ลูกสอบติดคณะที่เคยคิดว่าชอบ แต่สับสนไม่อยากเรียน ต้องให้คำปรึกษาอย่างไร??

รบกวนขอคำปรึกษาหน่อยค่ะ ตัวเจ้าของกระทู้เป็นแม่ที่เรียนจบ ปวช.บัญชี แล้วทำงานตั้งแต่อายุ 17 ส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญา ไม่เคยสอบเข้ามหาลัย จึงไม่รู้จะให้คำปรึกษาลูกสาวในเรื่องนี้อย่างไร

ขอเล่าพื้นฐานลูกสาวก่อนนะคะ ลูกเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนหนังสือ แต่ไม่ได้เคร่งเครียดอะไรมาก นิสัยร่าเริงมาก ชอบทำกิจกรรมของโรงเรียน เน้นตั้งใจเรียน ทำงานส่งให้ครบ อ่านหนังสือก่อนสอบ ไม่เคยเรียนได้ต่ำกว่า 3.5 สำหรับเรามองว่าลูกไม่ได้เป็นเด็กหัวดี แต่เรียนดีเพราะมีความตั้งใจสูง ช่วง ม. ปลาย ก็ขอไปเรียนพิเศษเองเพื่อตั้งใจสอบเข้ามหาลัยให้ได้ วิชาที่ชอบมากคือ ชีววิทยา (ชอบเรียนวิทยศาสตร์ ประเภทที่ต้องทำการทดลอง) เรียนเลขได้เกรด 4 ทุกเทอม แต่ไม่ชอบวิชาพวกคำนวณ (ตอนสอบ PAT จึงไม่สอบ PAT เลขไว้เลย) อ่อนภาษาอังกฤษ แต่พอมีฝีมือในทางวาดเขียน (เรายังเคยถามลูกว่าไม่อยากเรียนพวกสถาปัตย์ หรือมัณฑนากร อะไรพวกนี้บ้างเหรอ เห็นว่าวาดรูปได้สวยฝีมือก็พอใช้ได้ แต่ลูกเคยบอกว่าชอบวาดเฉยๆ ไม่ชอบคิดออกแบบอะไรเอง)

ในช่วงแรกที่คุยเรื่องเรียนมหาลัย ลูกอยากเรียนเกี่ยวกับวิชาที่ต้องทำงานในโรงพยาบาลเพราะเห็นว่าตัวเองชอบเรียนพวกวิทยาศาสตร์ และลูกคิดว่าเลือกเรียนสายนี้น่าจะไม่ตกงาน

เริ่มแรก ลูกสนใจเรียนเภสัช แต่มีโอกาสได้คุยกับพี่ที่เรียนจบกิจกรรมบำบัดจากมหิดล แล้วเกิดความสนใจจึงอยากเรียนคณะนี้ แต่เราไม่รู้จัก ก็คุยกันว่าจบแล้วจะทำงานอะไร แล้วมันต่างกับกายภาพยังไง ถ้าชอบเรื่องทดลองไม่เรียนพวกเทคนิคการแพทย์ล่ะ น่าจะได้ทำงานในห้องแลป แต่ลูกบอกว่าอาจจะต้องเสี่ยงกับเชื้อโรค สุดท้ายตอนสอบลูกก็เลือกเรียนเอกกายภาพบำบัด ด้วยเหตุผลที่ว่าเรียนกายภาพยากกว่ากิจกรรมฯ น่าจะต่อยอดทำอะไรได้หลายอย่าง

ก่อนจะตัดสินใจเลือกคุยกันเยอะมาก ซึ่งก็ช่วยกันหาข้อมุลว่าสาขานี้ต้องเรียนอะไรบ้าง จบแล้วทำงานอะไรบ้าง คิดสภาพการทำงานว่าต้องอยู่กับคนป่วย จะทำไหวหรือเปล่า

และในที่สุดลูกสอบติดคณะกายภาพบำบัด เอกกายภาพบำบัด ที่ มศว. ต้องไปเรียนที่ องครักษ์ทั้ง 4 ปี (มีเพื่อนจากโรงเรียนเดิมสอบติดคณะเดียวกัน 3-4 คน) เหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ลูกก็เกิดความสับสนจนเกิดความไม่อยากเรียน

ปัญหาเริ่มจาก การไปปฐมนิเทศน์ และได้ไปอยู่หอพัก 4 วัน ได้ฟังรุ่นพี่คุยเรื่องการเรียนให้ฟัง ต้องอยู่ห้องรวมกับคนที่เรียน แพทย์ เภสัช พยาบาล และมีรูมเมทที่นอนเร็ว ไม่ได้ใช้เวลาคุยเล่นเป็นกันเองอย่างที่ลูกชอบ เลยเริ่มรู้สึกอึดอัดกับการอยู่ร่วมกันคนอื่น (แต่ยังดีที่พอจะไปคุยเล่นกับเพื่อนที่ห้องอื่นได้บ้าง)

