้ ท่านก็จะเข้าข่าย สักแต่ว่าความรู้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสใว้
วันนี้ผมฝากใว้แค่นี้ก่อนครับ ยังเหลือ เวทนา จิต ธรรม ที่ผมกำลังหาคำตอบอยู่