นศ.เชียงใหม่-แม่โจ้-ม.อ.ปัตตานี จี้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติ ชี้รุกล้ำความเป็นส่วนตัว
https://prachatai.com/journal/2018/08/78507
สหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาฯ ม.เชียงใหม่-แม่โจ้-ม.อ.ปัตตานี ยื่นข้อเรียกร้องให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติฯ ชี้รุกล้ำความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง ชวนถก รมว.ศึกษาฯ พรุ่งนี้ ที่ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
30 ส.ค.2561 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า วันนี้ เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. ที่ สำนักงานศึกษาธิการภาค 15 ตัวแทน สหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) สาขา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้เชียงใหม่ ยื่นข้อเรียกร้องให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา ถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านศึกษาธิการภาค 15
สนท. เรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการดังนี้
1. ขอให้ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับแก้ไขดังกล่าว
และ 2. ขอให้ความสำคัญและส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นเจ้าของชีวิต ของตน ในตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา
ทั้งนี้โปรดตระหนักว่า นักเรียน และนิสิตนักศึกษาคือผู้ที่จำต้องแบกรับผลจากการดำเนินกิจการทั้งปวง ของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ
รายละเอียดข้อเรียกร้องของ สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาฯ ระบุว่า ดังที่เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาฉบับแก้ไขตามเสนอของกระทรวงศึกษาธิการโดยมีสาระสำคัญต่างจากกฎ กระทรวงดังกล่าวฉบับก่อนหน้า 3 ประการ ดังนี้
1.ห้ามการรวมกลุ่ม มั่วสุม อันน่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือขัด ต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
2.ห้ามกระทำเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวอันไม่เหมาะสมเดิมที่ห้ามเฉพาะการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวซึ่งไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ เท่านั้น และกำหนดเพิ่มเติมห้ามกระทำการลามกอนาจาร
และ 3.ห้ามกระทำเกี่ยวกับการออกนอกสถานที่พักเพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่มอันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น เดิมห้ามเฉพาะเวลากลาง คืน
สนท. สาขามหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้เชียงใหม่ ในฐานะองค์กรกิจกรรมของ นักเรียนและนิสิตนักศึกษา เล็งเห็นว่าประกาศกฎกระทรวงกำหนดความ ประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา เป็นหนึ่งในกฎหมายที่ได้รับการแก้ไข ที่ ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 กระทรวงศึกษาธิการฉบับใหม่ที่ ครม.ให้ความเห็นชอบ ที่อยู่ ระหว่างการส่งไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาซึ่งแก้ไขจาก
“มั่วสุม” เพิ่มเติมเป็น
“รวมกลุ่ม” และจากเดิมที่ห้ามเฉพาะเวลา กลางคืนโดยตัดคำว่า
"เวลากลางคืน" ออกเป็นการห้ามไม่จำกัดเวลาซึ่งเนื้อหาความหมายกำกวม สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นเครื่องมือสำหรับปิดกั้นสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพทางการแสดงออกของนักเรียนนิสิต นักศึกษา อีก ทั้งในพื้นที่สามจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงจะถูกดำเนินคดีได้ง่ายที่จะถูก ดำเนินผ่านกฎฯฉบับแก้ไขดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการศึกษาเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาเนื่องจากมีข้อบัญญัติซึ่งรุกล้ำความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง
ปธ.ญาติวีรชน 35 ลั่นพร้อมตรวจสอบปัญหาคอรัปชั่นของรัฐบาล
https://www.matichon.co.th/politics/news_1110152
นาย
อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชน 35 เปิดเผยว่า ตามที่นาย
ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น ออกมาให้คะแนนรัฐบาลเรื่องต่อต้านการทุจริตเต็มร้อยนั้น คณะกรรมการญาติวีรชน 35 และ ภาคประชาชน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และเห็นว่ารัฐบาลสอบตกเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น เพราะประชาชนยังคาใจปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลนี้ในหลายเรื่อง เช่น เรื่องนาฬิกาของ พล.อ.
ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังยื้อเวลาการตรวจสอบ ปัญหาการทุจริตในองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เรื่องการขุดลอกคลอง ปัญหาการทุจริตช่วยคนลำบากของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ปัญหาทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ข้อสงสัยการปัญหาทุจริตในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ปัญหาการเอื้อประโยชน์นายทุนขนาดใหญ่ ปัญหาทุจริตในร้านธงฟ้าประชารัฐขายเกินราคา ปัญหาการเอาที่ดินมักกะสันรวมเข้ากับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ปัญหาทุจริตในกองทุนอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงพลังงาน ปัญหาการซื้อหุ้นเหมืองถ่านหิน ปัญหาทุจริตโรงไฟฟ้าชีวมวลของกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการชี้แจง และแก้ไข
“ขนาดไม่มีฝ่ายค้านตรวจสอบในสภา ยังมีเรื่องมากมายขนาดนี้ หากมีการตรวจสอบ จะมีเพิ่มมากขึ้นขนาดไหน ไม่อยากให้ใช้องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นเป็นเครื่องฟอกขาวให้กับรัฐบาล เพราะในยุคข้อมูลข่าวสาร และโซเชียลมีเดีย ประชาชนทราบดีว่ารัฐบาลมีข้อสงสัยในเรื่องทุจริตอย่างไร และในเรื่องใดบ้าง การรับรองที่สวนกระแสความคิด และความรู้สึกของประชาชน จะทำให้องค์กรต่อต้านทุจริตหมดความน่าเชื่อถือ กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ภาคประชาชน และคณะกรรมการญาติวีรชน 35 จึงต้องเป็นหลักให้กับประเทศชาติ และรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชน และต้องเป็นหลักให้กับประชาชนในการตรวจสอบความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอรัปชั่นนี้” นาย
อดุลย์ กล่าว
'อ๋อย' ชี้คลายล็อกเอื้อพรรคหนุน คสช. ตั้งใจสร้างปัญหาพรรคเก่า ฟันธงเลือกตั้งไม่เป็นธรรม
https://www.matichon.co.th/politics/news_1109524
“อ๋อย” เชื่อ คลายล็อก เอื้อประโยชน์พรรคตั้งใหม่ หนุน คสช. ซัดแก้ไพรมารีโหวต เพื่อทำลายพรรคการเมืองเก่า เชื่อเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะไม่มีความเป็นธรรม
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงาน
Thailand Focus 2018 “The Future is Now” โอกาสลงทุน ไม่ต้องรออนาคต โดยนาย
จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะคลายล็อกให้พรรคการเมือง สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ว่า ตนคิดว่าเป็นเพียงการคลายล็อกบางเรื่อง แม้ว่าจำเป็นจะต้องทำก็ตาม แต่มีเรื่องที่สำคัญกว่า คือการทำนโยบาย ไม่ใช่จะให้ไปทำในช่วงใกล้หาเสียงเป็นไปไม่ได้ พรรคการเมืองจะต้องเตรียมทำในเรื่องดังกล่าวล่วงหน้า เพราะต้องมีการประชุมหารือกับสมาชิกพรรค และบุคคลในอาชีพต่างๆ รวมถึงรับฟังความเห็นประชาชน ดังนั้นถ้า คสช.ไม่คลายล็อกคำสั่งห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ก็จะทำในสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ จะกลายเป็นพรรคการเมืองไม่มีเวลาสื่อสารนโยบายกับประชาชน และขอย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การหาเสียงแต่เป็นการเตรียมนโยบายของพรรค
นาย
จาตุรนต์กล่าวต่อว่า ตนคิดว่า คสช.จะเน้นเรื่องที่จำเป็นเฉพาะพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่บางพรรค เพื่อให้พรรคเหล่านั้นทำอะไรทันในช่วงการเลือกตั้ง ดังนั้น การคลายล็อกดังกล่าวเป็นการตัดสินใจ การวางแผนกำหนดกติกา โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของ คสช.เท่านั้น และมุ่งทำให้พรรคการเมืองเก่าที่มีอยู่อ่อนแอขาดการเชื่อมโยงกับประชาชน ตนจึงมองว่าไม่ได้เป็นการปฏิรูปการเมืองอย่างที่ คสช. กล่าวอ้าง ตรงกันข้ามกลับเป็นการทำลายระบบการเมืองของประเทศไทยให้ล้าหลังและเกิดความเสียหาย
