การแทรกซึมของกองกำลังติดอาวุธบริเวณหมู่เกาะซูลูทางใต้ฟิลิปปินส์ ง่ายกว่าชายแดนทางใต้ของไทยอย่างไร

กระทู้คำถาม
บริเวณหมู่เกาะซุลู  เป็นบริเวณที่นักรบญิฮัดจาก มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศมุสลิมจากตะวันออกกลางอื่น ๆ สามารถ แทรกซึมส่งกองกำลังและอาวุธไปสมทบยังด้านตะวันตกของเกาะมินดาเนา สร้างปัญหาให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ในการปราบปรามขบวนการก่อการร้าย แบ่งแยกดินแดนเป็นอย่างมาก

เดิมฟิลิปปินส์ ก็มีกฎหมายให้อิสระในการปกครองตนเองของมุสลิมโมโร ที่เรียกว่า เขตปกครองตนเองในมินดาเนามุสลิม(ARMM) ที่ออกมาตั้งแต่ สิงหาคม 1989 หรือเมื่อ 29 ปี ที่แล้ว สมัยประธานาธิบดีคอราซอน อาคิโน เพื่อต้องการให้เกิดสันติภาพด้วยการแลกเปลี่ยนให้มุสลิมมีอิสระในการปกครองตนเองระดับหนึ่ง แลกกับการที่กลุ่มติดอาวุธ ยอมวางอาวุธ โดย ARMM ประกอบด้วย 5 จังหวัด ประชากร 3.8 ล้านคน มีขนาดพื้นที่ 12,500 ตร.กม. (ถ้าเทียบกับพื้นที่ของไทยโดยที่ไม่นับทะเลก็ใกล้เคียงกับพื้นที่รวมของจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และอำเภอจะนะ ของจังหวัดสงขลา)

แต่ความคาดหวังที่จะเกิดสันติภาพนั้นไม่เกิดขึ้นจริง ยังมีการสู้รบ ก่อการร้าย มาโดยตลอด โดยนักรบมูจาฮิดีน และอาวุธยุทโธปกรณ์ สามารถแทรกซึมไปจากดินแดนของมาเลเซีย และ อินโดนีเซีย เข้าไปยังฟิลิปปินส์

จนทำให้มีการเจรจาสันติภาพอีกครั้งในปี 2014 เพื่อสร้างเขตปกครองตนเองใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมที่ชื่อว่า Bangsamoro สมัยประธานาธิบดี เบนิโญ อาคิโน แต่กฎหมายไม่ผ่านสภา

จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวัน 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลฟิลิปปินส์ยอมผ่านกฎหมาย Bangsamoro Organic Law (BOL) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ทำกับกลุ่มติดอาวุธมุสลิม Moro Islamic Liberation Front (MILF) และกลุ่ม Moro National Liberation Front (MNLF) ที่นำโดย Muslimin Sema

โดยสาระสำคัญของกฎหมายนี้คือ ตั้งเขตปกครองตนเองของมุสลิมโมโรขึ้นใหม่ชื่อว่า Bangsamoro (แปลว่า ประเทศโมโร) ซึ่งมีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าของ เขตปกครองตนเองในมินดาเนามุสลิม(ARMM) เดิม และขยายอำนาจในการบริหารมากกว่าเดิม มีการนำกฎหมายชาริอะห์มาบังคับใช้ ตั้งศาลชาริอะห์ กำหนดหลักสูตรการศึกษาเอง ภาษีที่เก็บได้ในเขตนี้ 75% เก็บไว้ใช้เอง แล้วได้งบประมาณจากรัฐบาลกลางฟิลิปปิสน์ 5% ของรายได้ หรือ ราวปีละ 60,000 ล้านเปโซ

ความเป็นอิสระที่เพิ่มขึ้นของ Bangsamoro นี้ ทางรัฐบาลของประธานาธิบดี ดูเตอร์เต ต้องการแลกมาด้วยการปลดอาวุธของกองกำลังติดอาวุธ ที่ฝ่ายกลุ่มมุสลิมโมโร อ้างว่า มีถึง 30,000 คน

ทั้งนี้ทั้งฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่าย MILF ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ครั้งนี้จะทำให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริงในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ เสียที

สำหรับเขตที่เพิ่มขึ้นของ Bangsamoro ใหม่จะเป็นเท่าไหร่นั้น ต้องรอการลงประชามติของประชาชนในพื้นทีอีกครั้ง ซึ่งมันก็มีความขัดแย้งอยู่ที่ บางหมู่บ้าน บางเมืองนั้น ขึ้นอยู่กับจังหวัดและเขาต้องการให้โหวตทั้งจังหวัด ไม่ใช่ให้คนแค่พื้นทีหมู่บ้าน หรือเมืองนั้นโหวต เท่านั้น ส่วนลักษณะรูปแบบของการปกครองของ Bangsamoro นั้นคล้าย ๆ กับรัฐ ๆ หนึ่งของมาเลเซีย

สำหรับตัวผมเอง ผมไม่คิดว่าข้อตกลงสันติภาพ Bangsamoro ครั้งนี้จะก่อให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริงแต่อย่างใด มันก็อีหรอบเดียวกับตอนตั้ง ARMM เมื่อ 29 ปี ที่แล้วนั่นแหละ

เพราะกลุ่มมุสลิมก่อการร้ายในภาคใต้ฟิลิปปินส์ มีหลาย 10 กลุ่ม ไม่ได้ขึ้นต่อกัน บางทีรบกันเอง บางทีก็เป็นพันธมิตรกัน พวกนักรบที่ติดอาวุธก็ย้ายข้างไปตามผลประโยชน์ที่จะได้ โอกาสที่พวกนี้จะวางอาวุธ นั้นมีน้อย นอกจากนั้น กลุ่มมุสลิมโมโร ต้องการพื้นที่ปกครองตนเองถึง 13 จังหวัด ไม่ใช่ 5 จังหวัดอย่างในปัจจุบัน อีกทั้งการก่อการร้ายก็เกิดไปทั่วเกาะมินดาเนาของฟิลิปปินส์ แม้ว่าด้านตะวันออก จะไม่รุนแรงเท่าด้านตะวันตกก็ตาม การก่อการร้ายมีเลยถึงเกาะเซบู ด้วย ถ้ามุสลิมไม่ได้ปกครองมินดาเนาทั้งหมด   สันติภาพก็คงไม่เกิดขึ้นจริงแน่

นอกจากนั้น ถ้าการโหวตแล้วพื้นที่นั้นต้องอยู่ภายใต้การปกครองของพวกมุสลิมโมโร ที่จะใช้กฎหมายอิสลามปกครอง แล้วพวกคริสต์ หรือ ชนเผ่าอื่น ๆ จะอยู่ได้อย่างไร จู่ ๆ ก็กลายเป็นประชาชนชั้นสองไปเสียแล้ว จากเดิมที่อยู่ภายใต้รัฐบาลฟิลิปปินส์นั้น ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่