ความสุข
หลังจากการเขียนบทความเรื่องการท่องเที่ยวครั้งแรกของผมผ่านไป มีคนอ่านและมาให้กำลังใจกันเกินคาดเลยทีเดียว ผมเลยตัดสินใจว่าจะลองเขียนบทความเกี่ยวกับการเดินทางในรูปแบบของผมต่อไปอีกซักพักจนกว่าจะหมดมุข
ผมเลยถามตัวเองว่าผมอยากเขียนเรื่องอะไรต่อไปดี ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องราวความประทับใจอื่นๆของผมที่หมู่บ้าน shayla หรือเล่าเรื่องการเดินทางอื่นๆของผม แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจจะเขียนถึงเรื่องจุดเริ่มต้นในการเดินทางแบบของผม(หมายถึงการเดินทางโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า) ให้ทุกคนอ่านกันก่อนครับ แต่เรื่องนี้ผมจะลองเขียนแบบยาวขึ้นนิดนึงโดยผมเขียนมาจากความทรงจำเมื่อ 7 ปีก่อนนะครับถ้ามีอะไรไม่ถูกต้องก็ขอโทษด้วยแล้วกันครับและบทควานี้อาจไม่ได้มีเรื่องประทับใจเท่ากับเรื่องที่แล้ว แต่ก็ถือว่าอ่านสนุกๆละกันครับ
ขอบอกก่อนว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของผม (ปกติผมก็ไปทำงานหรือไปทัวร์บ้างอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยได้เตรียมการหรือหาข้อมูลอะไรเองเลย) การเดินทางครั้งนี้ของผมเกิดขึ้นเพราะว่าไมล์สะสมสายการบินของ bangkok airway ผมเหลือเยอะมาก และผมไม่รู้จะเอาไปทำอะไร หลังผมได้อ่านนิตยสารบนเครื่องตอนนั่งกลับมากรุงเทพ ผมก็เลยตัดสินใจจะไป Maldives พอกลับมาถึงผมก็จองตั๋วเครื่องบินแล้วบินไปวันรุ่งขึ้นทันที (ผมมันพวกใจเร็วด่วนได้อยู่ละ) ซึ่งนั่นทำให้ผมไม่มีเวลาจองอะไรเลย แต่ผมคิดว่าจะเป็นอะไรไป มัลดีฟมันเป็นเมืองท่องเที่ยวอยู่ละ พอไปถึงแล้วเช่ารีสอร์ทง่ายๆแค่พกเงินไปก็พอ
วันรุ่งขึ้นผมเดินทางไปถึงมาเล่ย์ที่เป็นเมืองหลวงของมัลดีฟ โลกในความฝันของผมก็พังลงตรงหน้าผมทันที ไหนล่ะรีสอร์ทกลางน้ำสวยๆ สาวๆนในชุดบิกินนี่ ทำไมภาพที่ผมเห็นมันถึงเหมือนพาหุรัดที่มีแต่กลิ่นไอเกลือล่ะ(มาเล่ย์น่าจะมีขนาดพอๆกับหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ๆสัก 2 หมู่บ้านต่อกัน ผมใช้เวลาเดินซัก 7-8 ชั่วโมงก็ทั่วละครับ)
ผมอึ้งไปพักนึงไม่รู้จะทำอะไรผมก็เลยเดินเข้าไปในป้อมตำรวจ (ต่อมานี่กลายเป็นระเบียบปฏิบัติของผมเวลาไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปเลยครับ) ผมถามตำรวจเลยได้ความว่าที่นี่มันเป็นเมืองหลวงแต่ไม่มีอะไรให้เที่ยวหรอก เค้าต้องไปกันตามเกาะรีสอร์ทโน่น แล้วตำรวจก็เดินไปตามไกด์ท้องถิ่นมาให้ผมคนนึง (นี่แหละครับจุดเริ่มต้นในการผจญภัยของผมเลย)
พี่ไกด์คนนี้(ผมจำชื่อไม่ได้จริงๆเลยขอเรียกว่าพี่ไกด์นะครับ)แจ้งผมว่าถ้าผมต้องการเดินทางไปเกาะรีสอร์ทมีวิธีเดินทางไป 3 วิธีครับ คือไปโดยเครื่องบินน้ำใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงค่าใช้จ่ายประมาณ 500 usd หรือ ไปโดย speed boat ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง 150 usd หรือขึ้นเรือหวานเย็นไป 6-8 ชั่วโมง ราคา 2 usd แน่นอนที่สุดส่าผมต้องเลือกเรือหวานเย็นอยู่แล้ว ก็ผมมีเงินติดไปแค่ 1000 usd เองนี่แล้วก็ไม่รู้ว่าจะใช้บัตรเครดิตได้ไหม
ปัญหาของเรือหวานเย็นมันอยู่ที่ว่าตอนผมไปถึงเรือมันก็หมดไปแล้ว ต้องรอขึ้นเรือตอนเช้าทำให้ผมต้องนอนค้างที่มาเล่ย์ 1 คืนโดยค่าโรงแรมที่มาเล่ย์คืนละ 20 usd ค่าจ้างไกด์ท้องถิ่นอีก 30 usd (ก็ ok นะประหยัดไปตั้งเยอะ แถมผมก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้วผมมีเวลาท่องเที่ยวตั้ง 5 วัน)
ผมเดินเที่ยวไปกับพี่ไกด์ โดยเริ่มจากเดินดูตลาดปลาซึ่งแปลกประหลาดที่สุดที่ผมเคยเดิน ผมเจอทั้งปลานกแก้ว ปลามังกร ปลาประหลาดๆอีกหลายชนิดวางไว้เพื่อเป็นอาหาร ผมได้ลองกินเนื้อปลาฉนากดิบ ซึ่งรสชาติเกินบรรยายมากเหมือนกินปลาเค็มดิบๆแบบเหม็นคาวกว่านั้นซัก 10 เท่า(แต่สุดท้ายมันเป็นของที่ทำให้ผมรอดตายมาจากทะเลได้นะครับ) ได้ดูมัสยิดที่เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในมัลดีฟและทำให้ผมได้รู้ว่าความคิดของผมเกี่ยวกับมัลดีฟนั้นผิดเกือบหมด เช่น มัลดีฟเป็นประเทศมุสลิมที่เคร่งครัดมากถ้านำเหล้าเข้ามาในประเทศมีโทษจำคุก 10 ปี ผู้หญิงห้ามใส่บิกินนี่ในพื้นที่สาธารณะยกเว้นพวกเกาะรีสอร์ท (ซึ่งยกเว้นกฏหมายเกือบทุกข้อแหละ)หรือว่ามัลดีฟไม่ได้จะจมทะเลหรอกมันเป็นการตลาดของพวกเกาะรีสอร์ทเค้า ต่อมาผมได้ไปเห็นร้านขายสัตว์เลี้ยงซึ่งขายกันแต่นกแก้วมาคอร์ราคาถูกจนน่าตกใจตัวละ 500-1000 บาทเองโดยตัวใหญ่นี่ใหญ่เกือบเท่าขาผมได้มั้ง และที่สุดท้ายผมได้เดินดูพิพิธภัณฑ์แห่งชาติมัลดีฟซึ่งสร้างจากวังเก่าของผู้ปกครองชาวโปรตุเกสและที่สำคัญที่สุดวันที่ผมไปถึงเป็นวันชาติของมัลดีฟซึ่งเป็นวันที่ผู้ก่อตั้งประเทศได้ประกาศอิสรภาพจากการเป็นเมืองอาณานิคมของโปรตุเกสพอดี พี่ไกด์บอกว่าคืนนี้จะมีการแสดงประจำชาติมัลดีฟที่ชาวต่างชาติน้อยมากที่จะได้เห็น (ผมร้องว้าวในใจและประกอบกับมันก็ไม่มีเหล้าให้ผมกินอยู่แล้วนี่)ผมก็เลยตั้งตาที่จะรอดูการแสดงคืนนี้อย่างใจจดใจจ่อ