เมื่อถามถึงกรณี นาย
วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ให้ยึดแนวทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เลือกสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง แทนการทำไพรมารีโหวตแบบเก่าของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นาย
จาตุรนต์กล่าวว่า การทำไพรมารีโหวตถือเป็นความตั้งใจดี ที่ให้สมาชิกทุกพรรคที่มาจากทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไปวางระบบให้ซับซ้อนและไม่ต้องกับเจตนารมณ์จริงๆ ถ้าทำตามแนวทางที่เคยประกาศกันไว้ ก็จะทำให้สมาชิกจำนวนน้อยมากกำหนดว่าใครจะได้ลงสมัครแทนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง หรือผู้สนับสนุนพรรคทั้งจังหวัดและเขตเลือกตั้ง รวมถึงจะทำให้เกิดความปั่นป่วนในการสมัครแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะทำให้คนที่จะสมัครแบบเขตเลือกตั้งกลายเป็นตัวแทนของคนกลุ่มเล็กๆ แทนที่จะเป็นคนในระดับประเทศ
“ทั้งหมดที่เป็นปัญหาเขาไม่ได้คิดที่จะแก้ปัญหา แต่ตั้งใจให้เป็นปัญหากับพรรคการเมืองเดิม โดยเฉพาะพรรคใหญ่ เลยวางระบบไว้แบบนี้ ซึ่งการคิดจะแก้ไขและเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คสช. ไม่ได้ห่วงพรรคการเมืองเดิมแต่อย่างใด แต่เป็นห่วงพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งจะทำไม่ใช่เช่นเดียวกันกับระบบที่วางไว้ แล้วจะเกิดความยุ่งยาก จะลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่เท่าไหร่ก็ลงไม่ได้ เพราะระบบนี้ก็ไม่มีใครแน่ใจว่าจะอยู่ลำดับไหน เมื่อเจอปัญหาแบบนี้ก็ต้องแก้ไข แต่ไม่ได้แก้ให้มีผลดีกับพรรคการเมืองโดยรวม แต่เป็นการแก้เพื่อเอื้อพรรคการเมืองที่สนับสนุน คสช.” นาย
จาตุรนต์กล่าว
นาย
จาตุรนต์กล่าวถึงกระแสข่าวว่าจะมีคณะรัฐมนตรีบางท่านลาออกจากตำแหน่งแล้วไปลงเล่นการเมืองว่า เคยมีข่าวไปแล้ว ที่พยายามจะตั้งพรรคการเมืองในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถือว่าทำไม่ถูกต้อง เพราะ คสช. เคยกล่าวอ้าวว่าจะเข้ามาเป็นกรรมการ เพื่อมาปฏิรูปการเมืองให้ดี แต่สุดท้ายกรรมการที่เป็นคนกลางกลับจะลงมาเป็นผู้เล่นเสียเอง และกำหนดกติกาเอง สุดท้ายคิดว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะไม่มีความเป็นธรรม ซึ่งทางออกคือ ลดการใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และให้องค์กรอิสระมากำกับดูแลการเลือกตั้ง และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางการเมืองอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม
'อนุทิน' คาดเลือกตั้งพ.ค.62 ลั่นถ้าไม่ได้ทำนโยบาย พร้อมเป็นฝ่ายค้าน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1109815
“อนุทิน” ถาม รัฐอวดจีดีพีโต แต่ทำไมรากหญ้ายังยากจน ไม่มั่นใจ สร้างรถไฟความเร็วสูงจะคุ้มค่า เหตุคนต่างจังหวัดใช้รถยนต์มากกว่า ลั่น พร้อมเป็นฝ่ายค้านถ้าไม่ได้ทำนโยบายของพรรค บอก ใครเดาภูมิใจไทยจับมือฝ่ายใดเป็นรัฐบาล สุดท้ายอาจทายผิดหมด
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ นาย
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวในงาน
“Political Roadmap: The Election Ahead” ว่า การเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2562 เพราะไม่มีเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว เมื่อเหลือเวลาอีกไม่นาน พรรคต้องเตรียมความพร้อม สำหรับพรรคภูมิใจไทย เราไม่เคยมองใครเป็นคู่แข่ง ขอเอาทุกวินาทีมาเตรียมตัวลงเลือกตั้ง พร้อมกับคิดนโยบายที่ทำได้จริง ทำได้ทันทีดีกว่า
