เรืองไกร จี้ไม่หยุด!! ระบุ 4 เดือน ข้าวหาย 1.66 ล้านตัน มูลค่าลด 2 แสนล้าน
https://www.khaosod.co.th/politics/news_1517508
เรืองไกร จี้ไม่หยุด!! ระบุ 4 เดือน ข้าวหาย 1.66 ล้านตัน มูลค่าลด 2 แสนล้าน
ค้านเสียง สตง. เตรียมหอบหลักฐานพบ ‘บิ๊กตู่’ เคลียร์ข้อสงสัย
จำนำข้าว – วันที่ 1 ก.ย. นาย
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาชี้แจงเรื่องผลขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าวที่กำลังเป็นประเด็น โดยอ้างมติคณะรัฐมนตรีครม. เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2555 ว่าครม. อนุมัติให้กระทรวงพาณิชย์ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เพื่อดำเนินการปิดบัญชีโครงการดังกล่าว หลังจากครบกำหนดไถ่ถอน หรือสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ และให้มีการปิดบัญชีเป็นรายปี โดยให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันสิ้นสุดรอบปีบัญชี ว่ามติครม. เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2555 เป็นการปิดบัญชีฯ เฉพาะโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 เท่านั้น
ต่อมามีคำสั่งคสช.ที่ 176/2557 ลงวันที่ 6 มิ.ย. 2557 ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาจัดทำบัญชีปริมาณข้าวคงเหลือของรัฐ ทั้งปริมาณการรับ ปริมาณการจ่าย โดยแยกตามชนิดข้าว และคำสั่ง กบข. ที่ 2/2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาของรัฐบาล ลงวันที่ 9 ส.ค. 2557 และผู้ว่าฯ สตง. เคยเบิกความไว้ต่อศาลฎีกา เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2559 โดยระบุถึงคำสั่งกบข.ที่ 2/2557
นาย
เรืองไกร กล่าวว่า หลังจากตนออกมาถามเรื่องขาดทุนจำนำข้าว ก็มีหลายหน่วยงานออกมาโต้แย้ง โดยอ้างข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือขัดแย้งกันเอง เช่น กรมบัญชีกลาง บอกว่า รัฐบาลมิได้ลงบัญชีเป็นรายโครงการ ซึ่งขัดกับคำเบิกความของ
นางสาว น. คณะทำงานปิดบัญชี ที่เบิกความไว้ว่า หลักการคิดผลขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว จัดทำข้อมูลแยกเป็นรายโครงการ
นอกจากนี้ในคำเบิกความของ
นางสาว น. ต่อศาลฎีกาเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2559 ยังมีข้อสังเกตที่น่าสงสัยว่า ทำไมผลขาดทุนของเปลือกนาปี ปี 55/56 ณ วันที่ 30 ก.ย. 2557 จึงน้อยกว่าผลขาดทุน ณ วันที่ 22 พ.ค. 2557 และปริมาณสต็อกข้าวคงเหลือ จึงมีมูลค่าลดลงมากผิดปกติจากวันที่ 22 พ.ค. 2557 จำนวน 19.22 ล้านตัน มูลค่า 494,608.15 ล้านบาท เหลือเพียง ณ วันที่ 30 ก.ย. 2557 จำนวน 17.56 ล้านตัน มูลค่า 197,349.98 ล้านบาท ซึ่งช่วงเวลาแค่ 4 เดือนเศษ หรือประมาณ 130 วัน สต็อกข้าวลดลง 1.66 ล้านตัน แต่มูลค่ากลับลดลงถึง 297,258.17 ล้านบาท ส่วนที่หลายหน่วยงานของรัฐที่ออกมาโต้แย้งตน โดยอ้างอิงผลขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวที่มาจากการปิดบัญชีของคณะทำงานที่มี
นางสาว น. เป็นผู้จัดทำขึ้น ทำให้น่าเชื่อว่าหลายหน่วยงานของรัฐดังกล่าว คงไม่ได้พิจารณารายละเอียดในคำเบิกความของ
นางสาว น. ที่ระบุไว้ว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกไม่มีการจัดทำบัญชี
นาย
เรืองไกร กล่าวว่า การที่หน่วยงานของรัฐนำผลขาดทุนจากการปิดบัญชีของ
นางสาว น. มาใช้อ้างอิง จึงยังไม่น่าจะถูกต้อง ตนจึงต้องนำหลักฐานมาแสดง และนำข้อสังเกตที่ชวนสงสัยส่งถึง พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อจะได้ทราบว่า ผลขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวนั้น ไม่ได้มาจากการจัดทำบัญชีแต่อย่างใด และสตง. ก็ยังไม่เคยตรวจสอบรับรอง ดังนั้นการออกคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่นายกฯ ให้ความเห็นชอบด้วย ได้อ้างเรื่องการขาดทุน เพื่อเรียกชดใช้ค่าเสียหายจากน.ส.
