โลจิสติกส์ หุ่นยนต์ คน ความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน

เมื่อต้นเดือนนี้ ธนาคารโลกได้ปรับอันดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ของไทยดีขึ้นจากเดิม 13 อันดับ จากอันดับที่ 45 มาอยู่อันดับที่ 32 จากจำนวน 160 ประเทศทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีคุณภาพโลจิสติกส์ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ ซึ่งอยู่อันดับที่ 7 สะท้อนภาพความพยายามของไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งยังคงต้องเดินหน้าพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง โดยรองนายกฯ สมคิด ได้เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศในช่วง 5 ปีจากนี้ทันที


ธุรกิจโลจิสติกส์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก เป็นผลพวงมาจากการเติบโตของธุรกิจอื่น ๆ เช่น เป็นอานิสงส์ของธุรกิจค้าขายออนไลน์ เพราะยิ่งกิจกรรมซื้อขายบนโลกออนไลน์ขยายตัวมาก ก็ยิ่งส่งผลให้ธุรกิจโลจิสติกส์และการจัดส่งสินค้าเติบโตตาม ๆ กันไป  

เรื่องนี้สอดคล้องกับทรรศนะของคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์คุณสุทธิชัย หยุ่น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า “โลจิสติกส์มีโอกาส (เติบโต) มหาศาล เพราะเมื่อขายมาก ก็ต้องผลิตมาก แล้วก็ต้องมีการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน เรือ รถยนต์ ฯลฯ และวันนี้มีการใช้เทคโนโลยี 4.0 ใช้หุ่นยนต์ ใช้เครื่องจักรทันสมัย ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น คุณภาพสูงขึ้น ต้นทุนถูกลง”

นอกจากธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีโอกาสเติบโตขึ้น ธุรกิจใหม่อื่น ๆ ก็จะเกิดขึ้นด้วย โดยจะมีการนำหุ่นยนต์มาใช้งานมากขึ้น ซึ่งเรื่องการนำเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์มาใช้งานภายในคลังสินค้าไม่ใช่คอนเซ็ปต์ใหม่ ปัจจุบันบริษัทหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศก็ใช้หุ่นยนต์ในการจัดการคลังสินค้าที่มีขนาดใหญ่ หรือการจัดการให้งานทุกขั้นตอนดำเนินไปได้อย่างอัตโนมัติ โดยการวางระบบที่ดีจะช่วยให้การจัดการขนส่งสินค้าไปยังผู้รับมีประสิทธิภาพมากขึ้น ง่ายขึ้น และรวดเร็วขึ้น


ในด้านความต้องการหุ่นยนต์ บีโอไอเผยว่า ปีนี้ประเทศไทยจะนำเข้าหุ่นยนต์อุตสาหกรรมประมาณ 7,500 ชิ้น เพิ่มขึ้น 133% จากเมื่อ 5 ปีที่ก่อน โดยจะใช้มากขึ้นเป็นพิเศษในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารสำเร็จรูป

นอกจากนั้น ภาคอุตสาหกรรมการผลิตก็ยังมีความต้องการหุ่นยนต์ด้านบริการมากขึ้นด้วย อย่างเช่น  

-    อุตสาหกรรมการแพทย์ เนื่องจากไทยตั้งเป้าขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ของเอเชีย จึงต้องลงทุนมูลค่ามหาศาลในอุตสาหกรรมการแพทย์ การพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการเปิดรับผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ ที่สำคัญไทยจำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งธนาคารโลกคาดการณ์ว่า ในปีพ.ศ. 2583 ไทยจะมีประชากรสูงวัยหรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี มากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ สวนทางกับประชากรในวัยทำงานที่จะลดลงจาก 49 ล้านคนเหลือประมาณ 40.5 ล้านคน ทำให้หลายอุตสาหกรรมต้องขาดแคลนแรงงาน หุ่นยนต์ก็จะมาทดแทนการขาดแคลนแรงงานคนในส่วนนี้ด้วย

-    ตลาดอีคอมเมิร์ซมีการขยายอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จากผู้ใช้บริการช็อปปิ้งออนไลน์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้มากขึ้น เช่น จัดการคำสั่งซื้อขาย คลังสินค้า และระบบขนส่ง ประกอบกับการสร้างโกดังอัจฉริยะมากขึ้นประมาณ 3% - 5% ต่อปี ซึ่งสามารถตรวจสอบสินค้าเข้าออกผ่านระบบออนไลน์ได้

-    อุตสาหกรรมท่องเที่ยว รายได้หลักของประเทศส่วนหนึ่งมาจากการเปิดรับนักท่องเที่ยว ปีที่แล้ว ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 35.38 ล้านคน ซึ่งหากมีการนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริการมากขึ้น รวมถึงลดอุปสรรคด้านภาษา


การเติบโตทางธุรกิจทำให้ความต้องการเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาช่วยทดแทนแรงงานคนที่กำลังจะร่อยหรอลงทุกวัน เนื่องจากอายุคนวัยทำงานที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับอัตราการเกิดที่น้อยลง โตไม่ทันใช้งานนั่นก็หนึ่ง อีกหนึ่งก็คือในอนาคต คนจะผันตัวไปทำงานด้านบริการมากขึ้น จึงทำงานด้านการใช้แรงงานน้อยลง เพราะเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยให้สะดวกสบายมากขึ้น คนไม่ต้องใช้แรงงานมากเหมือนก่อน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วงสำหรับมนุษย์

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่