นาย
อนุทิน ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ภาครัฐโชว์ตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ทราบคือ ตัวเลขดังกล่าวนั้น ส่วนสำคัญเกิดขึ้นจากเม็ดเงินภาครัฐที่อัดฉีดลงไป ขอถามว่า มันลงไปถึงจุดไหน ลงไปถึงพี่น้องประชาชน คนรากหญ้าหรือไม่ ทำไมเรายังเห็นความลำบากยากจนอยู่ นอกจากนี้ ตนยังเชื่อว่าสภาวะเศรษฐกิจของไทยหลังเลือกตั้งจะยังเหมือนเดิม
“ผมไม่เคยขวางการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะที่เราสร้างอีอีซี คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีคนไทยอีก 60 – 70 จังหวัด ยังทำมาหากินลำบาก เช่นเดียวกับรถไฟความเร็วสูง มันจะคุ้มค่าจริงหรือ เพราะคนไทย โดยเฉพาะต่างจังหวัด ยังนิยมใช้รถอยู่ และการเดินทางโดยใช้รถก็ถูกกว่าการนั่งรถไฟความเร็วสูงแน่นอน” นาย
อนุทินกล่าว
ต่อกรณีการจับมือพรรคการเมืองหลังเลือกตั้ง นาย
อนุทิน ระบุว่า ประเด็นคือเรามีนโยบาย ถ้าใครจะร่วมกับเรา เขาต้องให้เราทำนโยบายด้วย ถ้าเขาไม่ให้ เราก็ไปเป็นฝ่ายค้าน
“พรรคภูมิใจไทย เดินตามรัฐธรรมนูญ หวังได้รับโอกาสเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ส่วนที่หลายคนเดาว่าพรรคเราต้องจับมือกับฝ่ายนู้นฝ่ายนี้ เป็นรัฐบาลแน่นอน ผลสุดท้าย อาจจะทายผิดหมด” นาย
อนุทินกล่าว
JJNY : 6in1 นศ.จี้เลิกกฎ/ปธ.ญาติวีรชน35ลั่นตรวจสอบ/อ๋อยชี้คลายล็อคเอื้อ/อนุทินคาดลต.พค.62/3ชม.ผ่าน3ลล./น้ำโขงยังวิกฤต
https://prachatai.com/journal/2018/08/78507
สหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาฯ ม.เชียงใหม่-แม่โจ้-ม.อ.ปัตตานี ยื่นข้อเรียกร้องให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติฯ ชี้รุกล้ำความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง ชวนถก รมว.ศึกษาฯ พรุ่งนี้ ที่ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
30 ส.ค.2561 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า วันนี้ เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. ที่ สำนักงานศึกษาธิการภาค 15 ตัวแทน สหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) สาขา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้เชียงใหม่ ยื่นข้อเรียกร้องให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา ถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านศึกษาธิการภาค 15
สนท. เรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการดังนี้
1. ขอให้ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับแก้ไขดังกล่าว
และ 2. ขอให้ความสำคัญและส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นเจ้าของชีวิต ของตน ในตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา
ทั้งนี้โปรดตระหนักว่า นักเรียน และนิสิตนักศึกษาคือผู้ที่จำต้องแบกรับผลจากการดำเนินกิจการทั้งปวง ของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ
รายละเอียดข้อเรียกร้องของ สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาฯ ระบุว่า ดังที่เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาฉบับแก้ไขตามเสนอของกระทรวงศึกษาธิการโดยมีสาระสำคัญต่างจากกฎ กระทรวงดังกล่าวฉบับก่อนหน้า 3 ประการ ดังนี้
1.ห้ามการรวมกลุ่ม มั่วสุม อันน่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือขัด ต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