หลังจากเดินเที่ยวเสร็จ พี่ไกด์พาผมมาส่งที่ร้านอาหารแล้วจะขอตัวกลับ แต่ผมชวนเค้ากินข้าวด้วยกันก่อน (เพราะผมขี้เกียจกินข้าวคนเดียวแล้วก็กลัวสั่งผิดด้วยแหละ) ผมสั่งอาหารท้องถิ่นของที่นั้นมากินซึ่งพี่ไกด์บอกว่าเป็นเมนูหลักของทุกร้าน มันคือ deep fried fish with chilli and coconut milk (ฉู่ฉี่ปลาทอดชัดๆ)แต่ที่น่าแปลกใจที่สุดคือ after dinner เค้าจะเอาผงประการังกินมิ้นมาให้ขัดฟันครับ หลังจากกินข้าวเสร็จพี่ไกด์ก็ขอตัวกลับไปทำธุระและย้ำผมหลายครั้งว่ามีการแสดงตอนสามทุ่ม ให้ผมไปถึงก่อนเวลาด้วยเพราะผู้คนจะแน่นมากๆ แล้วหลังการแสดงจบเค้าจะมาพบผมที่ห้องเพื่อการเตรียมการเดินทางพรุ่งนี้ให้ผม
จุดพีคของเรื่องอยู่ตรงนี้ครับ
ผมกลับไปโรงแรมล้างหน้าล้างตา ประกอบกับการไม่มีอะไรทำปนตื่นเต้น ผมก็เลยเดินไปถึง goverment house of maldives (เขียนเต็มยศเลยจริงๆมันเหมือนอาคารเรียนชั่วคราวของโรงเรียนมัธยมผมเลย)ตั้งแต่ 1 ทุ่ม แต่ก็เริ่มมีคนมาชุมนุมกันนิดหน่อยแล้วครับ ผมไม่มีอะไรทำก็เลยเดินไปคุยกับคนท้องถิ่นเล่นๆ (สำหรับคนที่ไม่รู้ ผมมีนิสัยส่วนตัวเหมือนสุนัขพันธ์โกลเด้นรีทีฟเวอร์เลยครับ คือถ้าผมอยากคุยผมสามารถเป็นมิตรกับคนได้ทั่วโลก)ผมนั่งคุยกับคนพื้นเมืองอยู่ประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ จนผู้คนมาเต็มพื้นที่ลานแสดงเลยครับจากสายตาผมน่าจะเป็นหลายร้อยหรือเป็นพันคน การแสดงก็ได้เริ่มขึ้นมีเสียงกลองและการจุดพลุนิดหน่อย (อารมณ์ประมาณคนงานร้านข้าวต้มจุดกันตอนปีใหม่น่ะครับ) แล้วก็มีการเดินขบวนของทหารน่าจะซัก 12 คนควงปืนเดินสลับไปมา อารมณ์คล้ายๆกับกีฬาสีของโรงเรียนมัธยมของผมอีกนั่นแหละแค่เปลี่ยนคฑาเป็นปืน การแสดงนี้ใช้เวลาประมาณ 20 นาที แล้วก็มีการจุดพลุอีกที (คราวนี้อารมณ์ประมาณงานวัดในต่างจังหวัดครับ) ผมคิดอยู่ว่าเริ่มนื่นเต้นแล้วซิเป็นการแสดงเปิดตัวที่ใช้ได้เลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียงดนตรีเงียบลงแล้วไฟก็ดับพร้อมกับผู้คนแยกย้ายกันกลับบ้านครับ อารมณ์ของผมตอนนั้นคือ เอาสามชั่วโมงของผมคืนมา
