มิตรภาพ
ก่อนอื่นขอเริ่มบอกก่อนเลยว่าผมขอเล่าเพียงบางส่วนของการเดินทางครั้งนี้ในมุมมองของผมนะครับ เพราะว่าการเดินทางครั้งนี้ผมไปในช่วงตรุษจีนซึ่งเป็นช่วงเวลาเฉลิมฉลองของที่นั่น ทำให้ไม่ค่อยได้เดินทางไปข้างนอกมากเท่าไหร่ แต่นั้นก็ทำให้ผมได้เห็นเรื่องราวในอีกแง่มุมนึงจากการเดินทางนี้ครับ
การเดินทางครั้งนี้ของผมเริ่มมาจากการที่ผมได้นั่งกินข้าวกับน้องที่สนิทกันที่ร้านของผม (น้องคนนี้เป็นชาวจีนแถบ inner mongolia ชื่อว่า lixin) เราคุยกันเรื่องทั่วๆไปจนมาถึงเรื่องการท่องเที่ยว ซินลี่เลยชวนผมไปเที่ยวมองโกเลียในช่วงตรุษจีน ซึ่งผมก็ตอบรับคำชวนนั้นทันที (ดูเหมือนใจง่ายนะ แต่ใครชวนผมไปเที่ยวที่แปลกๆผมไปหมดแหละครับ)
ในวันเดินทางเนื่องจากมันเป็นช่วงตรุษจีน ซินลี่เลยเดินทางพร้อมกับครอบครัวไปล่วงหน้าผมหลายวัน เพราะผมโดดงานไม่ได้นานเท่าเค้า ผมมีเพื่อนร่วมเดินทางอีกคนนึงซึ่งเป็นน้องรักที่ฟังผมโม้เรื่องการเดินทางมาเยอะเลยขอเดินทางไปด้วย ทำให้นี่เป็นการเดินทางที่ผมมีผู้ร่วมทางซึ่งร่วมกันรับเคราะห์กับผมด้วย
การเดินทางไป ทงเหลียว ชื่อเมืองหลวงของมณฑล inner mongolia จะต้องเดินทางจากไทยไปลงที่ปักกิ่งก่อนแล้วต่อเครื่องบินไปอีกสองชั่วโมง โดยตอนเช็คอินผมถามที่เคาเตอร์สายการบินไปแล้วว่ากระเป๋าผมเช็คทรูเลยใช่ไหม เค้ายืนยันกับผมว่าใช่ผมก็เลยสบายใจ (ในตอนนั้น) ว่าระหว่างรอต่อเครื่องประมาณ 5 ชั่วโมงผมจะสามารถเข้าไปเที่ยวในปักกิ่งก่อนได้สบายๆ พอเครื่องบินไปถึงผมก็จัดการซื้อตั๋วรถไฟเข้าไปเดินเล่นในเมือง ซึ่งอากาศตอนนั้นประมาณ -5 สำหรับผมแล้วใช้เสื้อกันหนาวบางๆตัวนึงก็พอ ผมเลยไม่ไดสนใจจะหยิบอุปกรณ์กันหนาวอื่นๆออกมาจากกระเป๋าเลย
ผมเข้าไปเดินเล่นในปักกิ่งเสร็จแล้วก็กลับมาขึ้นเครื่องต่อไปที่ทงเหลียวเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ความซวยของผมก็บังเกิดขึ้นเพราะว่ากระเป๋าเดินทางของผมกับน้องไม่มาด้วยครับ ตอนนั้นที่ทงเหลียวประมาณ -15 องศาและมีลมนิดหน่อย ผมถามสายการบินได้คำตอบมาว่าผมไม่ได้ลากกระเป๋ามาวางสายพานภายในประเทศ ทำให้กระเป๋าผมจะมาถึงช้าไป 1 วัน ตอนนั้นผมก็คิดว่าคงไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มาเอาก็ได้ อากาศหนาวขนาดนี้คงไม่มีเหงื่อหรอก แล้วผมก็เลยไปงานเลี้ยงที่ซินลี่และเพื่อนๆของเค้าเตรียมต้อนรับไว้ (สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับเมืองจีน ก่รเลี้ยงต้อนรับหมายถึงการกินเหล้าแบบชนกันเหมือนเด็กมหาลัยจนมีคนสลบไปนั่นแหละครับ)