2.ห้ามกระทำเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวอันไม่เหมาะสมเดิมที่ห้ามเฉพาะการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวซึ่งไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ เท่านั้น และกำหนดเพิ่มเติมห้ามกระทำการลามกอนาจาร
และ 3.ห้ามกระทำเกี่ยวกับการออกนอกสถานที่พักเพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่มอันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น เดิมห้ามเฉพาะเวลากลาง คืน
สนท. สาขามหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้เชียงใหม่ ในฐานะองค์กรกิจกรรมของ นักเรียนและนิสิตนักศึกษา เล็งเห็นว่าประกาศกฎกระทรวงกำหนดความ ประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา เป็นหนึ่งในกฎหมายที่ได้รับการแก้ไข ที่ ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 กระทรวงศึกษาธิการฉบับใหม่ที่ ครม.ให้ความเห็นชอบ ที่อยู่ ระหว่างการส่งไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาซึ่งแก้ไขจาก “มั่วสุม” เพิ่มเติมเป็น “รวมกลุ่ม” และจากเดิมที่ห้ามเฉพาะเวลา กลางคืนโดยตัดคำว่า "เวลากลางคืน" ออกเป็นการห้ามไม่จำกัดเวลาซึ่งเนื้อหาความหมายกำกวม สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นเครื่องมือสำหรับปิดกั้นสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพทางการแสดงออกของนักเรียนนิสิต นักศึกษา อีก ทั้งในพื้นที่สามจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงจะถูกดำเนินคดีได้ง่ายที่จะถูก ดำเนินผ่านกฎฯฉบับแก้ไขดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการศึกษาเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาเนื่องจากมีข้อบัญญัติซึ่งรุกล้ำความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง
ปธ.ญาติวีรชน 35 ลั่นพร้อมตรวจสอบปัญหาคอรัปชั่นของรัฐบาล
https://www.matichon.co.th/politics/news_1110152
นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชน 35 เปิดเผยว่า ตามที่นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น ออกมาให้คะแนนรัฐบาลเรื่องต่อต้านการทุจริตเต็มร้อยนั้น คณะกรรมการญาติวีรชน 35 และ ภาคประชาชน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และเห็นว่ารัฐบาลสอบตกเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น เพราะประชาชนยังคาใจปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลนี้ในหลายเรื่อง เช่น เรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังยื้อเวลาการตรวจสอบ ปัญหาการทุจริตในองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เรื่องการขุดลอกคลอง ปัญหาการทุจริตช่วยคนลำบากของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ปัญหาทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ข้อสงสัยการปัญหาทุจริตในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ปัญหาการเอื้อประโยชน์นายทุนขนาดใหญ่ ปัญหาทุจริตในร้านธงฟ้าประชารัฐขายเกินราคา ปัญหาการเอาที่ดินมักกะสันรวมเข้ากับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ปัญหาทุจริตในกองทุนอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงพลังงาน ปัญหาการซื้อหุ้นเหมืองถ่านหิน ปัญหาทุจริตโรงไฟฟ้าชีวมวลของกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการชี้แจง และแก้ไข
“ขนาดไม่มีฝ่ายค้านตรวจสอบในสภา ยังมีเรื่องมากมายขนาดนี้ หากมีการตรวจสอบ จะมีเพิ่มมากขึ้นขนาดไหน ไม่อยากให้ใช้องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นเป็นเครื่องฟอกขาวให้กับรัฐบาล เพราะในยุคข้อมูลข่าวสาร และโซเชียลมีเดีย ประชาชนทราบดีว่ารัฐบาลมีข้อสงสัยในเรื่องทุจริตอย่างไร และในเรื่องใดบ้าง การรับรองที่สวนกระแสความคิด และความรู้สึกของประชาชน จะทำให้องค์กรต่อต้านทุจริตหมดความน่าเชื่อถือ กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ภาคประชาชน และคณะกรรมการญาติวีรชน 35 จึงต้องเป็นหลักให้กับประเทศชาติ และรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชน และต้องเป็นหลักให้กับประชาชนในการตรวจสอบความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอรัปชั่นนี้” นายอดุลย์ กล่าว
'อ๋อย' ชี้คลายล็อกเอื้อพรรคหนุน คสช. ตั้งใจสร้างปัญหาพรรคเก่า ฟันธงเลือกตั้งไม่เป็นธรรม
https://www.matichon.co.th/politics/news_1109524
“อ๋อย” เชื่อ คลายล็อก เอื้อประโยชน์พรรคตั้งใหม่ หนุน คสช. ซัดแก้ไพรมารีโหวต เพื่อทำลายพรรคการเมืองเก่า เชื่อเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะไม่มีความเป็นธรรม
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงาน Thailand Focus 2018 “The Future is Now” โอกาสลงทุน ไม่ต้องรออนาคต โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะคลายล็อกให้พรรคการเมือง สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ว่า ตนคิดว่าเป็นเพียงการคลายล็อกบางเรื่อง แม้ว่าจำเป็นจะต้องทำก็ตาม แต่มีเรื่องที่สำคัญกว่า คือการทำนโยบาย ไม่ใช่จะให้ไปทำในช่วงใกล้หาเสียงเป็นไปไม่ได้ พรรคการเมืองจะต้องเตรียมทำในเรื่องดังกล่าวล่วงหน้า เพราะต้องมีการประชุมหารือกับสมาชิกพรรค และบุคคลในอาชีพต่างๆ รวมถึงรับฟังความเห็นประชาชน ดังนั้นถ้า คสช.ไม่คลายล็อกคำสั่งห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ก็จะทำในสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ จะกลายเป็นพรรคการเมืองไม่มีเวลาสื่อสารนโยบายกับประชาชน และขอย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การหาเสียงแต่เป็นการเตรียมนโยบายของพรรค
นายจาตุรนต์กล่าวต่อว่า ตนคิดว่า คสช.จะเน้นเรื่องที่จำเป็นเฉพาะพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่บางพรรค เพื่อให้พรรคเหล่านั้นทำอะไรทันในช่วงการเลือกตั้ง ดังนั้น การคลายล็อกดังกล่าวเป็นการตัดสินใจ การวางแผนกำหนดกติกา โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของ คสช.เท่านั้น และมุ่งทำให้พรรคการเมืองเก่าที่มีอยู่อ่อนแอขาดการเชื่อมโยงกับประชาชน ตนจึงมองว่าไม่ได้เป็นการปฏิรูปการเมืองอย่างที่ คสช. กล่าวอ้าง ตรงกันข้ามกลับเป็นการทำลายระบบการเมืองของประเทศไทยให้ล้าหลังและเกิดความเสียหาย
เมื่อถามถึงกรณี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ให้ยึดแนวทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เลือกสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง แทนการทำไพรมารีโหวตแบบเก่าของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายจาตุรนต์กล่าวว่า การทำไพรมารีโหวตถือเป็นความตั้งใจดี ที่ให้สมาชิกทุกพรรคที่มาจากทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไปวางระบบให้ซับซ้อนและไม่ต้องกับเจตนารมณ์จริงๆ ถ้าทำตามแนวทางที่เคยประกาศกันไว้ ก็จะทำให้สมาชิกจำนวนน้อยมากกำหนดว่าใครจะได้ลงสมัครแทนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง หรือผู้สนับสนุนพรรคทั้งจังหวัดและเขตเลือกตั้ง รวมถึงจะทำให้เกิดความปั่นป่วนในการสมัครแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะทำให้คนที่จะสมัครแบบเขตเลือกตั้งกลายเป็นตัวแทนของคนกลุ่มเล็กๆ แทนที่จะเป็นคนในระดับประเทศ
“ทั้งหมดที่เป็นปัญหาเขาไม่ได้คิดที่จะแก้ปัญหา แต่ตั้งใจให้เป็นปัญหากับพรรคการเมืองเดิม โดยเฉพาะพรรคใหญ่ เลยวางระบบไว้แบบนี้ ซึ่งการคิดจะแก้ไขและเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คสช. ไม่ได้ห่วงพรรคการเมืองเดิมแต่อย่างใด แต่เป็นห่วงพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งจะทำไม่ใช่เช่นเดียวกันกับระบบที่วางไว้ แล้วจะเกิดความยุ่งยาก จะลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่เท่าไหร่ก็ลงไม่ได้ เพราะระบบนี้ก็ไม่มีใครแน่ใจว่าจะอยู่ลำดับไหน เมื่อเจอปัญหาแบบนี้ก็ต้องแก้ไข แต่ไม่ได้แก้ให้มีผลดีกับพรรคการเมืองโดยรวม แต่เป็นการแก้เพื่อเอื้อพรรคการเมืองที่สนับสนุน คสช.” นายจาตุรนต์กล่าว
นายจาตุรนต์กล่าวถึงกระแสข่าวว่าจะมีคณะรัฐมนตรีบางท่านลาออกจากตำแหน่งแล้วไปลงเล่นการเมืองว่า เคยมีข่าวไปแล้ว ที่พยายามจะตั้งพรรคการเมืองในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถือว่าทำไม่ถูกต้อง เพราะ คสช. เคยกล่าวอ้าวว่าจะเข้ามาเป็นกรรมการ เพื่อมาปฏิรูปการเมืองให้ดี แต่สุดท้ายกรรมการที่เป็นคนกลางกลับจะลงมาเป็นผู้เล่นเสียเอง และกำหนดกติกาเอง สุดท้ายคิดว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะไม่มีความเป็นธรรม ซึ่งทางออกคือ ลดการใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และให้องค์กรอิสระมากำกับดูแลการเลือกตั้ง และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางการเมืองอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม
'อนุทิน' คาดเลือกตั้งพ.ค.62 ลั่นถ้าไม่ได้ทำนโยบาย พร้อมเป็นฝ่ายค้าน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1109815
“อนุทิน” ถาม รัฐอวดจีดีพีโต แต่ทำไมรากหญ้ายังยากจน ไม่มั่นใจ สร้างรถไฟความเร็วสูงจะคุ้มค่า เหตุคนต่างจังหวัดใช้รถยนต์มากกว่า ลั่น พร้อมเป็นฝ่ายค้านถ้าไม่ได้ทำนโยบายของพรรค บอก ใครเดาภูมิใจไทยจับมือฝ่ายใดเป็นรัฐบาล สุดท้ายอาจทายผิดหมด
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวในงาน “Political Roadmap: The Election Ahead” ว่า การเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2562 เพราะไม่มีเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว เมื่อเหลือเวลาอีกไม่นาน พรรคต้องเตรียมความพร้อม สำหรับพรรคภูมิใจไทย เราไม่เคยมองใครเป็นคู่แข่ง ขอเอาทุกวินาทีมาเตรียมตัวลงเลือกตั้ง พร้อมกับคิดนโยบายที่ทำได้จริง ทำได้ทันทีดีกว่า
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ภาครัฐโชว์ตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ทราบคือ ตัวเลขดังกล่าวนั้น ส่วนสำคัญเกิดขึ้นจากเม็ดเงินภาครัฐที่อัดฉีดลงไป ขอถามว่า มันลงไปถึงจุดไหน ลงไปถึงพี่น้องประชาชน คนรากหญ้าหรือไม่ ทำไมเรายังเห็นความลำบากยากจนอยู่ นอกจากนี้ ตนยังเชื่อว่าสภาวะเศรษฐกิจของไทยหลังเลือกตั้งจะยังเหมือนเดิม
“ผมไม่เคยขวางการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะที่เราสร้างอีอีซี คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีคนไทยอีก 60 – 70 จังหวัด ยังทำมาหากินลำบาก เช่นเดียวกับรถไฟความเร็วสูง มันจะคุ้มค่าจริงหรือ เพราะคนไทย โดยเฉพาะต่างจังหวัด ยังนิยมใช้รถอยู่ และการเดินทางโดยใช้รถก็ถูกกว่าการนั่งรถไฟความเร็วสูงแน่นอน” นายอนุทินกล่าว
ต่อกรณีการจับมือพรรคการเมืองหลังเลือกตั้ง นายอนุทิน ระบุว่า ประเด็นคือเรามีนโยบาย ถ้าใครจะร่วมกับเรา เขาต้องให้เราทำนโยบายด้วย ถ้าเขาไม่ให้ เราก็ไปเป็นฝ่ายค้าน
“พรรคภูมิใจไทย เดินตามรัฐธรรมนูญ หวังได้รับโอกาสเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ส่วนที่หลายคนเดาว่าพรรคเราต้องจับมือกับฝ่ายนู้นฝ่ายนี้ เป็นรัฐบาลแน่นอน ผลสุดท้าย อาจจะทายผิดหมด” นายอนุทินกล่าว