ผมเดินกลับไปโรงแรมพร้อมกับอารมณ์หงุดหงิดและคิดว่าจะไปบ่นพี่ไกด์เกี่ยวกับการแสดงในคืนนี้ แต่ระหว่างทางเดินกลับโรงแรม ผมเห็นผู้คนคุยกันอย่างสนุกสนาน ยิ้มและหัวเราะให้กันเหมือนตอนสมัยเด็กๆที่ผมได้ไปเที่ยวงานประจำปีแถวบ้านเลย ผมถามตัวเองว่าผมคาดหวังจะเห็นอะไรกับการดูการแสดงในคืนนี้ ผมคิดว่ามันจะมีพาเหรดของดิสนีย์มาหรอ แค่นี้มันก็น่าจะที่สุดของเค้าแล้วไหม แล้วผมจะอารมณ์เสียไปทำไม
พอไปถึงโรงแรมผมก็เห็นพี่ไกด์ยืนยิ้มกับเด็กผู้ชายตัวเล็กๆซึ่งเป็นลูกชายเค้า พร้อมกับยื่นถุงขนมให้กับผมแล้วบอกว่าที่เค้าต้องรีบไปเพราะเค้าอยากไปซื้อขนมมาให้ผมกินเพราะวันนี้มันจะปิดเร็วแล้วก็รับลูกชายของเค้ามาดูการแสดงด้วย
ขนมถุงนั้นรสชาติเป็นอย่างไรผมยังจำไม่ได้เลยแต่ที่ผมจำได้แม่นคือผมยิ้มพร้อมกับรับขนมนั้นไว้ เพราะภาพที่ผมเห็นคือภาพของความสุขที่พ่อของเด็กน้อยพยามจะมอบให้ลูกชายเค้าแล้วก็ยังเผื่อแผ่มาถึงผมซึ่งพึ่งรู้จักกันอีกด้วย ผมรู้สึกตัวเลยว่าผมไม่ควรตัดสินความปารถนาดีของใครจากประสบการณ์ที่ได้รับมาแตกต่างกัน
หลังจากเราก็คุยเรื่องการเดินทางกันเสร็จ ผมก็ขึ้นไปนอนคิดว่า ผมคาดหวังอะไรจากการมาท่องเที่ยวครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนมันคือความสวยงามของธรรมชาติที่ขึ้นชื่อระดับโลกของที่นี่ แต่สิ่งที่ผมได้เห็นตั้งแต่วันแรกของการเดินทางในครั้งนี้มันคือภาพความสวยงามที่เก่าแก่กว่านั้น มันคือภาพของความสุข
หลังจากนั้นทุกการเดินทางของผม สิ่งที่ผมมองหาเสมอนอกจากความสวยงามตามธรรมชาติหรือสถาปัตยกรรมแล้ว ผมยังคงมองหา ภาพของรอยยิ้มและภาพของความสุขในมุมมองที่ต่างกันไป ผมบอกตัวเองเสมอว่าผมจะพยามมีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งมันทำให้ชีวิตของผมง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว
ขอบคุณที่อ่านครับ
S.munin 6/1/17
ปล.วันนี้ผมเขียนมาเยอะแล้วคงต้องนอนซักทีแต่ผมยังอยากกลับมาเขียนตอนต่อของการเดินทางครั้งนี้อีกครั้ง(เรื่องของที่นี่น่าจะเป็นเรื่องที่ผมโม้บ่อยสุดแล้วเวลากินเหล้า)ซึ่งสำหรับผมแล้วการท่องเที่ยวภาคออกทะเลในมัลดีฟมันน่าตื่นเต้นพอๆกับการที่เด็ก 10 ขวบได้เข้าไปในห้อง lab ของ Stark industry ที่เค้าผลิต Iron man เลยครับ โดยการเที่ยวตลอด 5 วันนี้ผมใช้เงินไปแค่หมื่นกว่าบาทเอง
ความสุข
หลังจากการเขียนบทความเรื่องการท่องเที่ยวครั้งแรกของผมผ่านไป มีคนอ่านและมาให้กำลังใจกันเกินคาดเลยทีเดียว ผมเลยตัดสินใจว่าจะลองเขียนบทความเกี่ยวกับการเดินทางในรูปแบบของผมต่อไปอีกซักพักจนกว่าจะหมดมุข
ผมเลยถามตัวเองว่าผมอยากเขียนเรื่องอะไรต่อไปดี ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องราวความประทับใจอื่นๆของผมที่หมู่บ้าน shayla หรือเล่าเรื่องการเดินทางอื่นๆของผม แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจจะเขียนถึงเรื่องจุดเริ่มต้นในการเดินทางแบบของผม(หมายถึงการเดินทางโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า) ให้ทุกคนอ่านกันก่อนครับ แต่เรื่องนี้ผมจะลองเขียนแบบยาวขึ้นนิดนึงโดยผมเขียนมาจากความทรงจำเมื่อ 7 ปีก่อนนะครับถ้ามีอะไรไม่ถูกต้องก็ขอโทษด้วยแล้วกันครับและบทควานี้อาจไม่ได้มีเรื่องประทับใจเท่ากับเรื่องที่แล้ว แต่ก็ถือว่าอ่านสนุกๆละกันครับ
ขอบอกก่อนว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของผม (ปกติผมก็ไปทำงานหรือไปทัวร์บ้างอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยได้เตรียมการหรือหาข้อมูลอะไรเองเลย) การเดินทางครั้งนี้ของผมเกิดขึ้นเพราะว่าไมล์สะสมสายการบินของ bangkok airway ผมเหลือเยอะมาก และผมไม่รู้จะเอาไปทำอะไร หลังผมได้อ่านนิตยสารบนเครื่องตอนนั่งกลับมากรุงเทพ ผมก็เลยตัดสินใจจะไป Maldives พอกลับมาถึงผมก็จองตั๋วเครื่องบินแล้วบินไปวันรุ่งขึ้นทันที (ผมมันพวกใจเร็วด่วนได้อยู่ละ) ซึ่งนั่นทำให้ผมไม่มีเวลาจองอะไรเลย แต่ผมคิดว่าจะเป็นอะไรไป มัลดีฟมันเป็นเมืองท่องเที่ยวอยู่ละ พอไปถึงแล้วเช่ารีสอร์ทง่ายๆแค่พกเงินไปก็พอ
วันรุ่งขึ้นผมเดินทางไปถึงมาเล่ย์ที่เป็นเมืองหลวงของมัลดีฟ โลกในความฝันของผมก็พังลงตรงหน้าผมทันที ไหนล่ะรีสอร์ทกลางน้ำสวยๆ สาวๆนในชุดบิกินนี่ ทำไมภาพที่ผมเห็นมันถึงเหมือนพาหุรัดที่มีแต่กลิ่นไอเกลือล่ะ(มาเล่ย์น่าจะมีขนาดพอๆกับหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ๆสัก 2 หมู่บ้านต่อกัน ผมใช้เวลาเดินซัก 7-8 ชั่วโมงก็ทั่วละครับ)
ผมอึ้งไปพักนึงไม่รู้จะทำอะไรผมก็เลยเดินเข้าไปในป้อมตำรวจ (ต่อมานี่กลายเป็นระเบียบปฏิบัติของผมเวลาไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปเลยครับ) ผมถามตำรวจเลยได้ความว่าที่นี่มันเป็นเมืองหลวงแต่ไม่มีอะไรให้เที่ยวหรอก เค้าต้องไปกันตามเกาะรีสอร์ทโน่น แล้วตำรวจก็เดินไปตามไกด์ท้องถิ่นมาให้ผมคนนึง (นี่แหละครับจุดเริ่มต้นในการผจญภัยของผมเลย)