ในงานเลี้ยงของคืนแรก เน้นว่าคืนแรกนะครับ เพราะว่าเลี้ยงกันทุกคืน ผมได้เจอคณะของคนไทยซึ่งคือภรรยาของซินลี่ พี่หนุ่ม (ขอเอ่ยชื่อนะครับ) ที่เป็นนักหนังสือพิมพ์ของ bangkok post ที่เป็นคนถ่ายรูปสวยๆในทริปนี้ ถ้าใครเห็นว่ารูปไหนสวยๆในรูปที่ผมโพสท์ไปก่อนหน้านี้คือรูปที่พี่หนุ่มถ่ายนะครับ (ผมไม่มีปัญญาถ่ายได้แน่นอน แค่จะถ่ายรูปไม่ให้เบลอยังทำไม่ค่อยได้เลย) และเพื่อนๆอีกสามคน (เอส แมกซ์ และแบงค์) รวมเป็นมีคนไทยร่วมเดินทางทั้งหมด 7 คนครับ โดยการต้อนรับของวันแรกเป็นการนำหมู 1 ตัวมาทำอาหารต้อนรับเราครับ แต่จริงๆแล้วไม่ค่อยได้กินหรอกครับ เพราะเพื่อนของซินลี่มาประมาณ 20 คนและชนเราตลอดเวลา และค่ำคืนของวันแรกก็จบลงแบบที่พอจะคาดเดาได้ สำหรับคนที่ไปเมืองจีนบ่อยๆแบบผม ผมมีวิธีเอาตัวรอดอยู่แล้วครับ แต่ไม่ใช่สำหรับน้องผม (แอบตลกมันนิดๆ แต่ต้องปล่อยให้ลองเองจะได้มีภูมิ)
วันรุ่งขึ้นการท่องเที่ยวของเราส่วนใหญ่อยู่ในวันนี้นี่แหละครับ ตอนเช้าเป็นการเดินทางไปเที่ยวในทะเลทรายใช้เวลาเดินทางจากในเมืองไปถึงทะเลทรายโกบีประมาณ 2 ชั่วโมง ตอนแรกผมก็ได้รู้หรอกครับว่าการไปเที่ยวทะเลทรายคืออะไร แต่พอไปถึงผมรู้เลยว่ามันคือการเล่นเครื่องเล่นแบบนึงโดยใช้รถขับเข้าไปในทะเลทรายที่เป็นเนินทรายแล้วก็ทิ้งรถลงมา อารมณ์เหมือนนั่งรถไฟเหาะแบบไม่มีที่จับน่ะครับ อย่างที่บอกไปตอนแรกครับ นี่คือช่วงตรุษจีนจริงๆแล้วที่นี่มันปิดครับ แต่เพื่อนของซินลี่สั่งให้เปิดให้พวกผมเล่น และยังให้นักขับที่เพิ่งได้แชมป์โลกมาขับให้ด้วยครับ (ว้าว ยิ่งใหญ่ไปอีก) คนขับก็ขับพาเราเข้าไปในทะเลทราย โดยมีผู้ร่วมชะตากรรมไปกันสี่คน แล้วคนขับก็โชว์เต็มที่เลยครับ (ก็เราเป็นแขกของเจ้านายเค้านี่) ขับเล่นทิ้งรถไปมาอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง มีทั้งล่อนลงมาตรงๆ ทิ้งรถแนวข้าง (ไม่แนะนำให้คนที่กลัวความสูงและความเร็วเล่นนะครับ) และแล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดครับ คนขับพาเราไปเนินที่ผมคิดว่าเป็นเนินโชว์ของเค้าเลย (เพราะเค้าหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายครับ จากเดิมที่ขับเหมือนขับรถไปจ่ายกับข้าว) เนินนี้น่าจะสูงกว่า 30 เมตรนะครับ คนขับขับรถไต่ขึ้นไปแล้วก็ค่อยๆลงมาเหมือนทดลองดูทีนึงก่อน แล้วก็หันมาบอกว่าอะไรกับพวกผม (ทำอย่างกับผมฟังรู้เรื่องอย่างงั้นแหละ) แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าให้จับแน่นๆมั้งครับ แล้วเค้าก็ขับรถไต่ขึ้นไปอีกครั้ง แต่คราวนี้แทนที่รถจะไหลลงมาแบบเท่ๆ มันกับติดอยู่ตรงยอดเนินครับ (ผมออกมาถามที่หลังเค้าบอกว่าเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงหยุดทรายเลยน่าจะนิ่มเกินไป) คราวนี้คนขับถึงกับหน้าเสียเลยเพราะว่ารถติดอยู่บนยอดเนินแล้วรถไม่สามารถขยับได้ คนขับบอกให้พวกเราลงไม่งั้นรถอาจจะกลิ้งตกลงไป (ผมเป็นคนว่าง่ายอยู่แล้วครับ ยังไงผมก็คงไม่อยากอยู่ในรถที่กลิ้งลงจากเนินทรายสูงเท่ากับตึกสิบชั้นอยู่แล้ว) ผมก็เลยลงไป และเคราะห์กรรมของผมก็เกิดขึ้น อย่างที่บอกครับว่สกระเป๋าเดินทางของผมมันไม่ได้มาพร้อมผม อุปกรณ์กันหนาวที่ผมมีอยู่คือเสื้อกันหนาวเพียงตัวเดียว ไม่มี heat tech ไม่มีเสื้อตัวในมีแค่เสื้อยืดกับเสื้อกันหนาวจริงๆ ตอนนั้นอากาศในทะเลทรายน่าจะประมาณ -20 (ทั้งๆที่แดดเปรี้ยงๆนี่แหละครับ) และลมแรงมาก ตอนลงไปแรกๆก็เดินถ่ายรูปสนุกดีครับ ยังพูดเล่นๆกันอยู่เลยว่าได้บรรยากาศของชน้ผ่าเร่ร่อนเลย แต่พอผ่านไปซัก 20 นาทีผมเริ่มหนาวจนต้องไปหาเนินทรายเพื่อบังลมเลย ผมบอกกับตัวเองว่าคราวหน้าถ้าไปที่ๆหนาวขนาดนี้อีกผมจะแบ่งอุปกรณ์กันหนาวเป็นสองชุดแน่ๆ
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่ารถกู้ภัยจะมาลากรถของเราได้ครับ แล้วผมก็นั่งรถออกไปจากทะเลทรายพร้อมกับคนขับที่คงจะรู้สึกเสียหน้านิดหน่อย พอออกไปถึงคนขับก็ไปคุยกับซินลี่ว่าจะขอขับพาไปอีกรอบ ซึ่งผมก็ตอบตกลงเพราะผมคิดว่าถ้าผมไม่ไปเค้าต้องโดนเจ้านายบ่นแน่ๆ ซึ่งคราวนี้คนขับพาไปรอบสั้นๆประมาณ 10 นาทีครับ แต่จัดเต็มทุกเนินทราย ผมว่าเค้าไม่เบารถเลยทีเดียว แต่จริงๆแล้วผมชอบนะถ้าไม่นับว่าตอนออกไปยืนในทะเลทรายมันหนาวไปหน่อย พอเสร็จเราก็ไปกินข้าวกัน เพื่อนของซินลี่ที่เป็นเจ้าของสัมปทานพื้นที่มาพาเราไปกินข้าวเองเลยครับ (บุคลิคประมาณยากูซ่าเลยครับไม่ค่อยเหมือนเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้เท่าไหร่) สำหรับผมอาหารมองโกเลียถือเป็นอาหารที่อร่อยเลยครับ อารมณ์จะเป็นอาหารตุ๋นๆ ย่างๆ ซึ่งผมชอบอยู่ละ พอกินข้าวเสร็จเราก็ไปกันต่อที่บริเวณที่เล่นเลื่อนหิมะ แต่เนื่องจากเราติดทะเลทรายอยู่นานพอไปถึงมันเลยค่ำไปหน่อยก็เลยอดเล่น แต่ก็ยังได้ไปถ่ายรูปมานิดหน่อยครับ
