คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 7
ตอบคุณพี่มะพร้าว...
เห็นด้วย100%ครับไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง และต่อให้นักประวัติศาสตร์ระดับศาสตราจารย์ และถึงจะมีการบันทึกเอาไว้จริงๆ ก็เป็นเพียงการบันทึกของ "คนๆ หนึ่ง" ที่อาจทำตามหน้าที่ หรือบันทึกเอา "มุมมองส่วนตัว" บันทึกไว้
ไม่ต้องสาวไปไกลถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เอาแค่เหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานมีคนมาเล่าให้เราฟัง ผมโดยส่วนตัวก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงที่ปะติดปะต่อไปทั้งหมด
ผมมองอย่างนี้ครับ....เริ่มที่วงกว้างๆ ก่อนว่าถ้าหากวีรกรรมบ้านบางระจันเป็นไปตาม "ชุดความรู้" ที่เราได้เรียนมาเป็นสิบๆ ปี การต่อสู้ของพวกเขาก็น่าที่จะถูกยกย่องในด้านความกล้าหาญอย่างไม่ต้องสังสัย (จากอนุชนรุ่นหลังอย่างพวกเรา) แต่อย่างน้อยๆ ก็ต้องมองเผื่อแผ่หรือพยายามทำความเข้าใจผู้ปกครองอาณาจักรอยุธยาด้วยว่าจะคิดอย่างไรต่อบ้านบางระจันที่ขัดขืนไม่ทำตามกฏหรือกบิลบ้านเมือง ไม่ยอมอพยพเข้าพระนครเพื่อป้องกันพระนคร? ในยามที่ตัวพระนครกำลังต้องการ "คนกล้าหาญ" ตัวพระเจ้าตาก(สิน)เองที่อยู่เมืองตากยก็ต้องนำทหารลงอยุธยาเพื่อป้องกันพระนคร ลักษณะการรุกของพม่ามีการบันทึกตรงกันทั้งฝ่ายไทยและพม่าว่าไม่เร่งรีบ คือเข้าตีหมู่บ้านและปล้นสะเบียงตามหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับ "เส้นทางเดินทัพ" หมู่บ้านไหนเห็นด้วยก็เอาแค่เสบียงอาหาร ขัดขืนก็ฆ่า ฯลฯ หมู่บ้านบางระจันก็อยู่ในรัศมีของเส้นทางเดินทัพของพม่า เมื่อมีการต่อต้านพม่าและซ่องสุมกำลังพม่าที่หมู่บ้านได้เกิดขึ้น ผมมองว่าความกล้าหาญของชาวหมูบ้านบางระจันไม่ควรที่จะถูกมองหรือวางไว้ในแค่มิติเดียวคือ "ความรักชาติ" ทั้งๆ ที่ตอนนั้นบริบททางความคิดของชาวบ้านเรื่อง "รักชาติ" ยังไม่น่าจะมี ถึงมี...ผมก็ไม่อาจมองข้ามเหตุผลหลักของการที่ต้อง "ต่อสู้" ของมนุษย์หรือสัตว์ส่วนใหญ่ไปได้นั่นก็คือ "การป้องกันตนเอง"