พี่ไกด์คนนี้(ผมจำชื่อไม่ได้จริงๆเลยขอเรียกว่าพี่ไกด์นะครับ)แจ้งผมว่าถ้าผมต้องการเดินทางไปเกาะรีสอร์ทมีวิธีเดินทางไป 3 วิธีครับ คือไปโดยเครื่องบินน้ำใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงค่าใช้จ่ายประมาณ 500 usd หรือ ไปโดย speed boat ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง 150 usd หรือขึ้นเรือหวานเย็นไป 6-8 ชั่วโมง ราคา 2 usd แน่นอนที่สุดส่าผมต้องเลือกเรือหวานเย็นอยู่แล้ว ก็ผมมีเงินติดไปแค่ 1000 usd เองนี่แล้วก็ไม่รู้ว่าจะใช้บัตรเครดิตได้ไหม
ปัญหาของเรือหวานเย็นมันอยู่ที่ว่าตอนผมไปถึงเรือมันก็หมดไปแล้ว ต้องรอขึ้นเรือตอนเช้าทำให้ผมต้องนอนค้างที่มาเล่ย์ 1 คืนโดยค่าโรงแรมที่มาเล่ย์คืนละ 20 usd ค่าจ้างไกด์ท้องถิ่นอีก 30 usd (ก็ ok นะประหยัดไปตั้งเยอะ แถมผมก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้วผมมีเวลาท่องเที่ยวตั้ง 5 วัน)
ผมเดินเที่ยวไปกับพี่ไกด์ โดยเริ่มจากเดินดูตลาดปลาซึ่งแปลกประหลาดที่สุดที่ผมเคยเดิน ผมเจอทั้งปลานกแก้ว ปลามังกร ปลาประหลาดๆอีกหลายชนิดวางไว้เพื่อเป็นอาหาร ผมได้ลองกินเนื้อปลาฉนากดิบ ซึ่งรสชาติเกินบรรยายมากเหมือนกินปลาเค็มดิบๆแบบเหม็นคาวกว่านั้นซัก 10 เท่า(แต่สุดท้ายมันเป็นของที่ทำให้ผมรอดตายมาจากทะเลได้นะครับ) ได้ดูมัสยิดที่เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในมัลดีฟและทำให้ผมได้รู้ว่าความคิดของผมเกี่ยวกับมัลดีฟนั้นผิดเกือบหมด เช่น มัลดีฟเป็นประเทศมุสลิมที่เคร่งครัดมากถ้านำเหล้าเข้ามาในประเทศมีโทษจำคุก 10 ปี ผู้หญิงห้ามใส่บิกินนี่ในพื้นที่สาธารณะยกเว้นพวกเกาะรีสอร์ท (ซึ่งยกเว้นกฏหมายเกือบทุกข้อแหละ)หรือว่ามัลดีฟไม่ได้จะจมทะเลหรอกมันเป็นการตลาดของพวกเกาะรีสอร์ทเค้า ต่อมาผมได้ไปเห็นร้านขายสัตว์เลี้ยงซึ่งขายกันแต่นกแก้วมาคอร์ราคาถูกจนน่าตกใจตัวละ 500-1000 บาทเองโดยตัวใหญ่นี่ใหญ่เกือบเท่าขาผมได้มั้ง และที่สุดท้ายผมได้เดินดูพิพิธภัณฑ์แห่งชาติมัลดีฟซึ่งสร้างจากวังเก่าของผู้ปกครองชาวโปรตุเกสและที่สำคัญที่สุดวันที่ผมไปถึงเป็นวันชาติของมัลดีฟซึ่งเป็นวันที่ผู้ก่อตั้งประเทศได้ประกาศอิสรภาพจากการเป็นเมืองอาณานิคมของโปรตุเกสพอดี พี่ไกด์บอกว่าคืนนี้จะมีการแสดงประจำชาติมัลดีฟที่ชาวต่างชาติน้อยมากที่จะได้เห็น (ผมร้องว้าวในใจและประกอบกับมันก็ไม่มีเหล้าให้ผมกินอยู่แล้วนี่)ผมก็เลยตั้งตาที่จะรอดูการแสดงคืนนี้อย่างใจจดใจจ่อ
