วันนี้ผมขอมาเล่าประสบการณ์ความรักของผม เมื่อ 4-5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งผมเป็นกลุ่มชายรักชาย เริ่มจากผมขอบอกเลยว่าตัวเองพบรักครั้งนี้ผ่านแอปคือทินเดอร์ ด้วยความอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร จึงลองปัดเผื่อจะเจอคนถูกใจคลายเหงา หลังจากนั้นก็ได้เจอคนคนนึง ที่ถูกชะตาเพราะว่าเขามีความชอบธรรมชาติเลยปัดขาว หลักจากนั้นเขาได้ทักกลับมา เราเลยได้คุยกัน ผมเป็นฝ่ายขอ line เขา และโทรไปคุยก่อน เราคุยกันได้ประมาณ 1 เดือนจึงได้นัดเจอกัน ผมรู้สึกถูกชะตากับคนนี้มากจริงๆ แล้วเขาเป็นคนที่ดูปกติมาก คำว่าปกติแปลว่าเป็นคนธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่ได้เรียนเก่ง หรือรวย หรืออะไรเลยเลย แต่ผมสัมผัสได้ว่าเขาดูเป็นคนดีและมีน้ำใจให้ผมเสมอ จริงแล้วผมจบการศึกษาค่อนข้างดี ในสถาบันที่มีชื่อเสียง มุมมองด้านการเรียนการศึกษาค่อนข้างกว้าง แต่ผมเคยคบกับคนที่ผ่านๆมา แล้วรู้สึกว่าบางคนเป็นคนเยอะ บางคนเป็นคนเรื่องมาก แต่คนนี้ผมรู้สึกว่าเขาดูเป็นคนทั่วไปและเข้ากับผมได้ บางทีชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการคนพิเศษอะไรมากมายเพียงแค่ใครสักคนที่ดีต่อเรา เข้าใจเรา
หลังจากคุยกันมา 1 เดือน ความรักก็พัฒนามาเรื่อยๆ เราเป็นคนดูแลเอาใจใส่กันและกันดี คุยกันทุกวัน เจอกันบ่อยขึ้น กินข้าว ดูหนังฟังเพลง และมีอะไรกัน ซึ่งผมป้องกันโดยสวมถุงยางทุกครั้ง ผมรักเขามากจริงๆ และผมคิดว่าเขาก็รักผมมากเช่นกัน แต่มีอยู่วันนึงผมเจอแชตของเขาที่แอบคุยกับคนอื่น โดยส่งภาพเปลือยให้อีกฝั่งดู และวีดีโอช่วยตัวเอง ซึ่งเขาทำมาตั้งแต่ก่อนคบกับผม ผมเสียใจมากเพราะผมซื่อสัตย์กับเขามาก ไม่เคยคุยกับคนอื่นเลย เพราะผมหวังเจอรักแท้จริงๆ หลังจากนั้นเราทะเลาะกันมาก ผมคิดจะเลิกคบกับเขา และเขาขอโอกาสและสัญญาว่าเขาจะไม่ทำอีก เขาบอกว่าเขาเป็นคนรักษาคำพูดจริงๆ ถ้าเขาให้สัญญากับใครแล้วเขาจะทำมันให้ได้ เขาร้องไห้มาก และสุดท้ายผมมองแววตาเขาแล้วผมคิดว่าคนคนนี้พูดความจริง พูดจากใจจริง ผมบอกตัวเองว่าผมเชื่อเขาได้ ผมจึงให้โอกาสเขาและเราก็คบกับต่อไป แต่ผมก็บอกเขาเสมอว่าผมยังรักเขา แต่ความเชื่อใจต้องใช่เวลา ซึ่งผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ความรักของเราก็เดินต่อ เขาเป็นคนมีน้ำใจจริงๆ ถึงเขาจะไม่มีตังเขาก็ไม่เคยเอ่ยขอผม หรือรบกวนให้ผมช่วยเลย นอกจากที่ผมเห็นว่าเขาไม่น่าจะไหวจริงๆ ผมเลยเป็นคนให้เขาบ้างเล็กน้อยในบางครั้ง