เวลาที่เหลือของผมหมดไปกับการกินข้าวแบบเรียบง่ายของวันตรุษจีนสลับกับการกินเลี้ยงแบบมองโก ที่จะต้องมีการกินแพะ 1 ตัวทุกมื้อ(ตลอดการเดินทางผมเชื่อว่าคงมีการกินแพะไปซักสามสี่ตัวแน่นอน) พอตกกลางคืนเพื่อนๆของซินลี่ก็จะมาเลี้ยงต้อนรับเราเหมือนว่าเราพึ่งมาถึงทุกวัน โดยที่ตอนกลับไปก็จะเมากลับไปกันทุกคน พออีกวันก็กินกันเหมือนเมื่อวานไม่ได้แฮงค์กันมาอย่างงั้นแหละ ผมว่านับเฉพาะวันที่เค้าเลี้ยงต้นรับพวกผมเนี่ยเบียร์น่าจะหมดเกิน 1000 กระป๋องแน่นอนครับ ไม่นับรวมเหล้าขาวอีก
สำหรับคนที่มาเมืองจีนบ่อยๆแบบผม และมีเพื่อนชาวจีนที่ทำธุรกิจร่วมกันอยู่เยอะประมาณนึง ผมคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการเลี้ยงต้อนรับแบบนี้อยู่พอสมควร ซึ่งพอเราสนิทกับเค้าประมาณนึงการกินเหล้าก็จะลดลง หลังๆบางทีเวลาผมไปอยู่หลายๆวัน คืนหลังๆจะกลายเป็นปาร์ตี้น้ำชาแทนละ แต่มันก็ทำให้ผมได้รู้ความจริงอย่างนึงว่าจริงๆแล้วคนจีนเค้าก็ไม่ได้ชอบเมาแฮงค์กันทุกวันหรอกครับ ใครๆกินเหล้าเยอะๆติดๆกันเค้าก็ขยาดทั้งนั้นแหละ แต่ที่บางคนเค้าต้องทำเพราะมันคือวัฒนธรรมการติดต่อธุรกิจของเค้าหรือเป็นมารยาทในการพบกันครั้งแรกอะไรแบบนั้น
แต่สำหรับการเดินทางครั้งนี้มันต่างออกไปครับ การเดินทางครั้งนี้ของผมไม่มีเรื่องของงานมาเกี่ยวข้องเลย ผมไม่ได้มีธุรกิจหรือซื้อของอะไรที่ inner mongolia ทั้งนั้น ที่เพื่อนของซินลี่มาเลี้ยงต้อนรับพวกผมทุกวันเนี่ย ผมคิดว่ามันเป็นเพราะผมเป็นแขกของเพื่อนเค้าและมาในช่วงตรุษจีนซึ่งมันไม่มีอะไรให้ทำมากนัก เค้ากลัวพวกผมจะเบื่อ ตอนผมจะกลับลูกพี่ใหญ่ของพวกเพื่อนๆซินลี่ ชื่อว่าลูกพี่หม่า ได้บอกกับผมว่าเค้ากลัวว่าพวกผมจะผิดหวังที่มาแล้วไม่ค่อยได้เที่ยวอะไร เค้าขอโทษเกี่ยวกับการต้อนรับที่ไม่เต็มที่ แต่สำหรับผมแล้ว ผมว่ามันดีที่สุดที่เค้าหาให้ได้ในช่วงวันหยุดอย่างนี่แล้วและจริงๆผมก็พอรู้อยู่แล้วว่าช่วงตรุษจีนมันคาดหวังการท่องเที่ยวแบบสุดๆไม่ได้หรอก ผมแค่อยากมาเห็นบ้านเมืองเห็นวัฒนธรรมของเค้า แค่นี้ผมก็สนุกมากๆแล้ว
สิ่งที่เพื่อนๆชาวมองโกหยิบยื่นให้ผมในครั้งนี้มันไม่ใช่แค่การกินเหล้ากินเบียร์ แต่มันคือน้ำใจที่แสดงถึงมิตรภาพ ที่เค้ามีให้ผมต่างถิ่นอย่างผม มีให้กับเพื่อนเก่าของเค้าอย่างซินลี่ที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี สิ่งที่ผมทำได้ก็คือการตอบรับน้ำใจของเค้า แค่นั้นก็พอครับ
สำหรับผมการได้เห็นบรรยากาศเหล่านี้ผมก็รู้สึกคุ้มค่าที่ได้เดินทางมาที่นี่แล้วครับ
ขอบคุณที่อ่านครับ
s.munin 28/03/18
ปล.ผมจะพยามหาโอกาสกลับไปเที่ยวเทศกาลชนเผ่าของมองโกเลียในช่วงเดือนมิถุนายนซักครั้ง ครั้งนั้นน่าจะมีอะไรแปลกใหม่ให้ผมได้ดูอีกเยอะแน่ๆ
