บทความวันจันทร์ (27 สิงหาคม 2561) : ข้าวผัด

บทความวันจันทร์  (27 สิงหาคม 2561)
ชื่อเรื่อง   ข้าวผัด
โดย   วรา  วราภรณ์

    วันนี้เป็นครั้งหนึ่งในรอบหลายปีที่ข้าพเจ้ารู้สึกฝืดคอขณะกินข้าวกลางวัน (ขอใช้คำไทยว่า “กิน” เพราะอาจารย์ภาษาไทยเคยบอกว่าเป็นคำไทยแท้ และไม่ใช่คำหยาบ) อันที่จริงกับข้าวที่ทำเองก็ไม่ย่ำแย่ แต่เพราะก่อนหน้านั้นได้ไปบ้านของชายคนหนึ่งด้วยกิจบางอย่างอันทำให้เป็นที่มาของบทความที่ข้าพเจ้ากำลังเขียนในวันนี้

    หลายปีมาแล้วในหมู่บ้านของเราทั้งเขตที่ข้าพเจ้าอยู่และเขตติดต่อกันอีกสี่หมู่บ้านไม่มีปัญหาในการเก็บลูกมะพร้าวบนต้น เพราะว่าเรามี นายวัน (ขอเอ่ยนามโดยไม่ต้องสมมุต เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เปิดเผยได้และควรเปิดเผย) เป็นคนหนุ่มที่ปีนต้นไม้และไต่เสาสูงๆ ได้เก่งมาก เขามีรูปร่างผอมสูง เห็นชัดว่าแขนขาค่อนข้างยาวกว่าคนทั่วไป และใช้มันในการคว้า จับ เกาะ ยึด โหน ไต่ โอบ ฯลฯ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เขาจึงมีอาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับการปีนขึ้นไปตัดกิ่งไม้ และเก็บลูกมะพร้าวบนต้น รวมทั้งที่ข้าพเจ้าคาดไม่ถึงก็คือ ตามเก็บว่าวตัวโปรดที่ไปค้างอยู่ตามยอดไม้ให้เจ้าของเอาไปซ่อมแซมใหม่ และสำหรับที่บ้านข้าพเจ้า นายวันก็เคยไปตัดกิ่งไม้บนต้นที่สูงพ้นหลังคาให้ด้วย

    สิ่งที่น่าสังเกตในตัวหนุ่มคนนี้ก็คือ เขาเป็นคนที่มีพัฒนาการสมองช้า เทียบกับอายุตามบัตรประชาชนตอนนี้อายุเขา 29 ปี แต่ความคิดและพฤติกรรมหลายอย่างอ่อนกว่าวัยมากเป็นสิบปีมีคนเคยพูดให้ฟังว่าแม่ของเขาดื่มเหล้ามากตอนที่ตั้งครรภ์ วันจึงเกิดมาเป็นแบบนี้ แต่เขาก็ไม่มีพิษภัยกับใคร ทั้งยังมีรอยยิ้มอยู่เสมอคล้ายกับคนอารมณ์ดีตลอดเวลา

    หลายปีก่อน ภาพที่คุ้นตาข้าพเจ้าคือ วันไปไหนมาไหนด้วยจักรยานเก่าๆ คันหนึ่งด้วยอาการปั่นอย่างรวดเร็วมาก เคยมาเสียหลักล้มที่หน้าบ้านของข้าพเจ้าด้วยครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปช่วยเหลือ ยังไม่ทันจะสอบถามอะไรเขาก็ได้แต่หัวเราะและรีบไปต่อทันที

        เมื่อมีคนจ้างไปเก็บมะพร้าว หากเป็นงานนอกหมู่บ้าน เจ้าของงานจะต้องไปรับตัวเขามาจากบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัด ปัญหาของวันคือ การไม่จัดสรรคิวรับงาน คงเพราะข้อจำกัดด้านพัฒนาการสมองของเขา และแม่ที่ไม่ได้ช่วยจัดการอะไร ดังนั้น จึงเป็นที่เข้าใจกันเอาเองว่า ใครไปตามหรือไปรับตัวเขาได้ก่อนก็ได้เก็บมะพร้าวก่อน ส่วนค่าจ้าง ข้าพเจ้าไม่ค่อยมั่นใจว่านายวันมีค่าแรงขั้นต่ำของเขาหรือไม่ แต่ก็มักจะเป็นไปตามผู้จ้างต่อรองส่วนหนึ่ง
    
        เท่าที่ทราบ นายวันไม่เคยตกต้นไม้เลย แต่มาปีนี้เองที่สะโพกขวาของเขาหัก และขาขวาก็หักสองท่อน เนื่องจากจักรยานยนต์ของเขาที่ให้เพื่อนเป็นคนขี่แล้วตนเองนั่งซ้อนท้ายไปบวกกับรถยนต์คันหนึ่งที่แล่นออกมาจากในซอย และ จยย.คันนั้นก็คือพาหนะของวันที่ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงตนเอง แต่มันเป็นของเก่าที่อยู่นอกสารบบตัวบทกฎหมายจราจร มีบทบาทก็แค่รับใช้นายวันแทนจักรยานเท่านั้น พอเกิดเหตุเข้า ก็กลายเป็นความทุกข์ยากอันยิ่งใหญ่สำหรับเขาและแม่  
    
         นายวันเจ็บตัวตั้งแต่วันงานบวงสรวงท้าวสุรนารี เดือนมีนาคม 2561 ต่อเนื่องมาจนถึงเดือนนี้ ซึ่งจากการที่ไปเยี่ยมเขาที่บ้านเป็นครั้งแรกเมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าพเจ้าก็เพิ่งทราบว่าเขายังเดินเองไม่ได้ ต้องพึ่งไม้ค้ำยันรักแร้ทั้งสองข้าง กับจะต้องไปผ่าตัดใส่ของเทียมอะไรสักอย่างที่ในสะโพกในวันพรุ่งนี้ ณ โรงพยาบาลศูนย์ประจำจังหวัดที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านของเราไปอีกเกือบเจ็ดสิบกิโลเมตร
    
