Review Girl dont cry แบบคิดตามทั้งเรื่อง **spoil เยอะแยะ**

ความตั้งใจที่จะไปดู GIRL DONT CRY ตอนแรกคือมี 2 ความคาดหวัง
1 ดูแบบอยากเข้าใจน้องให้มากขึ้น
2 ดูแบบหนังให้ข้อคิดอะไรกับเรา

แต่สิ่งที่ไม่ได้คาดหวังคือ ไม่ได้หวังว่าโอชิเราจะต้องมี AIR TIME เยอะ กับ ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเห็นมุมที่ดาร์กแบบเปิดหมดเปลือกอะไรขนาดนั้น แต่เอาเข้าจริง หนังก็ไม่ได้ดาร์กอะไรเลย เป็นชีวิตการวิ่งตามความฝันของเด็กกลุ่มหนึ่งที่ต้องเจอคงามสุขความทุกข์สลับกันไปเป็นธรรมดา

สำหรับข้อ 1 ก็ไม่ผิดหวังอะไรมาก เพราะคิดมาตลอดว่าแต่ละสิ่งที่น้องทำเพราะเค้าคิดอะไรอยู่ ก็ได้คำคอบในนี้ (แต่จริงๆใน Bside หรือสัมภาษณ์รายการอื่นๆก็มีเยอะแยะกว่า) ซึ่งสำหรับเรื่องนี้คงจริงๆสุดๆ เพราะตอนที่สัมภาษณ์น้องคงไม่รู้ว่าอันไหนจะถูกตัดไปออก)

ช่วงแรก - เรื่องภาพลักษณ์ที่น้องต้องพยายามสร้างขึ้นเพื่อให้ถูกใจแฟนคลับ

- ปัญ --- เป็นเด็กที่เราเห็นว่าบุคลิกน้องมันแมน แต่บางทีก็สาว?
- ไข่มุก --- เป็นเด็กที่เราเห็นว่ามันแบ๊วแต่แรก
- ปูเป้ --- เป็นเด็กที่เราเห็นว่ามันเกรี้ยวกราด
และใครอีกหลายคนที่พยายามสร้างcharacter ทั้งที่ชีวิตปกติไม่เคยทำ แต่เพราะเงื่อนไขของวงที่ต้องทำให้ถูกใจแฟนคลับ ก็ต้องมีการสร้างภาพลักษณ์ขึ้นมา อย่างที่เพลงว่าแหละ "รู้ทั้งรู้ว่าเค้าใช้อะไรตัดสินใจ ต้องน่ารักใช่มั้ยที่ใครเค้าคิดกัน"

Part นี้ ชอบมาก เพราะมันคือด่านแรกของความพยายามนอกเหนือจากเรื่องร้องเต้น ได้เห็นน้องที่พยายามทำทุกอย่าง อย่างปูเป้ ที่ตอนนั้นใครบอกให้ทำอะไรก็ทำไปก่อน และตอนหลังมาคลี่คลายลงได้ตรงที่น้องได้เรียนรู้เอง ว่าสุดท้ายเราคงไม่สามารถทำให้ใครพอใจเราได้หมดทุกคน สุดท้ายแล้วที่เราทำทั้งหมดมันก็คือเป็นตัวเราทั้งหมดนั่นแหละ แต่เป็นแบบที่เราชอบตัวเองรึเปล่า
ในส่วนของเราเองก็เข้าใจน้องมากขึ้นที่ทุกอย่างทำไปมันไม่ใช่การแอ๊บแบ๊ว ไม่ใช่การเฟค แต่น้องมันมีเหตุผล มีความกดดันที่ทำให้ต้องยอมทิ้งความเป็นตัวเอง เพียงเพื่อให้พวกแฟนคลับมีความสุข และเพื่อความอยู่รอดต่อไปในวง นึกถึงถ้าเป็นเราก็คงไม่ได้มีความสุขที่ต้องทำ แถมยังมาโดนด่า โดนคอมเม้นท์อีก