มิตรภาพ
ก่อนอื่นขอเริ่มบอกก่อนเลยว่าผมขอเล่าเพียงบางส่วนของการเดินทางครั้งนี้ในมุมมองของผมนะครับ เพราะว่าการเดินทางครั้งนี้ผมไปในช่วงตรุษจีนซึ่งเป็นช่วงเวลาเฉลิมฉลองของที่นั่น ทำให้ไม่ค่อยได้เดินทางไปข้างนอกมากเท่าไหร่ แต่นั้นก็ทำให้ผมได้เห็นเรื่องราวในอีกแง่มุมนึงจากการเดินทางนี้ครับ
การเดินทางครั้งนี้ของผมเริ่มมาจากการที่ผมได้นั่งกินข้าวกับน้องที่สนิทกันที่ร้านของผม (น้องคนนี้เป็นชาวจีนแถบ inner mongolia ชื่อว่า lixin) เราคุยกันเรื่องทั่วๆไปจนมาถึงเรื่องการท่องเที่ยว ซินลี่เลยชวนผมไปเที่ยวมองโกเลียในช่วงตรุษจีน ซึ่งผมก็ตอบรับคำชวนนั้นทันที (ดูเหมือนใจง่ายนะ แต่ใครชวนผมไปเที่ยวที่แปลกๆผมไปหมดแหละครับ)
ในวันเดินทางเนื่องจากมันเป็นช่วงตรุษจีน ซินลี่เลยเดินทางพร้อมกับครอบครัวไปล่วงหน้าผมหลายวัน เพราะผมโดดงานไม่ได้นานเท่าเค้า ผมมีเพื่อนร่วมเดินทางอีกคนนึงซึ่งเป็นน้องรักที่ฟังผมโม้เรื่องการเดินทางมาเยอะเลยขอเดินทางไปด้วย ทำให้นี่เป็นการเดินทางที่ผมมีผู้ร่วมทางซึ่งร่วมกันรับเคราะห์กับผมด้วย
การเดินทางไป ทงเหลียว ชื่อเมืองหลวงของมณฑล inner mongolia จะต้องเดินทางจากไทยไปลงที่ปักกิ่งก่อนแล้วต่อเครื่องบินไปอีกสองชั่วโมง โดยตอนเช็คอินผมถามที่เคาเตอร์สายการบินไปแล้วว่ากระเป๋าผมเช็คทรูเลยใช่ไหม เค้ายืนยันกับผมว่าใช่ผมก็เลยสบายใจ (ในตอนนั้น) ว่าระหว่างรอต่อเครื่องประมาณ 5 ชั่วโมงผมจะสามารถเข้าไปเที่ยวในปักกิ่งก่อนได้สบายๆ พอเครื่องบินไปถึงผมก็จัดการซื้อตั๋วรถไฟเข้าไปเดินเล่นในเมือง ซึ่งอากาศตอนนั้นประมาณ -5 สำหรับผมแล้วใช้เสื้อกันหนาวบางๆตัวนึงก็พอ ผมเลยไม่ไดสนใจจะหยิบอุปกรณ์กันหนาวอื่นๆออกมาจากกระเป๋าเลย
ผมเข้าไปเดินเล่นในปักกิ่งเสร็จแล้วก็กลับมาขึ้นเครื่องต่อไปที่ทงเหลียวเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ความซวยของผมก็บังเกิดขึ้นเพราะว่ากระเป๋าเดินทางของผมกับน้องไม่มาด้วยครับ ตอนนั้นที่ทงเหลียวประมาณ -15 องศาและมีลมนิดหน่อย ผมถามสายการบินได้คำตอบมาว่าผมไม่ได้ลากกระเป๋ามาวางสายพานภายในประเทศ ทำให้กระเป๋าผมจะมาถึงช้าไป 1 วัน ตอนนั้นผมก็คิดว่าคงไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มาเอาก็ได้ อากาศหนาวขนาดนี้คงไม่มีเหงื่อหรอก แล้วผมก็เลยไปงานเลี้ยงที่ซินลี่และเพื่อนๆของเค้าเตรียมต้อนรับไว้ (สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับเมืองจีน ก่รเลี้ยงต้อนรับหมายถึงการกินเหล้าแบบชนกันเหมือนเด็กมหาลัยจนมีคนสลบไปนั่นแหละครับ)
