เรื่องเล่า...ทองหลายไฟ

นานาสวัสดี จั่วหัวเรื่อง "ทองหลายไฟ" ฟังดูธรรมด๊า ธรรมดา แต่ อยากบอกว่า มันมีนัยยะ(ความหมาย)ซ่อนอยู่ ...
           ดอกไม้จำได้ตอนเป็นเด็กๆ แม่เคยพาเข้าร้านขายทองรูปพรรณช่วงเปิดภาคเรียน (เดาออกนะคะ ว่าไปทำไม ไปจำนำค่ะ สร้อยทองเส้นเดียว สมบัติทรงคุณค่าที่เรามีอยู่) แม่ชี้ให้ดูว่า ทองที่เขาจะรับจำนำจากเราน่ะ เขาเอาไปฉีดพ่นด้วยไฟแรงสูง เพื่อดูว่า เป็นทองแท้ไม่ใช่ทองเก๊  "ทองหลายไฟ" เป็นวลีที่แม่ผู้จบเพียง ป.4 พูดให้ข้อคิดแก่ลูกวัยทีนได้ติดตาตรึงใจ ว่าความหมายของมันมีทั้งด้านบวกและด้านลบ....และจึงเป็นที่มาของหัวเรื่องที่ว่า ทองหลายไฟ ...ก็อยากให้ใครที่ได้อ่านเรื่องราวต่อไปนี้ (เขาบอกว่า "คนแก่แล้ว  ชอบพูดถึงความหลัง" ผู้เขียนก็เริ่มเข้าสู่วัยที่เรียกได้ว่าคนแก่แล้ว ...50 อัพแล้วค่ะ  จึงอยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ที่มากกว่าลมปากที่พ่นออกมา เป็นเขียนแชร์ประสบการณ์เก่าๆ ย้อนไปสมัย 40 กว่าปีก่อน...
        
# Ep 1 ลูกแม่หม้าย เม่าแพนด้า

              ผู้เขียนเป็นลูกของแม่หม้าย  เยี่ยมซึ่งสมัยนี้เรียกหรูเชียวว่า แม่เลี้ยงเดี่ยว Single mom  ส่วนของสาเหตุของการเป็นหม้ายของแม่ คือ สามีของแม่เป็นนักเลงหัวไม้ ไปยิงคนตายเลยต้องหนีไปอยู่ที่อื่น (ไม่ได้หนีตำรวจ แต่หนีญาติคนตายกลัวเขามาฆ่าล้างแค้น 5555) ทิ้งให้แม่กับลูกสาวเล็กๆสองคนอยู่กันตามลำพัง ผู้เขียนเป็นลูกสาวคนเล็ก(ตอนพ่อหนีไป ประมาณว่า พึ่งเกิด จำสาเหตุไม่ได้แม่เล่าให้ฟัง) ดังนั้นเรื่องของแม่หม้ายลูกสอง  จึงบังเกิดเป็นตำนาน ความทุกข์ยากลำบากของผู้เขียน ที่จะขอเล่าเป็นฉากๆ ตอนๆ เท่าที่จำได้ละกัน

             ลูกฟุตบอล เฮ้ย! พ่อยิ้มมา!

