สาวแบงก์ปากโป้ง บอกข้อมูลเหยื่อบิตคอยน์ เผยผู้เสียหายวัยแค่ 22 ปี สะสมบิตคอยน์กว่า 10 ปี จนร่ำรวย


ขบวนการต้มตุ๋น นายอาร์นี ออตตาวา ซาอ์ริมาอ์ ชาวฟินแลนด์
นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของ นายบูม ดาราหนุ่ม เป็นหัวหน้าขบวนการ
และเป็นคนที่คิดกลโกงขึ้นมาทั้งหมด โดยก่อนหน้านี้ นายปริญญา
มีความสนิทสนมกับพนักงานหญิงของธนาคารพาณิชย์คนหนึ่ง โดยพนักงานคนนี้
ได้ให้ข้อมูลกับ นายปริญญา ว่า นายอาร์นี ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มวัยเพียง 22 ปี
แต่มีเงินเหรียญบิตคอยน์อยู่จำนวนมหาศาล เพราะเริ่มลงทุนซื้อเงินสกุลบิตคอยน์
เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ในราคา 1 เหรียญบิตคอยน์ต่อ 20 ดอลลาร์เท่านั้น จนทำให้ นายปริญญา
พยายามตีสนิทกับวัยรุ่นชายชาวฟินแลนด์คนนี้ จากนั้น ได้หาโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ
เพื่อขอพบกับ นายอาร์นี และสร้างความน่าเชื่อถือควบคู่ไปด้วย และด้วยความที่ นายปริญญา
มีความช่ำชองในการทำธุรกิจ และมีความรู้เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก จึงทำให้ นายอาร์นี
เหยื่อชาวฟินแลนด์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจมาก่อน เกิดความหลงเชื่อ
นำเงินสกุลบิตคอยน์ที่สะสมไว้มาร่วมลงทุนด้วยในที่สุด

จากการแกะรอยเส้นทางทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหา พบว่า
หลังจากมีการรับโอนเงินสกุลบิตคอยน์จากผู้เสียหายแล้ว นายปริญญากับพวก
ได้มีการทยอยขายเงินอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวออกไป และเมื่อได้เงินมาแล้ว
ได้มีการถอนเงินออกจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ไปเข้าบัญชีของธนาคารพาณิชย์
ที่เปิดรองรับไว้ ซึ่งพบว่า
1.นายปริญญา จารวิจิต อายุ 35 ปี พี่ชายนายบูม
ได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 111,938,265 บาท

น.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิต
อายุ 32 ปี ผู้ต้องหา พี่สาวนายบูม
โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 140,184,665 บาท

นายจิรพัชพิสิษฐ์
โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 21,687,603 บาท

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้เข้าข่ายกระทำความผิด ที่ร่วมโอนเงินจำนวนดังกล่าว
ที่ฉ้อโกงมาได้จากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์อีก 4 คน ประกอบด้วย
นาย ธ. ญาติของ นายจิรพัชพิสิษฐ์ ได้โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำนวน 3 บัญชี
รวมเป็นเงิน 146,309,884 บาท

นาย ช. ผู้ใกล้ชิดกับ นายปริญญา
โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย และบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์
รวมเป็นเงิน 162,994,510 บาท

นายชัช
ได้โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย และบัญชีธนาคารกรุงเทพ
รวมเป็นเงิน 96,125,883 บาท

นาย ป.
เจ้าพ่อและผู้กว้างขวางของตลาดหลักทรัพย์เมืองไทย

ได้โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย และบัญชีธนาคารกรุงเทพ
รวมเป็นเงิน 66,542,948 บาท

ทั้งนี้ รวมเงินที่โอนจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ไปเข้าบัญชีธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งหมด
745,783,761 บาท จากจำนวนที่ผู้เสียหายแจ้งความไว้ 797,408,454.33 บาท

อือออออหือออ ทำกันเป็นขบวนการเลยทีเดียว

Source : https://mgronline.com/crime/detail/9610000079880

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่