ผมมีเพลงนึงที่ตอนแรกฟังแล้วชอบนะ ว่าเพราะ แต่เอาจริงๆไม่ได้ตั้งใจฟังเนื้อหาเลย รู้แต่มีต้นไม้ในเพลงอ่ะ กิ่งก้านใบ อะไรสักอย่าง
หลังจากนั้นก็มีวงเอาไป cover ใหม่ แล้วเผอิญได้ฟัง ซึ่งก็พยายามนึกว่า เอ๊ะเพลงนี้คุ้นๆ ชื่อเพลงอะไร ทำให้ได้ตั้งใจฟังเนื้อเพลงตอนนั้นล่ะ
คือเพลง Stay
ซึ่งปกติใครๆก็ต้องมีเพลงที่มันตรงกับตัวเองอย่างน้อยเพลง สองเพลงแหละ
ส่วนเพลงนี้ผมฟังตอนแรก ผมก็คิดว่าใครมันจะมาเหมือนเพลงนี้นะ...
จนวันนึงผมก็พบว่า มันตรงกับตัวผมเอง
เรื่องมันนานจนผมลืมไปแล้ว จนวันที่น้องผู้หญิงที่ทำงานคนนึงมาเล่าปัญหาว่าที่บ้านไม่ปลื้มแฟน เพราะเรียนไม่จบ ปัจจุบันกำลังเรียนกศน.
มันทำให้ผมนึกถึงคนนึง...
ครั้งแรกที่พบเขา เป็นวันสงกรานต์ ตอนนั้นผมน่าจะสัก 14 -15 แหละ ก็ไปเล่นที่บ้านพี่สาว ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก
ตอนนั้นผมยังไม่รู้ชื่อเขาเลย แต่ยอมรับว่าก็ติดตา เพราะน้องเขาน่ารัก ผมว่าเขาน่าจะอ่อนกว่าผมสักปี หรือ สองปีแหละ
ด้วยวันนั้นมันคือความสนุกกับสงกรานต์ ผมแทบจำไม่ได้ว่าได้คุยกับน้องเขาหรือเปล่า อาจจะแค่สาดน้ำกันไปมาตามประสาเด็ก
ผ่านไปน่าจะสัก 2 ปี
ผมก็ไปที่บ้านพี่สาวตามปกติแหละ เพราะบ้านเราไม่ไกลกัน ก็ห็นเด็กๆ เล่นกันตามปกติ เพียงแต่ครั้งนี้น้องคนนั้นก็อยู่ด้วย
ผมก็เล่นกับพวกเด็กๆไปตามประสา น้องคนนั้นก็เข้ามาเล่นด้วย
แบบหน้าตายิ้มแย้มมาก เล่นไปสักพักน้องเขาก็มาแนะนำตัวเองเลยว่า ผมชื่อ อัฒ นะ พี่ชื่ออะไร ผมก็ตอบไป ชื่อหนึ่ง
แล้วเขาก็ถามไปเรื่อย แบบเป็นน้องของพี่... เหรอ(พี่สาวที่ผมมาบ้านเขา) เรียนที่ไหน ยังไง
สรุปว่าก็ได้รู้จักน้องอัฒ อย่างเป็นทางการ
หลังจากนั้นผมก็เริ่มมาเล่นที่บ้านพี่สาวบ่อยขึ้น (โดยมีจุดมุ่งหมาย 55)
ส่วนตัวตอนแรกผมก็ไม่ไว้ใจน้องอัฒเท่าไรนะ ถึงจะเล่นด้วยกัน เพราะสไตล์เขาจะดูเป็นเด็กเกเรนิดนึง ดูซ่าๆห้าวๆ ยิ่งผมก็ติ๋มๆหน่อยๆ ยังกลัวว่าจริงๆน้องเขาจะมาแกล้งหรือจับผมเป็นเบ๊หรือเปล่า 55