ความสำคัญของเหตุการณ์บ้านบางระจันก็คือการที่กองร้อย (ไม่ใช่กองทัพ) ของพม่าตีไม่แตกสองถึงสามครั้ง เป็น "ชัยชนะ" เล็กๆ น้อยๆ บนความพ่ายแพ้และการล่มสลายของอาณาจักรอยุธยาที่เรานำมา "ปลอบใจ" และปลุกเลือดรักชาติอย่างเกินความเป็นจริง อันนี้ก็เป็นที่น่าเข้าใจได้ แต่ผมก็ยังมองว่าบ้านบางระจันไม่ได้สำคัญอะไรมากมายกับการที่ถูกประโคมและถูกใช้ประโยชน์ด้านโฆษณาชวนเชื่อ ถ้าหากสำคัญจริงๆ ทางราชสำนักก็คงส่งปืนชั้นดีไปให้ต่อต้านพม่าแล้ว มีคนไทยประเภท "คลั่งชาติ" และยกย่องวีรกรรมบ้านบางระจันหลายคนด่าทอราชสำนักอยุธยาที่ไม่ยอมส่งปืนไปให้ และส่งแค่ "ช่างหล่อปืน" ผมมองว่านั่นเป็นความชาญฉลาดของราชสำนัก เพราะขืนส่งปืนใหญ่ไปให้ หากชาวบางระจันประกาศตนเป็นอิสระหันปลายกระบอกปืนเข้าหาอยุธยาล่ะ? อย่าลืมว่าช่วงนั้น เริ่มมีการพยายามที่จะตั้งตนเป็นใหญ่ของบางกลุ่มบางคนแล้ว พยานที่ยืนยันได้ตรงนี้ก็คือ ทันทีที่กรุงศรีอยุธยาแตกก็มี "ก๊ก" ต่างๆ เกิดขึ้นตามมามากมาย รวมถึงก๊กพระเจ้าตากสินด้วย แล้วจะให้ราชสำนักอยุธยาเชื่อใจชาวบ้านบางระจันได้อย่างไรว่า เมื่อได้ปืนใหญ่ไปแล้วจะไม่คิดตั้งตนเป็นใหญ่
มองในอีกมุมหนึ่ง.....ถ้าหากอยุธยาได้กำลังพลที่กล้าหาญอย่างชาวบ้านบางระจันมา "ต้าน" การล้อมพระนครของพม่าได้ ใครจะรู้ว่า กรุงศรีฯ อาจะไม่แตกก็เป็นได้ กรุงศรีฯ และพระเจ้าเอกทัศน์ไม่ได้อ่อนแออย่างที่ถูกบิดเบือน (บิดเบือนชนิดที่ไปๆ มาๆ ชาวบ้านบางระจันถูกทำให้มองว่าเข้มแข็งกว่าพระเจ้าเอกทัศน์เสียอีก) พระเจ้าเอกทัศน์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ และต้องไม่ลืมว่าพระองค์ทรงบัญชาการรบ "ต้าน" พม่าได้ปีกว่าๆ! และเหลือเพียงอีกไม่กี่เดือนก็จะเข้าฤดูฝนช่วงน้ำหลาก ประเมินว่าหากพม่าตีพระนครไม่แตกก็อาจจะถอยทัพไปเอง เสียดาย....ที่กำลังพลที่จะป้องกันพระนครมีไม่เพียงพอ การล่มสลายจึงมาถึง.....
มีหลักฐานบันทึกของพ่อค้าชาวอังกฤษที่กำลังจะแล่นเรือเข้าอ่าวไทยเข้าไปค้าขายในอยุธยาบอกช่วงที่อยุธยากำลังล่มสลายว่า เห็นควันไฟที่บ้านเมืองถูกเผามาแต่ไกล และไปเจอเรือสำเภาหลวงของอยุธยาที่กำลังนำ "เครื่องบรรณาธิการ" ไปส่งที่จีน (เราส่งบรรณาธิการให้จีนมาตลอด) แสดงให้เห็นได้ส่วนหนึ่งว่า อยุธยาไม่ได้อ่อนแออย่างที่หลายคนคิดหรือถูกทำให้คิด หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนั้น อยุธยายังสามารถแต่งเรืองหลวงนำเครื่องบรรณาธิการไปพระเจ้ากรุงปักกิ่งได้ จึงชวนให้ขบคิดว่า ถ้าหากอยุธยาสามารถเกณฑ์กำลังพลลงอยุธยาได้ทั้งหมด และชาวบ้านมีเลือดความรักชาติอย่างล้นเหลือ แสดงตนอาสาเข้าพระนครเพื่อปกป้อง ต่อต้านทหารพม่า อยุธยาจะลงเอยอย่างที่รับรู้กันไหม?
เห็นด้วย100%ครับไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง และต่อให้นักประวัติศาสตร์ระดับศาสตราจารย์ และถึงจะมีการบันทึกเอาไว้จริงๆ ก็เป็นเพียงการบันทึกของ "คนๆ หนึ่ง" ที่อาจทำตามหน้าที่ หรือบันทึกเอา "มุมมองส่วนตัว" บันทึกไว้
ไม่ต้องสาวไปไกลถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เอาแค่เหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานมีคนมาเล่าให้เราฟัง ผมโดยส่วนตัวก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงที่ปะติดปะต่อไปทั้งหมด
ผมมองอย่างนี้ครับ....เริ่มที่วงกว้างๆ ก่อนว่าถ้าหากวีรกรรมบ้านบางระจันเป็นไปตาม "ชุดความรู้" ที่เราได้เรียนมาเป็นสิบๆ ปี การต่อสู้ของพวกเขาก็น่าที่จะถูกยกย่องในด้านความกล้าหาญอย่างไม่ต้องสังสัย (จากอนุชนรุ่นหลังอย่างพวกเรา) แต่อย่างน้อยๆ ก็ต้องมองเผื่อแผ่หรือพยายามทำความเข้าใจผู้ปกครองอาณาจักรอยุธยาด้วยว่าจะคิดอย่างไรต่อบ้านบางระจันที่ขัดขืนไม่ทำตามกฏหรือกบิลบ้านเมือง ไม่ยอมอพยพเข้าพระนครเพื่อป้องกันพระนคร? ในยามที่ตัวพระนครกำลังต้องการ "คนกล้าหาญ" ตัวพระเจ้าตาก(สิน)เองที่อยู่เมืองตากยก็ต้องนำทหารลงอยุธยาเพื่อป้องกันพระนคร ลักษณะการรุกของพม่ามีการบันทึกตรงกันทั้งฝ่ายไทยและพม่าว่าไม่เร่งรีบ คือเข้าตีหมู่บ้านและปล้นสะเบียงตามหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับ "เส้นทางเดินทัพ" หมู่บ้านไหนเห็นด้วยก็เอาแค่เสบียงอาหาร ขัดขืนก็ฆ่า ฯลฯ หมู่บ้านบางระจันก็อยู่ในรัศมีของเส้นทางเดินทัพของพม่า เมื่อมีการต่อต้านพม่าและซ่องสุมกำลังพม่าที่หมู่บ้านได้เกิดขึ้น ผมมองว่าความกล้าหาญของชาวหมูบ้านบางระจันไม่ควรที่จะถูกมองหรือวางไว้ในแค่มิติเดียวคือ "ความรักชาติ" ทั้งๆ ที่ตอนนั้นบริบททางความคิดของชาวบ้านเรื่อง "รักชาติ" ยังไม่น่าจะมี ถึงมี...ผมก็ไม่อาจมองข้ามเหตุผลหลักของการที่ต้อง "ต่อสู้" ของมนุษย์หรือสัตว์ส่วนใหญ่ไปได้นั่นก็คือ "การป้องกันตนเอง"
