หน้าแรก
คอมมูนิตี้
ห้อง
แท็ก
คลับ
ห้อง
แก้ไขปักหมุด
ดูทั้งหมด
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
แท็ก
แก้ไขปักหมุด
ดูเพิ่มเติม
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
{room_name}
{name}
{description}
กิจกรรม
แลกพอยต์
อื่นๆ
ตั้งกระทู้
เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก
เว็บไซต์ในเครือ
Bloggang
Pantown
PantipMarket
Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
เกี่ยวกับเรา
กฎ กติกา และมารยาท
คำแนะนำการโพสต์แสดงความเห็น
นโยบายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
สิทธิ์การใช้งานของสมาชิก
ติดต่อทีมงาน Pantip
ติดต่อลงโฆษณา
ร่วมงานกับ Pantip
Download App Pantip
Pantip Certified Developer
ม ห า ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร { จ า ก พ ร ะ ไ ต ร ปิ ฏ ก }
กระทู้สนทนา
คลับ :
เล่าเรื่องภาวนา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
ทีฆนิกาย มหาวรรค
๙. มหาสติปัฏฐานสูตร (๒๒)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[๒๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่ากัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น
พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก
เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ
เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
หนทางนี้
คือ
สติปัฏฐาน
๔
ประการ
๔ ประการ เป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ ฯ
จบอุทเทสวารกถา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[๒๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
พิจารณาเห็นกายในกาย
อยู่ อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า
เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า
เมื่อหายใจออกยาว ก็ รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็ รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็ รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็ รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมหายใจทั้งปวง หายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมหายใจทั้งปวง หายใจเข้า
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า เราชักสั้น
แม้ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า
ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง
ย่อมอยู่
อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
จบอานาปานบรรพ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่าเรายืน เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน หรือ
เธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ
ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง
ย่อมอยู่
อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
จบอิริยาปถบรรพ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก
ในการทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ
ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง
ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง
ย่อมอยู่
อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
จบสัมปชัญญบรรพ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ
เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด
หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้าง เต็มด้วยธัญชาติต่างชนิดคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร
บุรุษผู้มีนัยน์ตาดีแก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วเหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ
เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด
หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง
ย่อมอยู่
อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
จบปฏิกูลมนสิการบรรพ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ แหละ ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ ตั้งอยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม
คนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ขยัน ฆ่าโค แล้ว แบ่งออกเป็นส่วน นั่งอยู่ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ ตั้งอยู่ตามปรกติ โดย ความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม
ดังพรรณนามาฉะนี้
ภิกษุย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง
ย่อมอยู่
อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
จบธาตุมนสิการบรรพ
▼
กำลังโหลดข้อมูล...
▼
แสดงความคิดเห็น
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
ม ห า ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร { จ า ก พ ร ะ ไ ต ร ปิ ฏ ก }
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ทีฆนิกาย มหาวรรค๙. มหาสติปัฏฐานสูตร (๒๒)
สมาชิกหมายเลข 4427540
มหาสติปัฏฐานสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค
มหาสติปัฏฐานสูตร ๑. กายานุปัสสนา -อานาปานบรรพ -อิริยาปถบรรพ (อิริยาบถ ๔) -สัมปชัญญบรรพ (อิริยาบถย่อย) -ปฏิกูลมนสิการบรรพ (อาการ ๓๒/กายคตาสติ) -ธาตุมนสิการบรรพ 
เพื่อนร่วมเดินทาง
คุณค่าที่ซ่อนอยู่ในพระไตรปิฎก
ผมเองมีโอกาสได้ศึกษาพระไตรปิฎกและอรรถกถาบ้าง แม้จะยังไม่ครบทุกเล่มก็ตาม แต่จากที่ได้ศึกษามา ก็ได้เห็นสิ่งหนึ่งที่อยากแบ่งปันไว้ดังนี้ (๑) พระพุทธเจ้าทรงสอนด้วยเหตุและผลทั้งหลักคำสอนที่เป็นภาคปฏิบัติแล
สมาชิกหมายเลข 9080667
๓. มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร ว่าด้วยพระมหากัจจานะแสดงเรื่องผู้มีราตรีเดียวเจริญ
ฟังคลิปนี้ พระมหากัจจายนเถระ ๑.ชีวประวัติและคติธรรม, ดร.สุภีร์ ทุมทอง-ยุวพุทธิกสมาคมฯ-๙ ส.ค.๒๕๖๓ https://www.youtube.com/watch?v=3DYDEZepVVs แล้วอาจารย์พูดถึง มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร ว่าด้วยพระมหากัจ
satanmipop
พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส.
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑. พรหมชาลสูตร ข้อที่ ๗ /๑๗.
สมาชิกหมายเลข 4128431
พระพุทธเจ้าตรัสเป็น 10 พระสูตร ให้น้อมจิตเข้าสู่ อมตธาตุ คือธรรมชาติที่ไม่ตาย ไม่ดับสูญ
พระพุทธเจ้าตรัสเป็น 10 พระสูตร ให้น้อมจิตเข้าสู่ อมตธาตุ คือธรรมชาติที่ไม่ตาย ไม่ดับสูญ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส ว่าด้วยทำบุญต้องมุ่งนิพพาน &ldq
สมาชิกหมายเลข 2748147
ม ห า ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร { จ า ก พ ร ะ ไ ต ร ปิ ฏ ก }
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ทีฆนิกาย มหาวรรค๙. มหาสติปัฏฐานสูตร (๒๒) ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่ากัมมาสทัมมะ ณ ที่
สมาชิกหมายเลข 4427540
บทสรุป เนโสหมสฺมิ(นั่นไม่ใช่เป็นเรา) แล้วเราคือ?
เนโสหมสฺมิ(นั่นไม่ใช่เป็นเรา) มสฺมิ เป็นคำที่ผสมแล้วซึ่งมาจากคำว่า อสฺมิ บทว่า อสฺมิ ได้แก่ การถือว่าเรามีอยู่ (อัสมิมานะ). ดังนั้นคำว่า อสฺมิ จึงแปลว่า (เรา) บทวิเคราะห์ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑
สมาชิกหมายเลข 4128431
สีลานุสสติ: หนทางสู่เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ (AI GENERATED)
https://www.youtube.com/watch?v=VjwHEHmnMYY การระลึกถึงศีล (สีลานุสสติ) อย่างบริสุทธิ์และต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นศีล 5, 8, หรือ 10 เป็นหนทางสำคัญสู่การบรรลุ เจโตวิมุตติ (ความหลุดพ้นแห่งจิต) และ/หรือ ปัญ
สมาชิกหมายเลข 8933017
สัตว์:..ตอนที่ 161 : พระพุทธเจ้าให้เอา..อัตตา..เป็นที่พึ่ง ถ้าอัตตา.ไม่มีแล้ว..จะปฏิบัติตามพนัดำรัจขอพระองค์ได้อย่างไร?
ท่านผู้ที่พอจะมีปัญญาบ้าง.. ท่านควรพิจารณา..นะ (ส่วนผู้อื่น..ผมไม่ได้หวัง..นะ) ว่า..ทำไม? พระศาสดาในศาสนานี้..จึงให้เอา " อัตตา..เป็นเกาะ อัตตา..เป็นที่พึ่ง " ถ้า..อัตตามันไม่มี..แล้วละก
สมาชิกหมายเลข 5449398
บนสุด
ล่างสุด
อ่านเฉพาะข้อความเจ้าของกระทู้
หน้า:
หน้า
จาก
แชร์ :
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ยอมรับ
ม ห า ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร { จ า ก พ ร ะ ไ ต ร ปิ ฏ ก }
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้