แต่พอยิ่งเล่นด้วยกันมันกลับเห็นความต่าง คือกับเด็กคนอื่นก็เล่นปกตินะ แต่กับผมเขาก็เหมือนให้เกียรตินิดนึง ไม่แหย่ไม่แซว
จนพอช่วงหลังๆ บางทีผมไปช้า ปรากฎว่าน้องอัฒเขาก็นั่งรอแหะ แถมบอกกับผมว่า นึกว่าวันนี้จะไม่มาซะแล้ว
เวลาเล่นกันมีบางครั้งที่ผมรู้สึกเขินเพราะเขาชอบหันมายิ้มให้บ่อยๆ
สักพักพ่อแม่พี่สาวเขาก็เห็นว่าเรามาบ่อย (เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน พี่สาวเป็นลูกของอา) มีอยู่วันหลังจากเล่นกันเสร็จ พ่อแม่พี่สาวเขาก็ทักว่า ระวังๆอัฒไว้นะ อย่าไปยุ่งมาก นี่ก็เรียนไม่จบ เกเร กลัวเดี๋ยวจะพาผมเสียคนไปด้วย
ผมก็ตอบรับไป แต่ในใจก็นะ ไม่เชื่อหรอก เอาจริงๆเราเล่นด้วยกัน น้องอัฒในสายตาผมก็เป็นเด็กธรรมดาคนนึงเท่านั้น
พอช่วงหลังๆผมก็ไม่ได้ไปบ้านพี่สาวเลย จนมีโอกาสวันนึงได้แวะไป ซึ่งวันนั้นฝนตกน้ำท่วม ผมก็ลุยไปแหละ แต่ตอนนั้นเหมือนผมจะถูกแม่ใช้ให้เอาของอะไรสักอย่างไปให้
พอตอนขากลับเดินออกมาจากซอย เจอน้องอัฒอยู่บนจักรยาน เขายิ้มมาให้ผมแล้วบอกว่า ไปส่งไหม ผมก็ตอบตกลงก็นั่งซ้อนจักรยานไปกับเขา
ก็คุยถามไถ่ไปบ้าง เงียบกันบ้าง จนก่อนที่ผมจะลงเขาก็พูดมาประโยคนึงว่า ถ้าไม่รู้ไปไหนมาเล่นด้วยกันก็ได้นะ
ผมก็ตอบตกลงยิ้มๆไป
แต่ก็แปลกว่าหลังจากนั้น เราแทบไม่ได้เจอกันเลย ผ่านไปสัก2-3 เดือน ผมก็พยายามไปหา แต่ก็ไม่เจอเขาแล้ว
ลองสอบถามก็ได้ข่าวไปว่า อัฒ เขาไปทำงานตอนกลางคืน
ผมได้แต่มองไปที่บ้านของอัฒทุกครั้งเวลามาบ้านพี่สาว แต่ก็ไม่ค่อยเจอเขา
ผ่านมาสักน่าจะปีสองปี ผมก็ยังไม่เจออัฒ แต่ก็ได้ข่าวว่าเขายังทำงานกลางคืนแหละ เรียนกศน.ไปด้วย และย้ายไปอยู่กับแฟนผู้หญิง ผมก็เข้าใจว่า เขาคงโตขึ้นใช้ชีวิตไปตามแบบของเขา
หลังจากนั้นผมก็ลืมเรื่องของเขาไปแล้วล่ะ
จนวันที่สำคัญวันนึงของผู้ชายทุกคน วันเกณฑ์ทหาร
ตลอดทั้งวันผมก็นั่งคอยนั่งลุ้นแหละ กังวลกับการจับใบดำใบแดง หลังจากขอผ่อนผันมา 2 ปี
วันนั้นผมก็เจอเพื่อนเก่าหลายคนนะ จนเวลาประมาณ 2 ทุ่มกว่า ที่ใกล้จะถึงเวลาจับใบดำใบแดง...