ปัญหาที่เกิดมากที่สุดคือการเรียนระบบร่างกายมมุษย์ (ที่จะต้องลงมือผ่าอาจาร์ยใหญ่ด้วยตัวเอง และต้องเรียนถึง 3 เทอม เริ่มตั้งแต่ปี 1 เทอม 1) ลูกฟังรุ่นพี่เล่าให้ฟังว่าตอนเรียนกับอาจารย์ใหญ่ต้องทำอย่างไรบ้าง ตรงนี้ลูกถึงกับนั่งน้ำตาคลอเพราะรู้สึกกลัวมาก และรู้สึกว่าตัวเองไม่น่าจะทำได้

ตอนกลับบ้านเสาร์-อาทิตย์ ลูกมากอดเราและร้องไห้ เล่าเรื่องความอึดอัดและความท้อต่อวิชาที่ต้องเรียน ทำให้เราอึ้งไปเหมือนกัน คิดว่าอ้าวทำไมลูกเป็นแบบนี้ ทุกอย่างเราไม่ได้บังคับให้ลูกเรียนหรือเลือกอะไร ก่อนจะเลือกคณะนี้ก็ศึกษาข้อมูลมาแล้ว แล้วทำไมลูกถึงเกิดอาการแบบนี้ได้ เราได้แต่สงสัยสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ปลอบแล้วให้กำลังใจลูกว่าจะทำอะไรเลือกอะไรแม่พร้อมสนับสนุน แต่ครั้งนี้ก็ต้องเอาที่เราชอบจริง ๆ สำหรับตอนนี้ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ ตอนนี้ลูกสับสนจนกระทั่งไม่รู้ว่าตัวเองชอบและอยากเรียนอะไรกันแน่

ช่วงที่คุยกันเรื่องซิ่ว ก็พยายามจะหาข้อมูลเรื่องเปลี่ยนคณะ หรือว่าจะซิ่วไปเรียนกิจกรรมบำบัด หรือ เทคนิคการแพทย์ดี แต่พอหาข้อมูลแล้วสองคณะนี้ก็ต้องเรียนผ่าอาจารย์ใหญ่ ซึ่งตอนนี้ลูกไม่มั่นใจเลยว่าจะเรียนกับอาจารย์ใหญ่ได้ เพราะในตอนแรกเข้าใจว่าการเรียนกับอาจารย์ใหญ่ ไม่ต้องลงมือผ่าเองทำเองทุกอย่าง (อันนี้เราและลูกรู้สึกผิดกันมากที่ไม่หาข้อมูลและคิดเรื่องนี้ให้ดี ๆ ก่อนตัดสินใจเลือกคณะ)

ลูกสาวเรายังร้องไห้และเครียดเรื่องที่คิดจะซิ่ว เพราะตัวลูกรู้สึกว่าทำให้แม่ต้องเสียเงิน และตัวเองก็ต้องเสียเวลา เพราะคิดไม่รอบคอบไม่หาข้อมูลไม่เพียงพอ (เราก็รู้ว่าลูกเครียดและกังวลไปหมด ก็ได้แต่ปลอบและให้กำลังใจ บอกให้ลูกลองเรียนไปก่อน 1 เทอม ถ้าไม่ไหว หรือไม่ชอบจริง ๆ ก็ค่อยมาตัดสินใจกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องอะไรทั้งนั้น)

วันนี้ลูกก็ร้องไห้อีก ตอนคุยกันช่วงพัก ตอนนี้เราเริ่มจะเครียดกับเรื่องนี้มากเลยค่ะ ไม่รู้จะให้คำปรึกษาลูกอย่างไร เรื่องซิ่วก็ไม่รู้ว่าเขาต้องทำอย่างไรบ้าง เรื่องเรียนลูกก็เกิดความสับสนในตัวเองเริ่มไม่รู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร อยากเรียนอะไร

รบกวนคนที่ผ่านช่วงนี้ไปแล้วให้คำปรึกษาเรื่องนี้ด้วยนะคะ เราจะนำข้อมูลไปให้คำแนะนำลูก และเราจะได้รู้ว่าตัวเราเองต้องช่วยสนับสนุนลูกอย่างไรบ้าง

ขอบคุณล่วงหน้าทำสำหรับคนที่ให้คำปรึกษานะคะ

ปล. ลืมไปบอกค่ะลูกสาวได้คะแนน AD ที่ประมาณ 18000 ปลาย ๆ (จำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ค่ะ)

พาพันขอบคุณพาพันขอบคุณพาพันขอบคุณ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่