เชื่อว่าเหตุการณ์ที่คนกู้เงินไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยก็คือ การที่เราหมุนเงินไม่ทันจนไม่สามารถจะจ่ายหนี้ได้ตามที่ตกลงกันไว้จนอาจจะถึงขั้นต้องถูกยึดทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่ทรัพย์สินที่จะถูกยึดโดยเจ้าหนี้ และขายทอดตลาด จะเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันในตอนขอกู้ เช่น บ้าน รถยนต์ ซึ่งหากทรัพย์ดังกล่าวไม่พอ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิที่จะยึดทรัพย์ และอายัดเงินเดือนได้ แต่ใช่ว่าเจ้าหนี้จะสามารถยึดทรัพย์สินของเราได้ทั้งหมด
วันนี้ K-Expert จึงอยากจะมาแนะนำข้อสงสัยสุดฮิตที่หลายๆ คนสงสัย เพื่อให้เพื่อนได้ใช้เป็นแนวทางในการรักษาสิทธิของตนเอง หากเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น
เจ้าหนี้ยึดทรัพย์เราได้ทั้งหมดหรือไม่?
การที่เราเป็นลูกหนี้ แล้วต้องถูกเจ้าหนี้ยึดทรัพย์ไม่ได้แปลว่าเจ้าหนี้จะสามาถยึดทรัพย์ทั้งหมดของเราได้ ซึ่งตามกฏหมายได้ให้ความคุ้มครองลูกหนี้ ในการกำหนดห้ามยึดทรัพย์ดังนี้
- เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือของใช้ส่วนตัว รวมกันไม่เกิน 20,000 บาท
- สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพ รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
- สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์จำเป็น ที่ทำหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของลูกหนี้
- ทรัพย์สินที่เป็นของส่วนตัวอย่างแท้จริง เช่น หนังสือสำหรับวงศ์ตระกูลโดยเฉพาะ จดหมาย สมุดบัญชีต่างๆ
- ทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย เช่น สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน, ที่ธรณีสงฆ์, สิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู เป็นต้น
โดยในส่วนของการยึดทรัพย์ที่สามารถยึดได้นั้นจะะเกิดขึ้น เมื่อเจ้าหนี้ส่งเรื่องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานของกรมบังคับคดี ดำเนินการยึดทรัพย์ของลูกหนี้ไปขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้เจ้าหนี้
เจ้าหนี้อายัดเงินเดือนได้มากน้อยแค่ไหน?
แม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิในการอายัดในส่วนของเงินเดือน แต่กฎหมายได้ให้ความคุ้มครองกับลูกหนี้เช่นกัน เพื่อให้ลูกหนี้มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิตประจำวัน การอายัดจึงสามารถทำได้ และทำไม่ได้ ดังนี้
- เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด ฯลฯ ที่ได้รับจากหน่วยราชการ ห้ามอายัด
- เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ เบี้ยเลี้ยงชีพตามกฎหมาย ฯลฯ ที่ได้รับจากหน่วยงานภาคเอกชน เมื่อมีการอายัด ต้องให้ลูกหนี้มีเงินใช้จ่ายไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท หรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
- เงินบำเหน็จหรือเงินชดเชยที่ลูกหนี้ได้รับจากหน่วยงานภาคเอกชน ลูกหนี้มีสิทธิในเงินส่วนนี้ไม่น้อยกว่า 300,000 บาท หรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
- เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ได้รับจากความตายของบุคคลอื่น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดูตามความจำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพ
สำหรับคนที่เงินเดือนไม่เกิน 20,000 บาทอาจจะรู้สึกว่าตนเองแม้จะโดนยึดทรัพย์ ก็ยังมีเงินเดือนให้ใช้ แต่ประวัติการชำระหนี้ที่เสียไป จะส่งผลให้การขอสินเชื่อก้อนใหม่ในอนาคตทำได้ยากนะครับ
ซึ่งหากเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้มีส่วนได้เสีย ไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานคดีกำหนด สามารถยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากที่ทราบการกำหนดจำนวนเงิน เพื่อขอให้ศาลกำหนดจำนวนเงินใหม่
แม้การถูกยึดทรัพย์จะไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นทั้งเจ้าหนี้ และลูกหนี้ แต่หากเกิดเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น การเรียนรู้สิทธิของตนเองก็จะช่วยให้เราสามารถที่จะดำรงชีวิตต่อไปได้ในอนาคต และมีโอกาสในการแก้ตัวใหม่ได้อีกครั้งครับ
เมื่อถูกยึดทรัพย์! เราทำอะไรได้บ้าง
เชื่อว่าเหตุการณ์ที่คนกู้เงินไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยก็คือ การที่เราหมุนเงินไม่ทันจนไม่สามารถจะจ่ายหนี้ได้ตามที่ตกลงกันไว้จนอาจจะถึงขั้นต้องถูกยึดทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่ทรัพย์สินที่จะถูกยึดโดยเจ้าหนี้ และขายทอดตลาด จะเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันในตอนขอกู้ เช่น บ้าน รถยนต์ ซึ่งหากทรัพย์ดังกล่าวไม่พอ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิที่จะยึดทรัพย์ และอายัดเงินเดือนได้ แต่ใช่ว่าเจ้าหนี้จะสามารถยึดทรัพย์สินของเราได้ทั้งหมด
วันนี้ K-Expert จึงอยากจะมาแนะนำข้อสงสัยสุดฮิตที่หลายๆ คนสงสัย เพื่อให้เพื่อนได้ใช้เป็นแนวทางในการรักษาสิทธิของตนเอง หากเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น
เจ้าหนี้ยึดทรัพย์เราได้ทั้งหมดหรือไม่?