หลังจากเดินเที่ยวเสร็จ พี่ไกด์พาผมมาส่งที่ร้านอาหารแล้วจะขอตัวกลับ แต่ผมชวนเค้ากินข้าวด้วยกันก่อน (เพราะผมขี้เกียจกินข้าวคนเดียวแล้วก็กลัวสั่งผิดด้วยแหละ) ผมสั่งอาหารท้องถิ่นของที่นั้นมากินซึ่งพี่ไกด์บอกว่าเป็นเมนูหลักของทุกร้าน มันคือ deep fried fish with chilli and coconut milk (ฉู่ฉี่ปลาทอดชัดๆ)แต่ที่น่าแปลกใจที่สุดคือ after dinner เค้าจะเอาผงประการังกินมิ้นมาให้ขัดฟันครับ หลังจากกินข้าวเสร็จพี่ไกด์ก็ขอตัวกลับไปทำธุระและย้ำผมหลายครั้งว่ามีการแสดงตอนสามทุ่ม ให้ผมไปถึงก่อนเวลาด้วยเพราะผู้คนจะแน่นมากๆ แล้วหลังการแสดงจบเค้าจะมาพบผมที่ห้องเพื่อการเตรียมการเดินทางพรุ่งนี้ให้ผม
จุดพีคของเรื่องอยู่ตรงนี้ครับ
ผมกลับไปโรงแรมล้างหน้าล้างตา ประกอบกับการไม่มีอะไรทำปนตื่นเต้น ผมก็เลยเดินไปถึง goverment house of maldives (เขียนเต็มยศเลยจริงๆมันเหมือนอาคารเรียนชั่วคราวของโรงเรียนมัธยมผมเลย)ตั้งแต่ 1 ทุ่ม แต่ก็เริ่มมีคนมาชุมนุมกันนิดหน่อยแล้วครับ ผมไม่มีอะไรทำก็เลยเดินไปคุยกับคนท้องถิ่นเล่นๆ (สำหรับคนที่ไม่รู้ ผมมีนิสัยส่วนตัวเหมือนสุนัขพันธ์โกลเด้นรีทีฟเวอร์เลยครับ คือถ้าผมอยากคุยผมสามารถเป็นมิตรกับคนได้ทั่วโลก)ผมนั่งคุยกับคนพื้นเมืองอยู่ประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ จนผู้คนมาเต็มพื้นที่ลานแสดงเลยครับจากสายตาผมน่าจะเป็นหลายร้อยหรือเป็นพันคน การแสดงก็ได้เริ่มขึ้นมีเสียงกลองและการจุดพลุนิดหน่อย (อารมณ์ประมาณคนงานร้านข้าวต้มจุดกันตอนปีใหม่น่ะครับ) แล้วก็มีการเดินขบวนของทหารน่าจะซัก 12 คนควงปืนเดินสลับไปมา อารมณ์คล้ายๆกับกีฬาสีของโรงเรียนมัธยมของผมอีกนั่นแหละแค่เปลี่ยนคฑาเป็นปืน การแสดงนี้ใช้เวลาประมาณ 20 นาที แล้วก็มีการจุดพลุอีกที (คราวนี้อารมณ์ประมาณงานวัดในต่างจังหวัดครับ) ผมคิดอยู่ว่าเริ่มนื่นเต้นแล้วซิเป็นการแสดงเปิดตัวที่ใช้ได้เลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียงดนตรีเงียบลงแล้วไฟก็ดับพร้อมกับผู้คนแยกย้ายกันกลับบ้านครับ อารมณ์ของผมตอนนั้นคือ เอาสามชั่วโมงของผมคืนมา