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงน่าจะมาจากข้อมูลที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ดังนั้นในวันที่ 3 ก.ย. นี้ เวลา 10.00 น. ตนจะนำหลักฐานต่างไปยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกฯ ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล
JJNY : เรืองไกร จี้ไม่หยุด!! 4เดือน ข้าวหาย1.66ล.ตัน มูลค่าลด2สล.ฯ/ยางเมืองคอนเมินประชุม ชี้ปัญหาไม่ใช่ราคา แค่รัฐไม่ฯ
https://www.khaosod.co.th/politics/news_1517508
ค้านเสียง สตง. เตรียมหอบหลักฐานพบ ‘บิ๊กตู่’ เคลียร์ข้อสงสัย
จำนำข้าว – วันที่ 1 ก.ย. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาชี้แจงเรื่องผลขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าวที่กำลังเป็นประเด็น โดยอ้างมติคณะรัฐมนตรีครม. เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2555 ว่าครม. อนุมัติให้กระทรวงพาณิชย์ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เพื่อดำเนินการปิดบัญชีโครงการดังกล่าว หลังจากครบกำหนดไถ่ถอน หรือสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ และให้มีการปิดบัญชีเป็นรายปี โดยให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันสิ้นสุดรอบปีบัญชี ว่ามติครม. เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2555 เป็นการปิดบัญชีฯ เฉพาะโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 เท่านั้น
ต่อมามีคำสั่งคสช.ที่ 176/2557 ลงวันที่ 6 มิ.ย. 2557 ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาจัดทำบัญชีปริมาณข้าวคงเหลือของรัฐ ทั้งปริมาณการรับ ปริมาณการจ่าย โดยแยกตามชนิดข้าว และคำสั่ง กบข. ที่ 2/2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาของรัฐบาล ลงวันที่ 9 ส.ค. 2557 และผู้ว่าฯ สตง. เคยเบิกความไว้ต่อศาลฎีกา เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2559 โดยระบุถึงคำสั่งกบข.ที่ 2/2557
นายเรืองไกร กล่าวว่า หลังจากตนออกมาถามเรื่องขาดทุนจำนำข้าว ก็มีหลายหน่วยงานออกมาโต้แย้ง โดยอ้างข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือขัดแย้งกันเอง เช่น กรมบัญชีกลาง บอกว่า รัฐบาลมิได้ลงบัญชีเป็นรายโครงการ ซึ่งขัดกับคำเบิกความของนางสาว น. คณะทำงานปิดบัญชี ที่เบิกความไว้ว่า หลักการคิดผลขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว จัดทำข้อมูลแยกเป็นรายโครงการ
นอกจากนี้ในคำเบิกความของนางสาว น. ต่อศาลฎีกาเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2559 ยังมีข้อสังเกตที่น่าสงสัยว่า ทำไมผลขาดทุนของเปลือกนาปี ปี 55/56 ณ วันที่ 30 ก.ย. 2557 จึงน้อยกว่าผลขาดทุน ณ วันที่ 22 พ.ค. 2557 และปริมาณสต็อกข้าวคงเหลือ จึงมีมูลค่าลดลงมากผิดปกติจากวันที่ 22 พ.ค. 2557 จำนวน 19.22 ล้านตัน มูลค่า 494,608.15 ล้านบาท เหลือเพียง ณ วันที่ 30 ก.ย. 2557 จำนวน 17.56 ล้านตัน มูลค่า 197,349.98 ล้านบาท ซึ่งช่วงเวลาแค่ 4 เดือนเศษ หรือประมาณ 130 วัน สต็อกข้าวลดลง 1.66 ล้านตัน แต่มูลค่ากลับลดลงถึง 297,258.17 ล้านบาท ส่วนที่หลายหน่วยงานของรัฐที่ออกมาโต้แย้งตน โดยอ้างอิงผลขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวที่มาจากการปิดบัญชีของคณะทำงานที่มี นางสาว น. เป็นผู้จัดทำขึ้น ทำให้น่าเชื่อว่าหลายหน่วยงานของรัฐดังกล่าว คงไม่ได้พิจารณารายละเอียดในคำเบิกความของนางสาว น. ที่ระบุไว้ว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกไม่มีการจัดทำบัญชี
นายเรืองไกร กล่าวว่า การที่หน่วยงานของรัฐนำผลขาดทุนจากการปิดบัญชีของนางสาว น. มาใช้อ้างอิง จึงยังไม่น่าจะถูกต้อง ตนจึงต้องนำหลักฐานมาแสดง และนำข้อสังเกตที่ชวนสงสัยส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อจะได้ทราบว่า ผลขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวนั้น ไม่ได้มาจากการจัดทำบัญชีแต่อย่างใด และสตง. ก็ยังไม่เคยตรวจสอบรับรอง ดังนั้นการออกคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่นายกฯ ให้ความเห็นชอบด้วย ได้อ้างเรื่องการขาดทุน เพื่อเรียกชดใช้ค่าเสียหายจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงน่าจะมาจากข้อมูลที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ดังนั้นในวันที่ 3 ก.ย. นี้ เวลา 10.00 น. ตนจะนำหลักฐานต่างไปยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกฯ ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล