บอกก่อนว่าเราเป็นลูกคนเล็ก มีพี่น้อง5คน ซึ่งเราไม่รู้สึกสนิทกับใครเลยสักคนในบ้าน ไม่เคยปรึกษาเรื่องอะไรไม่ว่าจะมีปัญหาจะรู้สึกอะไรเราเก็บไว้คนเดียวตลอด ไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหนกับเพื่อนตั้งแต่มัธยม เคยขออนุญาตจะไปแต่ก็ไม่ได้ไป จนมหาลัยก็ยังคงต้องไปแบบหลบๆซ่อนๆ เรากับพี่ๆอายุห่างกันเยอะมาก พี่คนโตเกือบจะ40 เราอายุจะ21 ซึ่งทุกอย่างในบ้านตอนนี้พี่คนโตเป็นคนจัดการทุกอย่างในบ้าน
เข้าเรื่องก็คือเราไปเที่ยวกับเพื่อนโดยที่ไม่ได้บอกใครในบ้านเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือครั้งนี้เราประสบอุบัติเหตุกระดูกต้นขาแตกละเอียด เราก็เข้าโรงพยาบาลผ่าตัดเสร็จก็กลับไปพักฟื้นต่อที่หอที่มหาลัย(เราเรียนอยู่ในกรุงเทพบ้านอยู่ต่างจังหวัด)ยังไม่ได้บอกครอบครัวจนเวลาผ่านมาเกือบ5เดือน ที่บ้านรู้เรื่องก็มารับเรากลับไปอยู่บ้าน อธิบายก่อนว่าที่เราตัดสินใจไม่บอกคนในบ้านคือเราฝังใจแน่ๆแล้วว่าถ้าเราบอกเราต้องโดนคำพูดที่มันหนักกับเรา เรายอมเจ็บที่ร่างกายเราดีกว่าจะต้องมาเจ็บเพราะคำพูดของคนในครอบครัว และมันก็เป็นแบบนั้น เรากลับมาอยู่บ้านเหมือนทุกอย่างจะดี เหมือนเค้าเห็นเราเจ็บแล้วเค้าคงไม่ซ้ำเติมเรามากหรอกนั่นคือที่เราคิด กลับมาอยู่บ้านได้ไม่นานสิ่งที่เราได้ก็คือ “น่าจะคอหักตายๆไปเลยก็ดีว่ะ” เราก็ตอบกลับไปแบบยิ้มแห้งๆนั่นแหละว่าก็ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ก็จะเล็งให้ตายไปเลยเหมือนกัน ประมาณ3-4ครั้งได้ที่เราโดนคำนี้ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้าน เหมือนเราจะชินกับคำแบบนี้เพราะการได้ยินว่าเราน่าจะตายดีกว่าเป็นคำที่เราได้ยินมาบ่อยตั้งแต่มัธยมและก็คิดมาตลอดว่าเค้าคงพูดเล่นแหละ แต่ก็นะ มานอนร้องไห้คนเดียวทุกครั้งตลอดเหมือนกัน
ตอนนี้เรากลับมาอยู่บ้าน4เดือนแล้ว กระดูกเราติดแค่60% หมอบอกให้ทำBone graftก็คือผ่าเอากระดูกตรงเชิงกรานมาโรยที่ขาเราเพื่อกระตุ้นให้กระดูกมันสร้างขึ้นมา ก็คือต้องผ่าตัดเป็นครั้งที่2 ซึ่งครั้งแรกที่เราผ่าตัดเราผ่าที่รพ.ประจำจังหวัดซึ่งเป็นรพ.รัฐบาล โดยปกติบ้านเราจะเข้าแต่รพ.เอกชนตลอด จึงเกิดการที่เราเครียดมากจนมาสมัครและตั้งกระทู้นี้ คือค่าใช้จ่ายที่จะผ่าตัดครั้งนี้ต้องใช้เงินประมาณหลักแสน เราเลยได้ฟังคำอื่นๆเพิ่มจากคนในบ้านอีก เนื่องจากว่า ถ้าเราบอกที่บ้านตั้งแต่แรกก็จะใช้เงินจากพรบ.รถได้ อย่างน้อยก็เสียเงินไม่ถึงแสน เสื_กปิดบังไม่บอก จั_ไร เราได้ฟังก็ได้แต่นั่งใจแข็งแล้วรอให้เค้าเดินไปที่อื่นเราถึงเดินเข้าห้องตัวเองแล้วเหมือนเดิม ร้องไห้ จนหลับ จนตื่นขึ้นมาก็ร้องอีก เป็นแบบนั้น แทบจะนับได้ว่าวันไหนบ้างที่ไม่ร้องไห้
เราพยายามมาก มากๆจริงๆที่จะไม่รู้สึกอะไรเพราะเราคิดว่าโอเคเราผิดจริงๆที่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วไม่บอก เค้าด่าเค้าว่าเราเพราะรักและเป็นห่วง แต่นั่นก็ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เราได้ฟังตั้งแต่กลับมาอยู่บ้าน มันทำให้คิดแต่ว่าถ้าตายคงดีกว่านี้ ถ้าตายคงไม่ต้องมาเจอแบบนี้ ถ้าตายเค้าคงไม่ต้องมาวุ่นวายแบบนี้ บางทีเราก็แค่อยากได้กำลังใจ แค่สักครั้ง ครั้งเดียวก็ยังดีที่จะทำให้เราอยากจะสู้ให้กลับมาเดินได้เหมือนเดิม ให้เราได้รู้สึกอยากมีชีวิตต่อมากกว่าที่จะมาคิดว่าเงินแสนนั้นเอาไว้จัดงานศพให้เรายังดีกว่าเลย 😔
