กำจัดสามจุดอ่อน Liverpool if can Cut จุดชี้วัดกับศัตรูหน้าเดิม

.         ในชั่วโมงนี้ เชื่อว่าหากให้แฟนบอลทั่วไปที่ไม่ต้องเป็นถึงระดับเกจิ อาจารย์ กูรงกูรู ลองวิเคราะห์วิจารณ์ดู ก็คงพอจะรู้เหมือนๆกันว่า จุดแข็งที่พอจะเป็นที่เชิดหน้าชูตาได้ของ ลิเวอร์พูล คือเกมส์รุก ที่เล่นได้อย่างโคตรมันสะเด็ดสะเด่า และเป็นจุดแข็งหลักที่ทำให้ลิเวอร์พูลก้าวกลับมาอยู่ในจุดที่ๆพวกเขาสมควรอยู่อีกครั้งในปีนี้ คือเป็นบิ๊กทีมที่มีสิทธิ์”ท้าชิง” จริงๆจังๆ ในปีนี้ ไม่ได้มีดีกรีเป็นบิ๊คทีม”ไม้ประดับ” ที่อาศัยเกียรติประวัติเก่าๆ มาคอยค้ำยันสถานภาพต่ออายุการเป็นทีมใหญ่ของตัวเองไว้

         เพียงแต่การที่ลิเวอร์พูลจะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ มันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนฉีกซองมาม่าใส่ชามแล้วเติมน้ำร้อน หนทางที่ว่ามันไม่ได้สำเร็จรูปปานนั้น เพราะบทสรุปของการมีแค่เกมส์รุกดีอย่างเดียว ก็คงเหมือนปีที่แล้ว คือยังทำได้แค่ลุ้นแย่งชิงพื้นที่ถ้วยยุโรปจนถึงนัดท้ายๆ ซึ่งผลก็คาดเดาไม่ได้ ถ้าหากทีมยังคงไว้ ยังคงมีข้อบกพร่อง เพราะแต่ล่ะทีมก็มีจุดแข็งของตัวเองเช่นกัน ไม่ใช่มีแค่ลิเวอร์พูลทีมีจุดแข็ง และที่สุดแล้วจุดตัดสินก็มักจะเป็น ทีมที่มีข้อบกพร่องน้อยกว่า ที่เข้าป้ายคว้าชัยหรือความสำเร็จไปได้ในที่สุด

         ซึ่งทีมที่เป็นศัตรูแย่งชิงความสำเร็จกับลิเวอร์พูล  มีแน่ๆแล้ว 19 ทีม แต่หากถามว่าศัตรูรายใด มีทีมไหนที่คนทั่วไปมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการดิ้นรนกลับมาทวงความยิ่งใหญ่บนลีคสูงสุดของประเทศตัวเอง ให้กลับทีมยักษ์ใหญ่ที่กลายเป็นยักษ์หลับมาเกือบครึ่งศตวรรษอย่าง ลิเวอร์พูล คำตอบก็ยังเป็นชื่อของ ทีมเดิมๆที่ผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ หรือเรียกได้ว่าก็ยังเป็นรายชื่อของทีมกลุ่มเดิมๆที่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาท้าทายกับทีมที่ครองบัลลังค์แชมป์ และว่ากันตามตรงในตลอด 10 ปีล่าสุด ทีมหงส์แดงเองก็แทบไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องเลยกับสิ่งที่ทีมระดับชั้นนำในลีคแย่งชิงกันอยู่นี้

         ซึ่งนั้น ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วว่า ศัตรูที่สำคัญเป็นอุปสรรคขวางกั้น ไม่ให้ลิเวอร์พูลกลับมาได้สักที นั้นไม่ใช่ แมนซิตี้ แมนยู เซลซี อาเซน่อล หรือ สเปอร์ แต่มันคือ ทีมของตัวพวกเขาเองนั้นแหละ พูดให้ชัดๆก็คือ ทีมลิเวอร์พูล เองนั้นแหละที่ดีไม่พอจะกลับมาทวงความสำเร็จ อุปสรรคที่สำคัญที่พวกเขาไม่เคยเอาชนะได้มาเกือบ 50 ปี (นับเฉพาะเกมส์ลีค) คือตัวพวกเขาเอง

         ถ้านับเฉพาะในยุคของกุนซือที่นับได้ว่า เป็นผู้สร้างความหวังให้กับแฟนๆได้มากที่สุด อย่าง เจอร์เก้น คล้อป สิ่งที่เห็นได้เด่นชัดว่าพวกเขานั้นแหละคือสาเหตุในการไปให้ถึงจุดสูงสุดไม่ได้ และเป็นผู้ขุดหลุมฝังตัวเอง คืออาการลงเล่นไปแล้วนำ 2-3 ลูกแต่ทะลึ่งปิดเกมส์เก็บ 3 แต้มไม่ได้ โดยในรายละเอียดปลีกย่อยส่วนใหญ่ในเกมส์แบบนี้ ถ้าจำกันได้ดี ก็จะรู้ว่าหลายๆประตูที่เสียให้กับคู่แข่ง เกิดจาก อาการเล่น “กาก”กันเอง ของผู้เล่นภายใน จนสุดท้ายคะแนนก็หลุดมือไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งปัญหาแบบที่ว่า ในบรรดาทีมที่คิดจะลุ้นแชมป์นั้นหาแทบไม่เจอที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ ในขณะที่ลิเวอร์พูลในยุคนี้นั้น เกิดขึ้นบ่อยจนเหมือนจนเป็น “กิจวัตร” ประจำทีม