             วัยทารกและเด็กประถม  ร้องไห้ ผู้เขียนเป็นลูกแม่หม้าย ซึ่งเป็นที่รู้โดยทั่วไปทั้งหมู่บ้านและเป็นที่ล้อเลียนของเพื่อนเด็กๆ ว่า "ไอ้ลูกไม่มีพ่อ" แม่ก็คงด้วยความรักลูกและคงเกลียด/เบื่อสามีนักเลงหัวไม้ แม่ก็จะคอยเป่าหูเรื่องพ่อว่า พ่อไม่ดี เล่าความร้ายกาจ และสั่งสอนไม่ให้ไปไหนกับคนแปลกหน้า คงกลัวว่าสักวันสามีจะกลับมาและพรากลูกจากอกไป (ผู้เขียนไม่เคยเห็นหน้าพ่อ ไม่เคยเรียกใครว่าพ่อ ดังนั้นคำๆนี้จึงไม่เคยอยู่ในจิตใจ ไม่เคยออกจากปากให้ใครได้ยิน แม้แต่ตัวเองจะพูดยังอายปาก) พวกเราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญ ขอบอกว่ามากกก บ้านแต่ละหลังก็จะปลูกอยู่ห่างๆ กัน  บนที่ดินแปลงใครแปลงท่าน ไม่มีถนนลาดยางมะตอยหรือแม้แต่ถนนลูกรัง ในหมู่บ้านมีถนนดินเส้นเดียวเข้าหมู่บ้าน ผงฝุ่นคละคลุ้งยามรถวิ่งผ่าน  ทั้งตำบลมีรถโดยสารคอกหมู ที่ไม่ประจำทางของกำนัน(หัวหน้านักเลง)เพียงคันเดียว ที่คอยแวะเวียนพาผู้โดยสาร สมาชิกแต่ละหมู่บ้านเข้าไปตลาด หมู่บ้านของเราจะมีคิวเข้าตลาดเดือนละครั้งก็ว่าได้ เมื่อรถมารับผู้โดยสารจะจอดรอที่หน้าวัด ใครใคร่ไปตลาด ใครใคร่ไปหาหมอ ใครใคร่ไปอำเภอ..ไป  คนก็จะไปรวมตัวรอที่นั่น รถวิ่งวันเดียว ไป-กลับ เที่ยวเดียว ดังนั้นเพื่อความคุ้มค่า ใครมีธุระอะไร ถ้าไม่เสร็จธุระ คนไม่ครบ รถจะกลับไม่ได้ ...ต้องรอกันจนมืดค่ำทีเดียว ยามแม่ผู้เขียนไปตลาดคราวใด ต้องมีญาติผู้ใหญ่มาอยู่เป็นเพื่อนจนแม่กลับถึงบ้าน
             ผู้เขียนและพี่สาวไม่เป็นไรมักจะพากันไปเล่นแถวลานวัดที่เป็นแหล่งรวมความบันเทิงของเด็กๆ ตลอดจนหนุ่มๆ สาวๆ ยามว่างจากงานในไร่ การละเล่นของพวกเด็กๆ ก็เล่นโดดยาง เล่นเตย เล่นตี่จับ เป่ายาง ส่วนหนุ่มๆสาวๆ เขาก็จะเล่นลูกช่วง เล่นรำวง ยิ้ม ชีวิตช่างสุขซะนี่กระไร ดูๆไป ยุคสมัยนั้น ชาวบ้านประชาชนประชาชีมีแค่เหนื่อยกายจากการใช้แรงงานในไร่ ไม่เห็นมีใครเหนื่อยใจหรือทุกข์ใจจากการเป็นหนี้สิน จากภาระทางสังคมเหมือนทุกวันนี้