แล้วผมก็ได้ยินเสียงเรียก
พี่หนึ่งมาจับด้วยเหรอ เป็นอีกครั้งที่ผมได้เจออัฒ เขาก็มาจับใบดำใบแดงเหมือนกัน มากับเพื่อนของเขา
เขาดูโตขึ้น ผอมลง พอหลังจากเจอผม เขาก็ขอตัวจากเพื่อนแล้วมายืนอยู่ข้างๆผมตลอด ผมก็คุยถามเขาไปเรื่อย เขาเองไม่ได้เล่าอะไรมาก แม้แต่เรื่องชีวิตส่วนตัวที่เขาได้แต่ยิ้มๆ แต่ไม่ตอบอะไร แต่เขาก็บอหประมาณว่าดีใจไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีก
และเขายังคงยิ้มเหมือนตอนที่เราเคยเล่นด้วยกันครั้งนั้น
จนถึงเวลาที่เขาแยกเป็นสามกลุ่ม....
ผมไปอยู่กลุ่มแรก ส่วนอัฒผมไม่แน่ใจเหมือนเขาจะอยู่กลุ่มที่ 3 เพราะผมมองไม่เห็นเขาแล้ว
พี่ๆทหารประกาศว่าจะรับอีกประมาณ 50 คน จากตอนนี้คนเหลือประมาณ 200 กว่า อัตราตอนนั้นก็ประมาณ 1/5 ความหวังเรื่มมี
ช่วงนั้นคือลุ้นมาก ยิ่งก่อนหน้าผมนี่ ใบแดงออกบ่อย แถมตอนก่อนหน้าผม 4 คนคือ ใบดำหมด ผมนี่ตัวเย็น สั่นไปหมด
ยิ่งตอนประกาศรอยยิ้มสยองของพี่ทารพร้อมทำให้ผมลงไปกองกับพื้นถ้าผลไม่ใช่ใบดำ
แต่พอบอกว่าใบดำ เท่านั้นล่ะผมดีใจ แถมจับมือกับคนก่อนหน้าที่ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำแต่ได้ใบดำเหมือนกัน
พอเดินออกมาก็พบกับครอบครัวที่ร่วมดีใจกับผมจนตอนนั้นผมลืมอัฒไปเลยล่ะ
พอออกมาจากบริเวณที่เกณฑ์ทหารผมก็นึกแว่บได้ว่า อัฒจะเป็นอย่างไรบ้างนะ จะจับได้ใบดำหรือใบแดง แล้วเราจะได้เจอกันอีกไหม เพราะไม่ได้มีการขอข้อมูลติดต่อใดๆ
และนั้นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบกับอัฒ
เวลาผ่านมานานจนผมแทบจะลืมไปแล้วว่าผมเคยเจอเรื่องแบบนี้ด้วย
เมื่อผมนึกถึงเรื่องของอัฒได้ ผมก็เลยให้คำแนะนำน้องผู้หญิงที่ทำงานไป ประมาณว่า คนเราฐานะ การศึกษา มันบอกไม่ได้หรอกว่า คนนั้นดีไม่ดีอย่างไร ตัวเราเองเท่านั้นที่ได้รู้จักตัวตนเขาจริงๆ
แล้วหลังจากที่ผมมานั่งฟังเพลงนี้อีกครั้ง เพลงที่คิดว่ามันจะไปตรงกับใคร มันกลับมาตรงกับความทรงจำครั้งหนึ่งของผมเอง
เหมือนในเพลงแหละครับ
"เราไม่เคยจะรักกัน มีแต่วันที่อ่อนไหว ผ่านเลยไปและไม่เคยจะกลับมา
มีแต่ความประทับใจ ที่ยังคงแน่นหนา มีแต่ฝนมีแต่ฟ้าที่เช้าใจ"
ทุกวันนี้ผมยังจำภาพที่อัฒยิ้มให้ผมตอนอยู่บนจักรยานได้อยู่เลย มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบว่าเขาคิดยังไงกับเรา แค่เรารู้สึกดีในตอนนั้นก็พอแล้ว
ขอบคุณที่มาอ่านเรื่องของผมนะครับ
อย่างที่เขาว่าแหละครับ เพลงบางเพลงก็ทำให้นึกถึงบางคน
หลังจากนั้นก็มีวงเอาไป cover ใหม่ แล้วเผอิญได้ฟัง ซึ่งก็พยายามนึกว่า เอ๊ะเพลงนี้คุ้นๆ ชื่อเพลงอะไร ทำให้ได้ตั้งใจฟังเนื้อเพลงตอนนั้นล่ะ
คือเพลง Stay
ซึ่งปกติใครๆก็ต้องมีเพลงที่มันตรงกับตัวเองอย่างน้อยเพลง สองเพลงแหละ
ส่วนเพลงนี้ผมฟังตอนแรก ผมก็คิดว่าใครมันจะมาเหมือนเพลงนี้นะ...