ผมเดินกลับไปโรงแรมพร้อมกับอารมณ์หงุดหงิดและคิดว่าจะไปบ่นพี่ไกด์เกี่ยวกับการแสดงในคืนนี้ แต่ระหว่างทางเดินกลับโรงแรม ผมเห็นผู้คนคุยกันอย่างสนุกสนาน ยิ้มและหัวเราะให้กันเหมือนตอนสมัยเด็กๆที่ผมได้ไปเที่ยวงานประจำปีแถวบ้านเลย ผมถามตัวเองว่าผมคาดหวังจะเห็นอะไรกับการดูการแสดงในคืนนี้ ผมคิดว่ามันจะมีพาเหรดของดิสนีย์มาหรอ แค่นี้มันก็น่าจะที่สุดของเค้าแล้วไหม แล้วผมจะอารมณ์เสียไปทำไม
พอไปถึงโรงแรมผมก็เห็นพี่ไกด์ยืนยิ้มกับเด็กผู้ชายตัวเล็กๆซึ่งเป็นลูกชายเค้า พร้อมกับยื่นถุงขนมให้กับผมแล้วบอกว่าที่เค้าต้องรีบไปเพราะเค้าอยากไปซื้อขนมมาให้ผมกินเพราะวันนี้มันจะปิดเร็วแล้วก็รับลูกชายของเค้ามาดูการแสดงด้วย
ขนมถุงนั้นรสชาติเป็นอย่างไรผมยังจำไม่ได้เลยแต่ที่ผมจำได้แม่นคือผมยิ้มพร้อมกับรับขนมนั้นไว้ เพราะภาพที่ผมเห็นคือภาพของความสุขที่พ่อของเด็กน้อยพยามจะมอบให้ลูกชายเค้าแล้วก็ยังเผื่อแผ่มาถึงผมซึ่งพึ่งรู้จักกันอีกด้วย ผมรู้สึกตัวเลยว่าผมไม่ควรตัดสินความปารถนาดีของใครจากประสบการณ์ที่ได้รับมาแตกต่างกัน
หลังจากเราก็คุยเรื่องการเดินทางกันเสร็จ ผมก็ขึ้นไปนอนคิดว่า ผมคาดหวังอะไรจากการมาท่องเที่ยวครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนมันคือความสวยงามของธรรมชาติที่ขึ้นชื่อระดับโลกของที่นี่ แต่สิ่งที่ผมได้เห็นตั้งแต่วันแรกของการเดินทางในครั้งนี้มันคือภาพความสวยงามที่เก่าแก่กว่านั้น มันคือภาพของความสุข
หลังจากนั้นทุกการเดินทางของผม สิ่งที่ผมมองหาเสมอนอกจากความสวยงามตามธรรมชาติหรือสถาปัตยกรรมแล้ว ผมยังคงมองหา ภาพของรอยยิ้มและภาพของความสุขในมุมมองที่ต่างกันไป ผมบอกตัวเองเสมอว่าผมจะพยามมีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งมันทำให้ชีวิตของผมง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว
ขอบคุณที่อ่านครับ
S.munin 6/1/17
ปล.วันนี้ผมเขียนมาเยอะแล้วคงต้องนอนซักทีแต่ผมยังอยากกลับมาเขียนตอนต่อของการเดินทางครั้งนี้อีกครั้ง(เรื่องของที่นี่น่าจะเป็นเรื่องที่ผมโม้บ่อยสุดแล้วเวลากินเหล้า)ซึ่งสำหรับผมแล้วการท่องเที่ยวภาคออกทะเลในมัลดีฟมันน่าตื่นเต้นพอๆกับการที่เด็ก 10 ขวบได้เข้าไปในห้อง lab ของ Stark industry ที่เค้าผลิต Iron man เลยครับ โดยการเที่ยวตลอด 5 วันนี้ผมใช้เงินไปแค่หมื่นกว่าบาทเอง