ครอบครัวคือสิ่งที่ดีที่สุดจริงๆใช่ไหม
เข้าเรื่องก็คือเราไปเที่ยวกับเพื่อนโดยที่ไม่ได้บอกใครในบ้านเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือครั้งนี้เราประสบอุบัติเหตุกระดูกต้นขาแตกละเอียด เราก็เข้าโรงพยาบาลผ่าตัดเสร็จก็กลับไปพักฟื้นต่อที่หอที่มหาลัย(เราเรียนอยู่ในกรุงเทพบ้านอยู่ต่างจังหวัด)ยังไม่ได้บอกครอบครัวจนเวลาผ่านมาเกือบ5เดือน ที่บ้านรู้เรื่องก็มารับเรากลับไปอยู่บ้าน อธิบายก่อนว่าที่เราตัดสินใจไม่บอกคนในบ้านคือเราฝังใจแน่ๆแล้วว่าถ้าเราบอกเราต้องโดนคำพูดที่มันหนักกับเรา เรายอมเจ็บที่ร่างกายเราดีกว่าจะต้องมาเจ็บเพราะคำพูดของคนในครอบครัว และมันก็เป็นแบบนั้น เรากลับมาอยู่บ้านเหมือนทุกอย่างจะดี เหมือนเค้าเห็นเราเจ็บแล้วเค้าคงไม่ซ้ำเติมเรามากหรอกนั่นคือที่เราคิด กลับมาอยู่บ้านได้ไม่นานสิ่งที่เราได้ก็คือ “น่าจะคอหักตายๆไปเลยก็ดีว่ะ” เราก็ตอบกลับไปแบบยิ้มแห้งๆนั่นแหละว่าก็ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ก็จะเล็งให้ตายไปเลยเหมือนกัน ประมาณ3-4ครั้งได้ที่เราโดนคำนี้ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้าน เหมือนเราจะชินกับคำแบบนี้เพราะการได้ยินว่าเราน่าจะตายดีกว่าเป็นคำที่เราได้ยินมาบ่อยตั้งแต่มัธยมและก็คิดมาตลอดว่าเค้าคงพูดเล่นแหละ แต่ก็นะ มานอนร้องไห้คนเดียวทุกครั้งตลอดเหมือนกัน
ตอนนี้เรากลับมาอยู่บ้าน4เดือนแล้ว กระดูกเราติดแค่60% หมอบอกให้ทำBone graftก็คือผ่าเอากระดูกตรงเชิงกรานมาโรยที่ขาเราเพื่อกระตุ้นให้กระดูกมันสร้างขึ้นมา ก็คือต้องผ่าตัดเป็นครั้งที่2 ซึ่งครั้งแรกที่เราผ่าตัดเราผ่าที่รพ.ประจำจังหวัดซึ่งเป็นรพ.รัฐบาล โดยปกติบ้านเราจะเข้าแต่รพ.เอกชนตลอด จึงเกิดการที่เราเครียดมากจนมาสมัครและตั้งกระทู้นี้ คือค่าใช้จ่ายที่จะผ่าตัดครั้งนี้ต้องใช้เงินประมาณหลักแสน เราเลยได้ฟังคำอื่นๆเพิ่มจากคนในบ้านอีก เนื่องจากว่า ถ้าเราบอกที่บ้านตั้งแต่แรกก็จะใช้เงินจากพรบ.รถได้ อย่างน้อยก็เสียเงินไม่ถึงแสน เสื_กปิดบังไม่บอก จั_ไร เราได้ฟังก็ได้แต่นั่งใจแข็งแล้วรอให้เค้าเดินไปที่อื่นเราถึงเดินเข้าห้องตัวเองแล้วเหมือนเดิม ร้องไห้ จนหลับ จนตื่นขึ้นมาก็ร้องอีก เป็นแบบนั้น แทบจะนับได้ว่าวันไหนบ้างที่ไม่ร้องไห้
เราพยายามมาก มากๆจริงๆที่จะไม่รู้สึกอะไรเพราะเราคิดว่าโอเคเราผิดจริงๆที่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วไม่บอก เค้าด่าเค้าว่าเราเพราะรักและเป็นห่วง แต่นั่นก็ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เราได้ฟังตั้งแต่กลับมาอยู่บ้าน มันทำให้คิดแต่ว่าถ้าตายคงดีกว่านี้ ถ้าตายคงไม่ต้องมาเจอแบบนี้ ถ้าตายเค้าคงไม่ต้องมาวุ่นวายแบบนี้ บางทีเราก็แค่อยากได้กำลังใจ แค่สักครั้ง ครั้งเดียวก็ยังดีที่จะทำให้เราอยากจะสู้ให้กลับมาเดินได้เหมือนเดิม ให้เราได้รู้สึกอยากมีชีวิตต่อมากกว่าที่จะมาคิดว่าเงินแสนนั้นเอาไว้จัดงานศพให้เรายังดีกว่าเลย 😔