จนวันนึงผมก็พบว่า มันตรงกับตัวผมเอง
เรื่องมันนานจนผมลืมไปแล้ว จนวันที่น้องผู้หญิงที่ทำงานคนนึงมาเล่าปัญหาว่าที่บ้านไม่ปลื้มแฟน เพราะเรียนไม่จบ ปัจจุบันกำลังเรียนกศน.
มันทำให้ผมนึกถึงคนนึง...
ครั้งแรกที่พบเขา เป็นวันสงกรานต์ ตอนนั้นผมน่าจะสัก 14 -15 แหละ ก็ไปเล่นที่บ้านพี่สาว ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก
ตอนนั้นผมยังไม่รู้ชื่อเขาเลย แต่ยอมรับว่าก็ติดตา เพราะน้องเขาน่ารัก ผมว่าเขาน่าจะอ่อนกว่าผมสักปี หรือ สองปีแหละ
ด้วยวันนั้นมันคือความสนุกกับสงกรานต์ ผมแทบจำไม่ได้ว่าได้คุยกับน้องเขาหรือเปล่า อาจจะแค่สาดน้ำกันไปมาตามประสาเด็ก
ผ่านไปน่าจะสัก 2 ปี
ผมก็ไปที่บ้านพี่สาวตามปกติแหละ เพราะบ้านเราไม่ไกลกัน ก็ห็นเด็กๆ เล่นกันตามปกติ เพียงแต่ครั้งนี้น้องคนนั้นก็อยู่ด้วย
ผมก็เล่นกับพวกเด็กๆไปตามประสา น้องคนนั้นก็เข้ามาเล่นด้วย
แบบหน้าตายิ้มแย้มมาก เล่นไปสักพักน้องเขาก็มาแนะนำตัวเองเลยว่า ผมชื่อ อัฒ นะ พี่ชื่ออะไร ผมก็ตอบไป ชื่อหนึ่ง
แล้วเขาก็ถามไปเรื่อย แบบเป็นน้องของพี่... เหรอ(พี่สาวที่ผมมาบ้านเขา) เรียนที่ไหน ยังไง
สรุปว่าก็ได้รู้จักน้องอัฒ อย่างเป็นทางการ
หลังจากนั้นผมก็เริ่มมาเล่นที่บ้านพี่สาวบ่อยขึ้น (โดยมีจุดมุ่งหมาย 55)
ส่วนตัวตอนแรกผมก็ไม่ไว้ใจน้องอัฒเท่าไรนะ ถึงจะเล่นด้วยกัน เพราะสไตล์เขาจะดูเป็นเด็กเกเรนิดนึง ดูซ่าๆห้าวๆ ยิ่งผมก็ติ๋มๆหน่อยๆ ยังกลัวว่าจริงๆน้องเขาจะมาแกล้งหรือจับผมเป็นเบ๊หรือเปล่า 55
แต่พอยิ่งเล่นด้วยกันมันกลับเห็นความต่าง คือกับเด็กคนอื่นก็เล่นปกตินะ แต่กับผมเขาก็เหมือนให้เกียรตินิดนึง ไม่แหย่ไม่แซว
จนพอช่วงหลังๆ บางทีผมไปช้า ปรากฎว่าน้องอัฒเขาก็นั่งรอแหะ แถมบอกกับผมว่า นึกว่าวันนี้จะไม่มาซะแล้ว