             จำความได้วันหนึ่ง ผงฝุ่นแหวกกระจายเป็นแนว ตามหลังรถที่วิ่งเข้ามาเพี้ยนลุย เป็นรถแปลกหน้า ที่พวกเราไม่เคยเห็น วันนั้นแม่ไปไร่ หรือตลาดก็จำไม่ได้แล้ว เสียงหนุ่มวัยรุ่นทะลึ่งทะโมนคนหนึ่ง ตะโกน ฝนตกอี.......... อี.........(ชื่อเราสองคนพี่น้อง)  พ่อยิ้มมาาาาาา !!! ฝนตก เท่านั้นแหละที่เราได้ยิน สองพี่น้องตัวดำๆ มอมๆ กำลังเล่นเพลินๆ คว้าข้อมือกันหมับ กระทิงเริงร่า วิ่งเตลิดแบบไม่คิดชีวิต ไม่รู้ทิศทาง เข้ารกเข้าพง เข้าป่าเข้าไร่ เพื่อหนี  ใจคิดอย่างเดียว หนี! หนี! จะมีคนมาเอาตัวเราไปจากแม่ (ขณะเขียนเล่าไปน้ำตาไหลพราก) มารู้ตัวอีกทีอยู่กลางไร่ มองซ้ายมองขวา เห็นแต่ป่าข้าวโพด ต้องปีนขึ้นจอมปลวก ดูซ้ายดูขวา ดูทิศรู้ที่อยู่ ณ ปัจจุบัน มองเห็นวัดอยู่ไกลๆ เรามองหน้ากัน สายตาประสานกัน ไม่มีคำพูดใดๆออกมา  แต่เป็นที่รู้กันว่า เราจะยังไม่กลับบ้าน ความกลัวเข้าไปในหัวจิตหัวใจ สองพี่น้องพากันไปที่ต้นมะม่วง ปีนขึ้นไปอาศัยอยู่คาคบกิ่งไม้ ยามหิวอาหารของเราคือ มะม่วงดิบ ข้าวโพดฝักดิบ รอจนแสงตะวันลับ ความมืดโพล้เพล้คืบคลานเข้ามา เราจึงกล้าลงจากต้นไม้ และเดินกลับบ้านด้วยอาการหวาดระแวง เสียงจักจั่น เสียงหรีดเรไรช่วยปกปิดความเงียบ ใกล้ถึงบ้านเห็นแสงตะเกียง อมยิ้ม35 สองเราคนย่องๆ เข้าไป ไม่ได้กลัวถูกแม่ตี แต่กลัวคนแปลกหน้ามากกว่า ... โล่งใจ ...มองแล้ว....ไม่มีใครในบ้านนอกจากแม่ เราขึ้นไปบนบ้าน แม่ถามว่าไปไหนมา กลับบ้านจนมืดค่ำ เราเล่าให้แม่ฟัง ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามคนแม่ลูกพากันร้องให้สะอึกสะอื้น แม่ปลอบขวัญเรียกขวัญ ขวัญเอยขวัญมา คืนนั้นเรานอนกอดกันจนหลับไป...รุ่งขึ้นมาไม่รู้ว่า แม่ไปทำอะไร อย่างไร กับใคร และจากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่เคยมีใครกล้าล้อเล่น หรือหยอกเย้าสองเรา ว่า ฝนตก เฮ้ย! พ่อยิ้มมา!!!! อีกเลยยยย
             ลูกฟุตบอลนี่เป็นไฟแรกที่จำความได้ ไฟแห่งความกลัว กลัวการพลัดพรากจากแม่ ไฟจากการล้อเลียนของบุคคลอื่น ไฟที่ได้ฉีดพ่นรังสีความร้อนแรงใส่เรา แต่เราก็อยู่มาได้ ทนมาได้ ไม่ได้หลอมละลายหรือยอมพ่ายแพ้โดยที่ชีวิตของพวกเรายังไม่ได้เริ่มต้น
  
            สาวแว่น แอบคิดและพล็อตไว้  ไซบีเรียนฮัสกี้ผู้เขียนยังมีเรื่องเล่าในวัยเด็ก(ประถม) วัยเด็ก(มัธยม) วัยทำงาน และ #EP 2 แม่เลี้ยงเดี่ยว(เมื่อฟ้องหย่าสามี)อีกมากมาย ถ้ามีผู้อ่าน คอยติดตามและสนใจ อาจจะเขียนเล่าต่อเป็นตอนๆ   ไปนะคะ ขณะนี้ปวดตามากกก เพราะน้ำตาหยดรินไหลเป็นเทน้ำเทท่า...วันว่าง เวลาว่าง จะมาย้อนอดีตใหม่นะคะ ชิสุ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่