         ดังนั้นอาการ Personal error หรือว่าความผิดพลาดส่วนบุคคล คือเรื่องแรกที่คล้อป และลิเวอร์พูล จำเป็นต้อง Cut ตัดทิ้งให้ได้หากหวังจะนำทีมปีนป่ายไปไขว้คว้าความสำเร็จในฤดูกาลนี้ หลักจากที่ทีมของตัวเองออกสตาร์ทได้ดี

         ส่วนเรื่องที่ 2 ก็เป็นเรื่องที่ถูกใช้เป็นเหตุผลในการอธิบาย หรือใช้คำที่มีแง่มุมร้ายๆจากฝ่ายที่ไม่ใช่กองเชียร์ลิวเอร์พูลว่าเป็นแค่คำ “แก้ตัว” คือเรื่อง ขุมกำลังสำรองหรือคุณภาพนักเตะทดแทนของลิเวอร์พูลไม่ดีพอที่จะกรำศึกระยะยาว ทั้งๆที่ทีมตัวจริงของพวกเขาสู้กับทีมไหนในโลกก็ได้หากผู้เล่นตัวจริงฟิตสมบูรณ์อยู่กันครบ ซึ่งในเรื่องนี้ตัวของ เจอร์เก้น คล้อปเองก็รู้ดีว่าเป็นปัญหาสำคัญ จึงได้กัดฟันทุบกระปุกทุ่มซื้อตัวผู้เล่นขนานใหญ่เพื่อมากลบปัญหานี้ และรวมไปถึงเป็นการแก้ไขปัญหาแรกไปในตัวด้วย ให้ทั้งสองปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกันนี้หายไปจากทีม

         และถึงจะดูโอเค ในตอนนี้ แม้หลายคนจะมองว่าในการแก้ปัญหา “ขุมกำลังเชิงลึก” ของคล้อปที่ทำลงไปนั้นจะดูดี เป็นที่เชื่อมั่นของแฟนบอลและนักวิเคราะห์ ว่าปัญหา “เล่นกากเอง” “ตัวสำรองทดแทนตัวจริงไม่ได้”น่าจะลดน้อยหายไปจากลิเวอร์พูล จนเวลานี้มทีมหงส์แดงถูกยกให้เป็น”ทีมเต็งสอง” ตามมุมมองสายตานักวิเคราะห์ แต่ที่สุดแล้วกว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนว่าคล้อป กลบปัญหานี้ได้จริงหรือไม่ Cut ตัดทิ้งได้จริงหรือเปล่า ก็ยังต้องใช้เวลาเป็นตัวให้คำตอบอยู่ดี

         แต่ถึงยังไม่ได้คำตอบตอนนี้ แต่ก็ถือว่าคล้อปทำได้ดี และมันก็ทำให้ลิเวอร์พูลก้าวมายืนในจุดที่ “มีความหวัง” ได้อีกครั้งซึ่งดูจะมากกว่าครั้งไหนๆด้วยซ้ำ ที่เริ่มต้นฤดูกาลไปไม่เท่าไรชื่อของลิเวอร์พูลก็ถูกเอ่ยอย่างไม่ขาดสายตามหน้าสื่อหรือจากนักวิเคราะห์

         และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของ”สภาพจิตใจของนักเตะภายในทีม”ที่ถือว่าเป็น “จุดอ่อน” ของลิเวอร์พูลชุดนี้ และดูจะมีผลสำคัญทำให้ 3 ปีของเจอร์เก้น คล้อป กับลิเวอร์พูลทำได้แค่ 3 รองแชมป์ แน่นอนว่าหากมองในภาพรวม ในเรื่องการ”ยกระดับ” หรือ “ผลประกอบการ” เจอร์เก้น คล้อป ทำในสองจุดนี้ได้ดีมากๆ จนแทบจะเรียกได้ว่า “ไร้ที่ติ” เพียงแต่ที่เขาทำไว้มันยังไม่มากพอที่ทีม จะเอื้อมมือไปคว้าโทรฟี่มาครอบครองให้ได้ก็เท่านั้นเอง