เวลาเล่นกันมีบางครั้งที่ผมรู้สึกเขินเพราะเขาชอบหันมายิ้มให้บ่อยๆ
สักพักพ่อแม่พี่สาวเขาก็เห็นว่าเรามาบ่อย (เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน พี่สาวเป็นลูกของอา) มีอยู่วันหลังจากเล่นกันเสร็จ พ่อแม่พี่สาวเขาก็ทักว่า ระวังๆอัฒไว้นะ อย่าไปยุ่งมาก นี่ก็เรียนไม่จบ เกเร กลัวเดี๋ยวจะพาผมเสียคนไปด้วย
ผมก็ตอบรับไป แต่ในใจก็นะ ไม่เชื่อหรอก เอาจริงๆเราเล่นด้วยกัน น้องอัฒในสายตาผมก็เป็นเด็กธรรมดาคนนึงเท่านั้น
พอช่วงหลังๆผมก็ไม่ได้ไปบ้านพี่สาวเลย จนมีโอกาสวันนึงได้แวะไป ซึ่งวันนั้นฝนตกน้ำท่วม ผมก็ลุยไปแหละ แต่ตอนนั้นเหมือนผมจะถูกแม่ใช้ให้เอาของอะไรสักอย่างไปให้
พอตอนขากลับเดินออกมาจากซอย เจอน้องอัฒอยู่บนจักรยาน เขายิ้มมาให้ผมแล้วบอกว่า ไปส่งไหม ผมก็ตอบตกลงก็นั่งซ้อนจักรยานไปกับเขา
ก็คุยถามไถ่ไปบ้าง เงียบกันบ้าง จนก่อนที่ผมจะลงเขาก็พูดมาประโยคนึงว่า ถ้าไม่รู้ไปไหนมาเล่นด้วยกันก็ได้นะ
ผมก็ตอบตกลงยิ้มๆไป
แต่ก็แปลกว่าหลังจากนั้น เราแทบไม่ได้เจอกันเลย ผ่านไปสัก2-3 เดือน ผมก็พยายามไปหา แต่ก็ไม่เจอเขาแล้ว
ลองสอบถามก็ได้ข่าวไปว่า อัฒ เขาไปทำงานตอนกลางคืน
ผมได้แต่มองไปที่บ้านของอัฒทุกครั้งเวลามาบ้านพี่สาว แต่ก็ไม่ค่อยเจอเขา
ผ่านมาสักน่าจะปีสองปี ผมก็ยังไม่เจออัฒ แต่ก็ได้ข่าวว่าเขายังทำงานกลางคืนแหละ เรียนกศน.ไปด้วย และย้ายไปอยู่กับแฟนผู้หญิง ผมก็เข้าใจว่า เขาคงโตขึ้นใช้ชีวิตไปตามแบบของเขา
หลังจากนั้นผมก็ลืมเรื่องของเขาไปแล้วล่ะ
จนวันที่สำคัญวันนึงของผู้ชายทุกคน วันเกณฑ์ทหาร
ตลอดทั้งวันผมก็นั่งคอยนั่งลุ้นแหละ กังวลกับการจับใบดำใบแดง หลังจากขอผ่อนผันมา 2 ปี
วันนั้นผมก็เจอเพื่อนเก่าหลายคนนะ จนเวลาประมาณ 2 ทุ่มกว่า ที่ใกล้จะถึงเวลาจับใบดำใบแดง...