ช่วง2 - การแข่งขัน การติดเซ็มบัสสึและการเป็นอันเดอร์เกิร์ล
Part นี้เราพยายามดูให้มันเป็นโลกของการแข่งขันทั่วไปที่ไม่ใช่เฉพาะในวง bnk คือมีผู้ถูกเลือก และผู้ที้ไม่ได้ถูกเลือก
ช่วงยังไม่ถูกเลือก ทุกคนก็จะเต็มไปด้วยความสับสนว่าจะเป็นยังไง ใครจะถูกเลือก ทำยังไงจะถูกเลือก ช่วงนี้ก็ขอมอบ MVP ให้กับปูเป้ไปเลย เพราะความเล่าเรื่องที่เครียดให้กลายเป็นเรื่องตลก กับอีกมุมที่ชอบคือ ที่ไข่มุกบอกว่า คนภายนอกจะบอกว่าวงอเไรมีเยอะจังตั้ง 16 คน แต่สำหรับน้องคือ มี 30 คนแต่ถูกเลือกมา 16 คนเองมันน้อยนะ

ช่วง3 - ตัวtop & under
Part นี้ทำให้เรานึกย้อนไปถึงสมัยเด็กที่เวลามีงานแสดง เช่น เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ถือป้าย แสดงบนเวที ไรงี้ มันจะมีเด็กบางคนที่โดนเลือกตลอด กับเด็กบางคนที่อยากทำแต่ไม่ถูกเลือก เราเข้าใจทั้งฝั่งตัวtop และunder เลยนะ เพราะบางทีในชีวิตจริงก็มีทั้งช่วงที่เราถูกเลือกและไม่ถูกเลือก ฝั่งที่ไม่ถูกเลือกก็มักจะดูน่าสงสารกว่ากว่าฝั่งที่ถูกเลือกเสมอ แต่ใครเลยจะรู้ว่าผู้ที่ถูกเลือกก็มีอีกมุมหนึ่งที่กดดันและมีเรื่องให้หนักใจไม่แพ้กัน

ชอบที่สุดคือที่น้องบอกว่า การเป็นคนที่ไม่มีใครเห็นมันน่ากลัว - จริง ลองเทียบดูสมมติว่าเราคือคนที่ขึ้นมาบนเวทีแล้ว แต่ไฟมันไม่จับที่เรา สู้เราไม่ขึ้นเวทีแต่แรกเลยดีกว่า คล้ายๆตอนที่เรากำลังจะสอบ คนที่อ่านหนังสือไปสอบแต่ได้คะแนนน้อย เทียบกับคนที่ไม่อ่านไปแล้วได้คะแนนน้อย คนที่อ่านย่อมรู้สึกเจ็บกว่า เพราะได้พยายามแล้ว แต่ผลลัพธ์มันไม่สำเร็จ แต่เด็กพวกนี้คือใจสู้มาก ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้แต่ขอแค่ได้พยายามและยังคงพยายามต่อไป พี่ก็นับถือพวกแกมากแล้ว
PART นี้แอบช็อคนิดหน่อยกับภาพจิ๊บที่ซ้อมอยู่ข้างเวทีกับคนอื่นด้วย ทั้งที่ตัวเองไม่ติดเซ็ม นับถือใจน้อง

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

สุดท้ายหนังจะจบแต่คงไม่จบ เพราะชีวิตน้องยังต้องก้าวต่อไปอีกนาน และคงมีต่ออีกหลายภาค ส่วนตอนหลัง END CREDIT  ก็ไม่มีไรมาก คือมีรุ่น 2 มาละก็จบ คงมีภาคต่อ

รวมๆแล้วเราชอบมาก รู้สึกนั่งดูไปได้เรื่อยๆเลยขอแค่ให้น้องมันมานั่งพูดให้เราฟัง สรุปคือ ถ้าใครเป็นโอตะก็ควรดู ส่วนใครไม่ได้เป็นโอตะก็ดูได้ แต่อย่าคาดหวังอะไรมากมาย เพราะเดี๋ยวจะดูไม่สนุก เช่นว่า ทำไมโอชิฉันแอร์ไทม์น้อย ทำไมมีแต่เด็กมาพูดๆๆ ก็นั่นแหละ มันคือสารคดี จะให้มาไล่ยิ่ง หรือดราม่ากุ๊กกิ๊ก ก็คงไม่ใช่ เอาหล่ะ จบ ใครคิดเห็นยังไงก็แชร์กันได้เลย
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่