       ลองนึกย้อนไปแค่สองนัดชิงในถ้วยที่ถือว่า เป็นหน้าเป็นตา หากว่าสโมสรสามารถคว้ามาได้ อย่างการเข้าชิงชนะเลิศกับเซบียา ในถ้วย ยูโรป้า ปี 2016 หรือ การเข้าชิงชนะเลิศกับรีลมาดริดใน ucl ปีที่แล้ว บทสรุปออกมาแบบเดียวกัน คือ พลาดท่าเสียทีเพราะมี นักเตะบางคนสภาพจิตใจไม่พร้อมรับความกดดัน ”สติแตก” โมเรโน่ เคยจัดของขวัญ สมนาคุณ ให้กับเซบียาดีแค่ไหนในนัดชิงยูโรป้า คาริอุส จัดให้ รีล มาดริด ดีกว่าเป็นสองเท่า ในฐานะที่เล่นในถ้วยใหญ่กว่า

       ซึ่งว่ากันตามตรง ทั้งคู่ก็มีฝีมือฝีเท้าที่ไม่ได้เลวร้าย เหมือนเสียงวิจารณ์ตามทฤษฎี ”ล่าแม่มด”ของแฟนบอลในยุคนี้ พวกเขาแค่มีสภาวะจิตใจที่ไม่มั่นคงพอจะรับความกดดันได้ และส่งผลให้ก่อความผิดพลาดขึ้นก็เท่านั้นเอง ซึ่งผู้เล่นลิเวอร์พูลในยุคของคล้อปมที่ยังอยู่กับทีมตอนนี้ ไม่ได้มีแค่ สองคนนี้ ที่เซนซิทีปอ่อนไหวง่ายเมื่อเจอความกดดัน ไม่ว่าจะเป็น มิโญเล่ห์ มาติป ลอฟเร่น เทรน โกเมซ เฮนเดอร์สัน ไวนาดุม ลัลลาน่า ที่เอ่ยชื่อมานี้คือพวกที่เคยเห็นอาการเด่นชัด เวลาลงเล่นในยามกดดัน เพียงแต่ความผิดพลาดที่พวกเขาก่อขึ้นจากอาการ ลนลาน ประหม่า ไม่ได้ก่อความเสียหายให้กับทีม เหมือนอย่างที่สองคนแรกมทำ จึงไม่โดนโจมตีมาก(ยกเว้นลอฟเร่น ที่ยังโดนโจมตีจนถึงทุกวันนี้) เรียกได้ว่า ในทีมหลักเกือบครึ่ง ล้วนแต่ดูจะมีสภาวะจิตใจที่ไม่มั่นคงพอ หากเผชิญกับความกดดัน เป็นระเบิดเวลาที่รอแค่แต่เวลามาทำลายโอกาสและสิ่งที่ทีมคาดหวังเท่านั้น และมันก็เป็นปัญหาสำคัญของเจอร์เก้น คล้อป ที่ต้องกำจัดมันออกไปให้ได้ ไม่ว่า จะปลุกปลอบ ดุด่า ชมเชย พรรณนาสรรเสริญ ทำยังไงก็ได้ให้ลูกทีมของตนเองพร้อมที่จะเข้มแข็งรับมือกับความกดดันแบบนี้ให้อยู่ เพราะหากคิดจะก้าวขึ้นไปตามหาความยิ่งใหญ่ เรื่องของความกดดันแบบนี้ ก็ต้องถาโถมเข้าใส่แน่นอนอยู่แล้ว ดังนั้น คงไม่ดีแน่ หากคล้อป ยังแก้ให้ลูกทีมรับความกดดันที่เกิดขึ้นภายในการแข่งขันไม่ได้ เพราะสุดท้าย ทันอาจทำให้ ที่คว้ามาได้อาจเป็นแค่”ความว่างเปล่า”เหมือนเคย

       เขียนมาตั้งยืดยาวเพื่อชี้ให้เห็นว่า ศัตรูที่แท้จริงของลิเวอร์พูลในปีนี้นั้น ก็ยังเป็นทีมของพวกเขาเองนั้นแหละ เพราะอุปสรรคและปัญหาที่เอ่ยมาทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากภายในทีมทั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับทีมอื่นเลย

       เขียนมาตั้งยืดยาวเพื่อชี้ให้เห็นว่า ศัตรูที่แท้จริงของลิเวอร์พูลในปีนี้นั้น ก็ยังเป็นทีมของพวกเขาเองนั้นแหละ เพราะอุปสรรคและปัญหาที่เอ่ยมาทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากภายในทีมทั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับทีมอื่นเลย และถ้าลิเวอร์พูลกำจัดจุดอ่อนของตัวเองสามเรื่องนี้ออกไปได้ โอกาสเข้าใกล้สิ่งที่ทุกคนต้องการก็สูงขึ้น ส่วนลิเวอร์พูลจะทำได้ไหมนั้น การแก้ไขปัญหาแบบที่คล้อปทำในการเสริมตัวนักเตะในช่วงเปิดตลาดครั้งล่าสุดถูกต้องเหมาะสมกับการแก้ปัญหาแบบนี้หรือเปล่า ยังคงต้องให้โปรแกรมแข่งขันอีก 36 นัดที่เหลือเป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่ใช่ตัดสินกันแค่ 2 นัดที่ผ่านพ้นไปแล้ว
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่