ในงานเลี้ยงของคืนแรก เน้นว่าคืนแรกนะครับ เพราะว่าเลี้ยงกันทุกคืน ผมได้เจอคณะของคนไทยซึ่งคือภรรยาของซินลี่ พี่หนุ่ม (ขอเอ่ยชื่อนะครับ) ที่เป็นนักหนังสือพิมพ์ของ bangkok post ที่เป็นคนถ่ายรูปสวยๆในทริปนี้ ถ้าใครเห็นว่ารูปไหนสวยๆในรูปที่ผมโพสท์ไปก่อนหน้านี้คือรูปที่พี่หนุ่มถ่ายนะครับ (ผมไม่มีปัญญาถ่ายได้แน่นอน แค่จะถ่ายรูปไม่ให้เบลอยังทำไม่ค่อยได้เลย) และเพื่อนๆอีกสามคน (เอส แมกซ์ และแบงค์) รวมเป็นมีคนไทยร่วมเดินทางทั้งหมด 7 คนครับ โดยการต้อนรับของวันแรกเป็นการนำหมู 1 ตัวมาทำอาหารต้อนรับเราครับ แต่จริงๆแล้วไม่ค่อยได้กินหรอกครับ เพราะเพื่อนของซินลี่มาประมาณ 20 คนและชนเราตลอดเวลา และค่ำคืนของวันแรกก็จบลงแบบที่พอจะคาดเดาได้ สำหรับคนที่ไปเมืองจีนบ่อยๆแบบผม ผมมีวิธีเอาตัวรอดอยู่แล้วครับ แต่ไม่ใช่สำหรับน้องผม (แอบตลกมันนิดๆ แต่ต้องปล่อยให้ลองเองจะได้มีภูมิ)
วันรุ่งขึ้นการท่องเที่ยวของเราส่วนใหญ่อยู่ในวันนี้นี่แหละครับ ตอนเช้าเป็นการเดินทางไปเที่ยวในทะเลทรายใช้เวลาเดินทางจากในเมืองไปถึงทะเลทรายโกบีประมาณ 2 ชั่วโมง ตอนแรกผมก็ได้รู้หรอกครับว่าการไปเที่ยวทะเลทรายคืออะไร แต่พอไปถึงผมรู้เลยว่ามันคือการเล่นเครื่องเล่นแบบนึงโดยใช้รถขับเข้าไปในทะเลทรายที่เป็นเนินทรายแล้วก็ทิ้งรถลงมา อารมณ์เหมือนนั่งรถไฟเหาะแบบไม่มีที่จับน่ะครับ อย่างที่บอกไปตอนแรกครับ นี่คือช่วงตรุษจีนจริงๆแล้วที่นี่มันปิดครับ แต่เพื่อนของซินลี่สั่งให้เปิดให้พวกผมเล่น และยังให้นักขับที่เพิ่งได้แชมป์โลกมาขับให้ด้วยครับ (ว้าว ยิ่งใหญ่ไปอีก) คนขับก็ขับพาเราเข้าไปในทะเลทราย โดยมีผู้ร่วมชะตากรรมไปกันสี่คน แล้วคนขับก็โชว์เต็มที่เลยครับ (ก็เราเป็นแขกของเจ้านายเค้านี่) ขับเล่นทิ้งรถไปมาอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง มีทั้งล่อนลงมาตรงๆ ทิ้งรถแนวข้าง (ไม่แนะนำให้คนที่กลัวความสูงและความเร็วเล่นนะครับ) และแล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดครับ คนขับพาเราไปเนินที่ผมคิดว่าเป็นเนินโชว์ของเค้าเลย (เพราะเค้าหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายครับ จากเดิมที่ขับเหมือนขับรถไปจ่ายกับข้าว) เนินนี้น่าจะสูงกว่า 30 เมตรนะครับ คนขับขับรถไต่ขึ้นไปแล้วก็ค่อยๆลงมาเหมือนทดลองดูทีนึงก่อน แล้วก็หันมาบอกว่าอะไรกับพวกผม (ทำอย่างกับผมฟังรู้เรื่องอย่างงั้นแหละ) แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าให้จับแน่นๆมั้งครับ แล้วเค้าก็ขับรถไต่ขึ้นไปอีกครั้ง แต่คราวนี้แทนที่รถจะไหลลงมาแบบเท่ๆ มันกับติดอยู่ตรงยอดเนินครับ (ผมออกมาถามที่หลังเค้าบอกว่าเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงหยุดทรายเลยน่าจะนิ่มเกินไป) คราวนี้คนขับถึงกับหน้าเสียเลยเพราะว่ารถติดอยู่บนยอดเนินแล้วรถไม่สามารถขยับได้ คนขับบอกให้พวกเราลงไม่งั้นรถอาจจะกลิ้งตกลงไป (ผมเป็นคนว่าง่ายอยู่แล้วครับ ยังไงผมก็คงไม่อยากอยู่ในรถที่กลิ้งลงจากเนินทรายสูงเท่ากับตึกสิบชั้นอยู่แล้ว) ผมก็เลยลงไป และเคราะห์กรรมของผมก็เกิดขึ้น อย่างที่บอกครับว่สกระเป๋าเดินทางของผมมันไม่ได้มาพร้อมผม อุปกรณ์กันหนาวที่ผมมีอยู่คือเสื้อกันหนาวเพียงตัวเดียว ไม่มี heat tech ไม่มีเสื้อตัวในมีแค่เสื้อยืดกับเสื้อกันหนาวจริงๆ ตอนนั้นอากาศในทะเลทรายน่าจะประมาณ -20 (ทั้งๆที่แดดเปรี้ยงๆนี่แหละครับ) และลมแรงมาก ตอนลงไปแรกๆก็เดินถ่ายรูปสนุกดีครับ ยังพูดเล่นๆกันอยู่เลยว่าได้บรรยากาศของชน้ผ่าเร่ร่อนเลย แต่พอผ่านไปซัก 20 นาทีผมเริ่มหนาวจนต้องไปหาเนินทรายเพื่อบังลมเลย ผมบอกกับตัวเองว่าคราวหน้าถ้าไปที่ๆหนาวขนาดนี้อีกผมจะแบ่งอุปกรณ์กันหนาวเป็นสองชุดแน่ๆ
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่ารถกู้ภัยจะมาลากรถของเราได้ครับ แล้วผมก็นั่งรถออกไปจากทะเลทรายพร้อมกับคนขับที่คงจะรู้สึกเสียหน้านิดหน่อย พอออกไปถึงคนขับก็ไปคุยกับซินลี่ว่าจะขอขับพาไปอีกรอบ ซึ่งผมก็ตอบตกลงเพราะผมคิดว่าถ้าผมไม่ไปเค้าต้องโดนเจ้านายบ่นแน่ๆ ซึ่งคราวนี้คนขับพาไปรอบสั้นๆประมาณ 10 นาทีครับ แต่จัดเต็มทุกเนินทราย ผมว่าเค้าไม่เบารถเลยทีเดียว แต่จริงๆแล้วผมชอบนะถ้าไม่นับว่าตอนออกไปยืนในทะเลทรายมันหนาวไปหน่อย พอเสร็จเราก็ไปกินข้าวกัน เพื่อนของซินลี่ที่เป็นเจ้าของสัมปทานพื้นที่มาพาเราไปกินข้าวเองเลยครับ (บุคลิคประมาณยากูซ่าเลยครับไม่ค่อยเหมือนเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้เท่าไหร่) สำหรับผมอาหารมองโกเลียถือเป็นอาหารที่อร่อยเลยครับ อารมณ์จะเป็นอาหารตุ๋นๆ ย่างๆ ซึ่งผมชอบอยู่ละ พอกินข้าวเสร็จเราก็ไปกันต่อที่บริเวณที่เล่นเลื่อนหิมะ แต่เนื่องจากเราติดทะเลทรายอยู่นานพอไปถึงมันเลยค่ำไปหน่อยก็เลยอดเล่น แต่ก็ยังได้ไปถ่ายรูปมานิดหน่อยครับ