การที่เราเป็นลูกหนี้ แล้วต้องถูกเจ้าหนี้ยึดทรัพย์ไม่ได้แปลว่าเจ้าหนี้จะสามาถยึดทรัพย์ทั้งหมดของเราได้ ซึ่งตามกฏหมายได้ให้ความคุ้มครองลูกหนี้ ในการกำหนดห้ามยึดทรัพย์ดังนี้
- เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือของใช้ส่วนตัว รวมกันไม่เกิน 20,000 บาท
- สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพ รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
- สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์จำเป็น ที่ทำหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของลูกหนี้
- ทรัพย์สินที่เป็นของส่วนตัวอย่างแท้จริง เช่น หนังสือสำหรับวงศ์ตระกูลโดยเฉพาะ จดหมาย สมุดบัญชีต่างๆ
- ทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย เช่น สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน, ที่ธรณีสงฆ์, สิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู เป็นต้น
โดยในส่วนของการยึดทรัพย์ที่สามารถยึดได้นั้นจะะเกิดขึ้น เมื่อเจ้าหนี้ส่งเรื่องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานของกรมบังคับคดี ดำเนินการยึดทรัพย์ของลูกหนี้ไปขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้เจ้าหนี้
เจ้าหนี้อายัดเงินเดือนได้มากน้อยแค่ไหน?
แม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิในการอายัดในส่วนของเงินเดือน แต่กฎหมายได้ให้ความคุ้มครองกับลูกหนี้เช่นกัน เพื่อให้ลูกหนี้มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีวิตประจำวัน การอายัดจึงสามารถทำได้ และทำไม่ได้ ดังนี้
- เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด ฯลฯ ที่ได้รับจากหน่วยราชการ ห้ามอายัด
- เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ เบี้ยเลี้ยงชีพตามกฎหมาย ฯลฯ ที่ได้รับจากหน่วยงานภาคเอกชน เมื่อมีการอายัด ต้องให้ลูกหนี้มีเงินใช้จ่ายไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท หรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
- เงินบำเหน็จหรือเงินชดเชยที่ลูกหนี้ได้รับจากหน่วยงานภาคเอกชน ลูกหนี้มีสิทธิในเงินส่วนนี้ไม่น้อยกว่า 300,000 บาท หรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
- เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ได้รับจากความตายของบุคคลอื่น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดูตามความจำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพ
สำหรับคนที่เงินเดือนไม่เกิน 20,000 บาทอาจจะรู้สึกว่าตนเองแม้จะโดนยึดทรัพย์ ก็ยังมีเงินเดือนให้ใช้ แต่ประวัติการชำระหนี้ที่เสียไป จะส่งผลให้การขอสินเชื่อก้อนใหม่ในอนาคตทำได้ยากนะครับ
ซึ่งหากเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้มีส่วนได้เสีย ไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานคดีกำหนด สามารถยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากที่ทราบการกำหนดจำนวนเงิน เพื่อขอให้ศาลกำหนดจำนวนเงินใหม่
แม้การถูกยึดทรัพย์จะไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นทั้งเจ้าหนี้ และลูกหนี้ แต่หากเกิดเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น การเรียนรู้สิทธิของตนเองก็จะช่วยให้เราสามารถที่จะดำรงชีวิตต่อไปได้ในอนาคต และมีโอกาสในการแก้ตัวใหม่ได้อีกครั้งครับ