         ในเวลาอันสั้นนั้น ข้าพเจ้ายังได้ข้อมูลอีกมากมายว่าเขาใช้ชีวิตอยู่กับแม่ในบ้านไม้โทรมๆ ที่มีสภาพเหมือนห้องเก็บของมากกว่าบ้าน มุมทำกับข้าวอยู่ที่บริเวณหัวนอนมีกระทะไฟฟ้าสองใบและขวดน้ำปลาเปล่าวางเรียงรายคู่กับถุงผงชูรส มุ้งที่กางอยู่มีรูขาดอยู่ทั่วไปไม่น่าจะกันแมลงอะไรได้ ความจริงที่น่าขมขื่นคือแม่ของเขาเป็นผู้พิการทางจิต เสพติดสุรา ต้องรับยาจากโรงพยาบาลอำเภอ ขณะที่นายวันไม่เคยเห็นหน้าพ่อและไม่ได้เรียนหนังสือ มีพี่คนหนึ่งทำงานอยู่ต่างจังหวัด ยังดีที่แม่นายวันมีที่นาห้าไร่ แต่นางสุขภาพไม่ดีจึงให้น้องสาวทำนาแทน สองแม่ลูกอยู่ท่ามกลางพี่น้องแวดล้อม แต่ความเป็นอยู่ของพวกเขากับหมู่ญาตินั้นต่างกันมาก  
    
          ยามนี้อุปสรรคใหญ่หลวงของนายวันและแม่คือ ไม่มีเงิน เพราะยามปกตินายวันคือคนหาเลี้ยงแม่ พอเจ็บป่วยลูกที่อยู่ไกลก็ส่งเงินมาช่วยรักษาน้องชายงวดละหนึ่งพันบาทรวมสี่งวดแล้ว แม่ของเขานัยน์ตาหมองสีหน้าอมทุกข์ที่จะต้องเตรียมหาเช่ารถไปส่งลูกเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง ในอัตราค่าเช่าราคาถูกที่สุดคือ 800 บาท เมื่อข้าพเจ้าหันไปมองนายวัน เขาก็พยายามยิ้มให้อย่างเคย
    
          อันที่จริง ข้าพเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับเจ้าหนุ่มคนนี้เลย นอกจากเคยว่าจ้างดังที่เล่า แต่หลังจากกลับออกมาจากบ้านของเขาแล้ว ภาพชีวิตของคนทั้งคู่ก็เข้ามาเป็นเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่มอยู่ในห้วงนึก “เราจะช่วยเขาได้อย่างไรบ้าง ?”

      วันเสาร์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าใช้เวลาทบทวนปัญหาที่น่าสะเทือนใจนี้ราวครึ่งวันก่อนจะสอบถามน้องสาวว่าจะขับรถยนต์เข้าเมืองในวันพรุ่งนี้หรือไม่ ได้รับคำตอบปฏิเสธ จึงนึกขึ้นมาได้ว่าน่าจะลองสอบถามไปทาง อบต.ว่าพอจะช่วยนำคนป่วยไปส่ง รพ.ในเมืองได้ไหม เนื่องจากรู้จักมักคุ้นกับน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานพัฒนาชุมชน พอโทรไปคุยด้วย เธอก็รับทราบปัญหาและบอกว่าวันจันทร์จะสอบถามให้ คราวนี้ถ้าถูกปฏิเสธอีก ข้าพเจ้าก็คิดว่าหนทางสุดท้ายคือ ช่วยควักกระเป๋าสมทบให้ตามกำลังก็แล้วกัน
    
           ปรากฏว่า ตอนสายของวันนี้ เธอผู้นั้นก็โทรมาหาข้าพเจ้า บอกว่าขอให้นำไปบ้านของนายวันเพื่อเก็บข้อมูลและถ่ายภาพ ด้วยความรีบร้อนเพราะมีงานหลายอย่าง ประโยคหนึ่งที่เธอบอกข้าพเจ้าก็คือ “ถ้ามีคนบอก เราก็ทำเรื่องช่วยเหลือได้ แต่นี่เราไม่รู้”

              ไม่น่าเชื่อว่า ในที่สุดนายวันก็โชคดี ได้รับการยืนยันว่าจะนำตัวไปส่ง รพ.ในตัวจังหวัดโดยรถยนต์ของที่ทำการ อบต. ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกโล่งใจและดีใจกับแม่ลูกคู่นี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อเราซักถามความยากลำบากของเขากับแม่ ซึ่งข้าพเจ้าตั้งใจถามเขาตรงๆ ว่า “อดไหม ?” เขาพยักหน้าทีหนึ่ง
    
           “เมื่อเช้ากินข้าวกับอะไร ?” ข้าพเจ้าถามต่อ

          “ข้าวผัด แม่ผัดให้กิน” เขาตอบหน้าซื่อ ยิ้มละไม

          “ผัดใส่อะไรล่ะ ?”

          “ใส่ชูรสกับน้ำปลา”

         คงอีกนานกว่าที่นายวันจะกลับมาเดินเหินและปีนต้นไม้ได้เหมือนก่อน และที่ข้าพเจ้ารู้สึกฝืดคอกับอาหารมื้อเที่ยงวันนี้ก็เพราะคำตอบจากนายวันคนนี้



ที่นอนของแม่นายวัน


มุมครัวในบ้านของเขา



(ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่