ความสำคัญของเหตุการณ์บ้านบางระจันก็คือการที่กองร้อย (ไม่ใช่กองทัพ) ของพม่าตีไม่แตกสองถึงสามครั้ง เป็น "ชัยชนะ" เล็กๆ น้อยๆ บนความพ่ายแพ้และการล่มสลายของอาณาจักรอยุธยาที่เรานำมา "ปลอบใจ" และปลุกเลือดรักชาติอย่างเกินความเป็นจริง อันนี้ก็เป็นที่น่าเข้าใจได้ แต่ผมก็ยังมองว่าบ้านบางระจันไม่ได้สำคัญอะไรมากมายกับการที่ถูกประโคมและถูกใช้ประโยชน์ด้านโฆษณาชวนเชื่อ ถ้าหากสำคัญจริงๆ ทางราชสำนักก็คงส่งปืนชั้นดีไปให้ต่อต้านพม่าแล้ว มีคนไทยประเภท "คลั่งชาติ" และยกย่องวีรกรรมบ้านบางระจันหลายคนด่าทอราชสำนักอยุธยาที่ไม่ยอมส่งปืนไปให้ และส่งแค่ "ช่างหล่อปืน" ผมมองว่านั่นเป็นความชาญฉลาดของราชสำนัก เพราะขืนส่งปืนใหญ่ไปให้ หากชาวบางระจันประกาศตนเป็นอิสระหันปลายกระบอกปืนเข้าหาอยุธยาล่ะ? อย่าลืมว่าช่วงนั้น เริ่มมีการพยายามที่จะตั้งตนเป็นใหญ่ของบางกลุ่มบางคนแล้ว พยานที่ยืนยันได้ตรงนี้ก็คือ ทันทีที่กรุงศรีอยุธยาแตกก็มี "ก๊ก" ต่างๆ เกิดขึ้นตามมามากมาย รวมถึงก๊กพระเจ้าตากสินด้วย แล้วจะให้ราชสำนักอยุธยาเชื่อใจชาวบ้านบางระจันได้อย่างไรว่า เมื่อได้ปืนใหญ่ไปแล้วจะไม่คิดตั้งตนเป็นใหญ่
มองในอีกมุมหนึ่ง.....ถ้าหากอยุธยาได้กำลังพลที่กล้าหาญอย่างชาวบ้านบางระจันมา "ต้าน" การล้อมพระนครของพม่าได้ ใครจะรู้ว่า กรุงศรีฯ อาจะไม่แตกก็เป็นได้ กรุงศรีฯ และพระเจ้าเอกทัศน์ไม่ได้อ่อนแออย่างที่ถูกบิดเบือน (บิดเบือนชนิดที่ไปๆ มาๆ ชาวบ้านบางระจันถูกทำให้มองว่าเข้มแข็งกว่าพระเจ้าเอกทัศน์เสียอีก) พระเจ้าเอกทัศน์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ และต้องไม่ลืมว่าพระองค์ทรงบัญชาการรบ "ต้าน" พม่าได้ปีกว่าๆ! และเหลือเพียงอีกไม่กี่เดือนก็จะเข้าฤดูฝนช่วงน้ำหลาก ประเมินว่าหากพม่าตีพระนครไม่แตกก็อาจจะถอยทัพไปเอง เสียดาย....ที่กำลังพลที่จะป้องกันพระนครมีไม่เพียงพอ การล่มสลายจึงมาถึง.....
มีหลักฐานบันทึกของพ่อค้าชาวอังกฤษที่กำลังจะแล่นเรือเข้าอ่าวไทยเข้าไปค้าขายในอยุธยาบอกช่วงที่อยุธยากำลังล่มสลายว่า เห็นควันไฟที่บ้านเมืองถูกเผามาแต่ไกล และไปเจอเรือสำเภาหลวงของอยุธยาที่กำลังนำ "เครื่องบรรณาธิการ" ไปส่งที่จีน (เราส่งบรรณาธิการให้จีนมาตลอด) แสดงให้เห็นได้ส่วนหนึ่งว่า อยุธยาไม่ได้อ่อนแออย่างที่หลายคนคิดหรือถูกทำให้คิด หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนั้น อยุธยายังสามารถแต่งเรืองหลวงนำเครื่องบรรณาธิการไปพระเจ้ากรุงปักกิ่งได้ จึงชวนให้ขบคิดว่า ถ้าหากอยุธยาสามารถเกณฑ์กำลังพลลงอยุธยาได้ทั้งหมด และชาวบ้านมีเลือดความรักชาติอย่างล้นเหลือ แสดงตนอาสาเข้าพระนครเพื่อปกป้อง ต่อต้านทหารพม่า อยุธยาจะลงเอยอย่างที่รับรู้กันไหม?
แสดงความคิดเห็น
....สอน "หลวงปู่" ให้รู้ธรรม มุ่งวิมุตติ..../วัชรานนท์
ถึงตรงนี้....พอจะเห็นความ "สาไถย" ของนายสุวิทย์กันบ้างหรือยังครับ? ใครที่เคยสะดุ้งและทึ่งกับการที่เขาอ้างว่าหลวงปู่แหวนเคยออกมาปูอาสนะกราบเขานี่ยังถือว่าน้อยไป ถ้าใครได้ดูนายสุวิทย์ให้สัมภาษณ์ออกทีวีที่ขึ้นเทียบชั้นกับพระพุทธเจ้าก็ยิ่งจะสะดุ้งหนัก เขาอ้างเหตุผลที่ลงทุนครองจีวรออกมาร่วมชุนุมนั้นว่าเพราะความ "รักชาติ" !! ผมคงจะไม่วิเคราะห์เจาะลึกกรณีที่นายสุวิทย์ได้ตอบผู้สื่อข่าวเปรียบเทียบการออกมาร่วมชุมนุมของตนกับการเสด็จไปห้ามญาติ และห้ามทัพพระเจ้าวิฑูฯ ของพระพุทธเจ้า เพราะผมเป็นแค่ "ปุถุชน" ที่ไม่อาจจะหยั่งถึงน้ำพระทัยของพระพุทธองค์ผู้ทรงตัดกิเลสและตัณหาได้อย่างสิ้นเชิงแล้วได้ แต่คงมองด้วยความเห็นส่วนตัวเพียงสั้นๆ ว่าการเสด็จไปในสองเหตุการณ์ของพระพุทธองค์นั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และอย่างสุดกู่กับการออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลของ "หลวงปู่" พุทธอิสระ อย่างไรก็แล้วแต่ในรายการทีวีเย็นวันนั้น "หลวงปู่" ได้เปิดช่องให้วิเคราะห์อยู่บ้าง คือตอนที่แกอ้างและยกย่องวีรกรรม "พระไอดอล" อย่าง "พระครูธรรมโชติ" แห่งบ้านบางระจันว่าตัวเป็นพระที่ดีที่ได้ทำ "เพื่อชาติ"
มองในแง่ประวัติศาสตร์ หมู่บ้านบางระจันไม่ได้มีความสำคัญมากมายอย่างที่พยายามจะประโคมให้ดูใหญ่โตเหมือนในปัจจุบัน (หรือจะพูดให้ถึงที่สุด ชาวบ้านบางระจันทั้งหมดมีความผิดอาญาแผ่นดินว่าด้วยการสงคราม เพราะไม่ยอมเข้าพระนครเพื่อปกป้องพระนครยามข้าศึกยกทัพมา) อาจารย์สุเนตรบอกว่า พงศวดารที่เก่าและน่าเชื่อถือได้ที่สุดอย่างฉบับหลวงประเสริฐฯ นั้น มีการกล่าวถึงบ้านบางระจันไม่ถึงสี่บรรทัด! และต่อมาพงศาวดารฉบับหลังๆ ก็เริ่มขยายจากสี่บรรทัดเป็นหนึ่งหน้ากระดาษ สองหน้ากระดาษ สามหน้ากระดาษ ฯลฯ เพื่อเพิ่มดีกรี "ความรักชาติ" ให้กับคนไทยตามยุคตามสมัย สุดท้าย…ไม้ เมืองเดิมนำไปขยายเป็นนิยายได้เป็นร้อยๆ หน้า (จากที่มีแค่ไม่กี่บรรทัด) สังเกตุดีๆ จะเห็นว่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ช่วงนั้น "บ้านบางระจัน" รวมทั้งตัวละครในหมู่บ้านมีความโดดเด่นกว่าแม่ทัพนายกองหรือแม้ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก
สำหรับผม เป็นที่ชัดเจนว่าหากกล่าวในทางธรรมแล้ว "พระครูธรรมโชติ" ได้ถูกยกย่องกันมาอย่างผิดๆ เชื่ออีกต่อไปว่าจะถูกยกย่องอย่างผิดๆ อย่างนี้ไปอีกนาน คือนานตราบใดที่ความ "รักชาติ" ยังคงถูกยกขึ้นมาอ้างรองรับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยจริยธรรมหรือกฏหมาย เหมือนๆ กับที่บางกลุ่มบางคนรองรับและยกย่องการกระทำของ "พระครูธรรมโชติ" ที่ไม่ชอบด้วยพระธรรมวินัยว่าเป็น "ไอดอล"
ในเหตุการณ์เดียวกันและเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่ห่างไกลจากหมู่บ้าน "บางระจัน"เลย มีพระอีกรูปหนึ่งเลือกที่จะนิ่งเฉยคือวางอุเบกขาต่อการรุกรานของพม่า ซึ่งถ้าหากพระรูปนี้จะออกมาต่อต้านพม่า การกระทำของท่านตรงนั้นย่อมจะเปี่ยมไปด้วยเหตุผล (รักชาติ) ยิ่งกว่าพระครูธรรมโชติหรือ "หลวงปู่" พุทธอิสระที่ออกมาชุมนุมเป็นร้อยเท่าพันเท่า เพราะพระรูปนั้นคืออดีตพระมหากษัตริย์ที่เคยปกครองแผ่นดินอยุธยามาก่อนซึ่งก็คือ "ขุนหลวงหาวัด" หรือสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร คงไม่ต้องถามว่าท่านรักชาติไหม? รักประชาชนของพระองค์ไหม? รักแผ่นดินของพระองค์ไหม? ฯลฯ แต่ท่านเลือกที่จะวางอุเบกขา เลือกที่จะไม่ก้าวล่วงพระวินัย ห่มจีวรออกมาต่อต้านพม่าและมีส่วนร่วมให้มีคนบาดเจ็บและตาย เลือด "รักชาติ" ของพระรูปนี้คือพระเจ้าอุทุมพรมีแน่ๆ อีกทางหนึ่ง การรักษาสถานะของ "สมณเพศ" ให้อยู่ในกรอบวินัยนั้นพระองค์ได้ทรงแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าสำคัญกว่าการ "รักชาติ" เมื่อพม่าบุกอยุธยาครั้งแรก (ศึกอะลองพญา) ท่านสละเพศบรรพชิตออกมาช่วยพระเชษฐาเพื่อที่จะไม่ให้เป็นที่แปดเปื้อนต่อผ้ากาสาวพัตร์ เมื่อเสร็จศึกพระองค์ก็กลับไปบวชดั่งเดิม และเมื่อพม่าบุกครั้งที่สอง พระองค์น่าจะทรงมองเห็นสัจจธรรมแล้วจึงได้ถืออุเบกขา....สุดท้ายพระองค์ก็ถูกพม่ากวาดต้อนรวมไปกับชาวอยุธยาของพระองค์ไปพม่าจนไปมรณภาพหรือสิ้นพระชนม์ที่นั่น การยกย่องวีรกรรม "พระครูธรรมโชติ" แห่งบ้านบางระจันจึงเป็นการยกย่องอย่างผิดๆ เป็นการยกย่องที่หลับตามองไม่เห็น "ขุนหลวงหาวัด" พระที่เป็นอดีตพระมหากษัตริย์รูปหนึ่ง ที่ไม่ยอมมือเปื้อนเลือดและผ้ากาสาวพัตร์แปดเปื้อนมีมลทิน และการที่ "หลวงปู่" พุทธอิสระยกเอาพฤติกรรมพระครูธรรมโชติมาเป็นไอดอลก็ยิ่งเท่ากับ "สวนทาง" กับมรรคที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้สงฆ์สาวกของพระองค์ได้เดิน