เวลาที่เหลือของผมหมดไปกับการกินข้าวแบบเรียบง่ายของวันตรุษจีนสลับกับการกินเลี้ยงแบบมองโก ที่จะต้องมีการกินแพะ 1 ตัวทุกมื้อ(ตลอดการเดินทางผมเชื่อว่าคงมีการกินแพะไปซักสามสี่ตัวแน่นอน) พอตกกลางคืนเพื่อนๆของซินลี่ก็จะมาเลี้ยงต้อนรับเราเหมือนว่าเราพึ่งมาถึงทุกวัน โดยที่ตอนกลับไปก็จะเมากลับไปกันทุกคน พออีกวันก็กินกันเหมือนเมื่อวานไม่ได้แฮงค์กันมาอย่างงั้นแหละ ผมว่านับเฉพาะวันที่เค้าเลี้ยงต้นรับพวกผมเนี่ยเบียร์น่าจะหมดเกิน 1000 กระป๋องแน่นอนครับ ไม่นับรวมเหล้าขาวอีก
สำหรับคนที่มาเมืองจีนบ่อยๆแบบผม และมีเพื่อนชาวจีนที่ทำธุรกิจร่วมกันอยู่เยอะประมาณนึง ผมคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการเลี้ยงต้อนรับแบบนี้อยู่พอสมควร ซึ่งพอเราสนิทกับเค้าประมาณนึงการกินเหล้าก็จะลดลง หลังๆบางทีเวลาผมไปอยู่หลายๆวัน คืนหลังๆจะกลายเป็นปาร์ตี้น้ำชาแทนละ แต่มันก็ทำให้ผมได้รู้ความจริงอย่างนึงว่าจริงๆแล้วคนจีนเค้าก็ไม่ได้ชอบเมาแฮงค์กันทุกวันหรอกครับ ใครๆกินเหล้าเยอะๆติดๆกันเค้าก็ขยาดทั้งนั้นแหละ แต่ที่บางคนเค้าต้องทำเพราะมันคือวัฒนธรรมการติดต่อธุรกิจของเค้าหรือเป็นมารยาทในการพบกันครั้งแรกอะไรแบบนั้น
แต่สำหรับการเดินทางครั้งนี้มันต่างออกไปครับ การเดินทางครั้งนี้ของผมไม่มีเรื่องของงานมาเกี่ยวข้องเลย ผมไม่ได้มีธุรกิจหรือซื้อของอะไรที่ inner mongolia ทั้งนั้น ที่เพื่อนของซินลี่มาเลี้ยงต้อนรับพวกผมทุกวันเนี่ย ผมคิดว่ามันเป็นเพราะผมเป็นแขกของเพื่อนเค้าและมาในช่วงตรุษจีนซึ่งมันไม่มีอะไรให้ทำมากนัก เค้ากลัวพวกผมจะเบื่อ ตอนผมจะกลับลูกพี่ใหญ่ของพวกเพื่อนๆซินลี่ ชื่อว่าลูกพี่หม่า ได้บอกกับผมว่าเค้ากลัวว่าพวกผมจะผิดหวังที่มาแล้วไม่ค่อยได้เที่ยวอะไร เค้าขอโทษเกี่ยวกับการต้อนรับที่ไม่เต็มที่ แต่สำหรับผมแล้ว ผมว่ามันดีที่สุดที่เค้าหาให้ได้ในช่วงวันหยุดอย่างนี่แล้วและจริงๆผมก็พอรู้อยู่แล้วว่าช่วงตรุษจีนมันคาดหวังการท่องเที่ยวแบบสุดๆไม่ได้หรอก ผมแค่อยากมาเห็นบ้านเมืองเห็นวัฒนธรรมของเค้า แค่นี้ผมก็สนุกมากๆแล้ว
สิ่งที่เพื่อนๆชาวมองโกหยิบยื่นให้ผมในครั้งนี้มันไม่ใช่แค่การกินเหล้ากินเบียร์ แต่มันคือน้ำใจที่แสดงถึงมิตรภาพ ที่เค้ามีให้ผมต่างถิ่นอย่างผม มีให้กับเพื่อนเก่าของเค้าอย่างซินลี่ที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี สิ่งที่ผมทำได้ก็คือการตอบรับน้ำใจของเค้า แค่นั้นก็พอครับ
สำหรับผมการได้เห็นบรรยากาศเหล่านี้ผมก็รู้สึกคุ้มค่าที่ได้เดินทางมาที่นี่แล้วครับ
ขอบคุณที่อ่านครับ
s.munin 28/03/18
ปล.ผมจะพยามหาโอกาสกลับไปเที่ยวเทศกาลชนเผ่าของมองโกเลียในช่วงเดือนมิถุนายนซักครั้ง ครั้งนั้นน่าจะมีอะไรแปลกใหม่ให้ผมได้ดูอีกเยอะแน่ๆ