แล้วผมก็ได้ยินเสียงเรียก
พี่หนึ่งมาจับด้วยเหรอ เป็นอีกครั้งที่ผมได้เจออัฒ เขาก็มาจับใบดำใบแดงเหมือนกัน มากับเพื่อนของเขา
เขาดูโตขึ้น ผอมลง พอหลังจากเจอผม เขาก็ขอตัวจากเพื่อนแล้วมายืนอยู่ข้างๆผมตลอด ผมก็คุยถามเขาไปเรื่อย เขาเองไม่ได้เล่าอะไรมาก แม้แต่เรื่องชีวิตส่วนตัวที่เขาได้แต่ยิ้มๆ แต่ไม่ตอบอะไร แต่เขาก็บอหประมาณว่าดีใจไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีก
และเขายังคงยิ้มเหมือนตอนที่เราเคยเล่นด้วยกันครั้งนั้น
จนถึงเวลาที่เขาแยกเป็นสามกลุ่ม....
ผมไปอยู่กลุ่มแรก ส่วนอัฒผมไม่แน่ใจเหมือนเขาจะอยู่กลุ่มที่ 3 เพราะผมมองไม่เห็นเขาแล้ว
พี่ๆทหารประกาศว่าจะรับอีกประมาณ 50 คน จากตอนนี้คนเหลือประมาณ 200 กว่า อัตราตอนนั้นก็ประมาณ 1/5 ความหวังเรื่มมี
ช่วงนั้นคือลุ้นมาก ยิ่งก่อนหน้าผมนี่ ใบแดงออกบ่อย แถมตอนก่อนหน้าผม 4 คนคือ ใบดำหมด ผมนี่ตัวเย็น สั่นไปหมด
ยิ่งตอนประกาศรอยยิ้มสยองของพี่ทารพร้อมทำให้ผมลงไปกองกับพื้นถ้าผลไม่ใช่ใบดำ
แต่พอบอกว่าใบดำ เท่านั้นล่ะผมดีใจ แถมจับมือกับคนก่อนหน้าที่ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำแต่ได้ใบดำเหมือนกัน
พอเดินออกมาก็พบกับครอบครัวที่ร่วมดีใจกับผมจนตอนนั้นผมลืมอัฒไปเลยล่ะ
พอออกมาจากบริเวณที่เกณฑ์ทหารผมก็นึกแว่บได้ว่า อัฒจะเป็นอย่างไรบ้างนะ จะจับได้ใบดำหรือใบแดง แล้วเราจะได้เจอกันอีกไหม เพราะไม่ได้มีการขอข้อมูลติดต่อใดๆ
และนั้นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบกับอัฒ
เวลาผ่านมานานจนผมแทบจะลืมไปแล้วว่าผมเคยเจอเรื่องแบบนี้ด้วย
เมื่อผมนึกถึงเรื่องของอัฒได้ ผมก็เลยให้คำแนะนำน้องผู้หญิงที่ทำงานไป ประมาณว่า คนเราฐานะ การศึกษา มันบอกไม่ได้หรอกว่า คนนั้นดีไม่ดีอย่างไร ตัวเราเองเท่านั้นที่ได้รู้จักตัวตนเขาจริงๆ
แล้วหลังจากที่ผมมานั่งฟังเพลงนี้อีกครั้ง เพลงที่คิดว่ามันจะไปตรงกับใคร มันกลับมาตรงกับความทรงจำครั้งหนึ่งของผมเอง
เหมือนในเพลงแหละครับ
"เราไม่เคยจะรักกัน มีแต่วันที่อ่อนไหว ผ่านเลยไปและไม่เคยจะกลับมา
มีแต่ความประทับใจ ที่ยังคงแน่นหนา มีแต่ฝนมีแต่ฟ้าที่เช้าใจ"
ทุกวันนี้ผมยังจำภาพที่อัฒยิ้มให้ผมตอนอยู่บนจักรยานได้อยู่เลย มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบว่าเขาคิดยังไงกับเรา แค่เรารู้สึกดีในตอนนั้นก็พอแล้ว
ขอบคุณที่มาอ่านเรื่องของผมนะครับ