เช่นการเลี้ยงข้าว เลี้ยงหนัง เลี้ยงค่ารถเป็นต้น ผมว่าเขาจริงใจกับผมจริงๆ หลังจากนั้นผ่านมา 4 เดือน เหตุการณ์รักของเราดีขึ้นเรื่อยๆ เราไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน แทบจะไม่เคยทะเลาะกันด้วยซ้ำ ผมเคยคิดเลยว่า คนๆนี้และที่เราจะอยุ่ด้วยตลอดชีวิต และจะรักเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ก็มีจุดที่ทำให้ผมไขว้เขวอยู่บ้าง เพราะเขาอายุ 24 แล้วแต่ยังเรียนไม่จบ ดรอบเรียนเพราะยังไม่ทำโปรเจก ซึ่งเขาเหมือนไม่มีความสนใจเท่าไหร่เลย ผมพยายามแนะนำเขาตลอด แต่เขาก็ช่วยที่บ้านขายอาหารวันได้ละ 300 ไปเรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่า เขาน่าจะมีความจำเป็นเลยไม่ได้กดดันเขามากเกินไป เราคบกันได้ไม่ใช่ฐานะ และหน้าที่การงานอยู่แล้ว แต่ผมแค่อยากให้ชีวิตเราดีขึ้น อยากให้เขาได้สิ่งที่ดีดี ผมเชื่อว่าการรักกับใครสักคนการควรจะเกื้อกูลเขาให้เจอแต่สิ่งที่ดีดี
หลังจาก 4 เดือนวันเปลี่ยนแปลงก็มาถึง เขาได้รับการขอร้องให้บวชเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ซึ่งตอนแรกผมไม่เห็นด้วย ผมอยากให้เขาเรียนจบก่อน และค่อยบวช แต่สุดท้ายก็ยอมเพราะผมคิดว่าเวลา 1 เดือนไม่นานมาก บางทีอาจจะได้ทดสอบความรักความเชื่อใจระหว่างเราด้วย และผมก็ต้องวุ่นกับการเตรียมสอบภาษาอังกฤษ เพื่อเอาไปสมัครงานในตำแหน่งที่หวังไว้ เพื่ออนาคตของตัวผมเอง ตามอาชีพที่ผมฝันไว้ ระหว่างที่เขาบวชเราคุยกันน้อยลง วันละนิดหน่อยและวันละไม่กี่ครั้ง 2-3 นาทีบ้าง บางวันก็ 10 นาที หรือมากหน่อยก็ 30 นาที - 1 ชั่วโมง แต่ผมยังรักเขาเหมือนเดิม
ต่อมาผมสัมภาษณ์งานผ่านกำลังจะได้งานที่ฝันไว้ แต่เรื่องคือต้องไปอยู่ต่างจังหวัด ห่างไกลจากเขา ผมเครียดมากกับเรื่องนี้ ไม่กล้าคุยกับเขาเรื่องนี้ แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจบอกว่า “ถ้าเราไม่อยู่กทมเธออยู่ได้ไหม” และก็เล่าให้ฟังว่าผมอาจจะต้องไปทำงานต่างจังหวัด ซึ่งสุดท้ายเราก็ไม่ได้ตกลงอะไร เขาแค่บอกว่าเราก็น่าจะยังรักกันได้นะ แต่ผมก็บอกว่าผมไม่เคยอยู่ไกลๆจากแฟนเลย ผมจะเชื่อใจเขาได้ไหม เขาจะเชื่อใจผมได้ไหม เพราะที่ผ่านมาผมเคยเจ็บมาแล้ว 1 ครั้ง
และวันที่เปลี่ยนแปลงที่สุดในชีวิตของผมก็มาถึงเมื่อวันที่เขาสึกมาแล้ว 3 วันล่าสุดเรายังๆคุยกัน แต่หลังจากนั้นเขาไม่ยอมตอบไลน์ ไม่ยอมโทรหา ครั้งสุดท้ายคือเขาบอกว่าขับรถมอเตอร์ไซต์อยู่ ผมก็มีอาการงอนเล็กน้อยคือบอกเขาไปว่า ทำไมไม่โทรหาเลยทั้ววัน สักนาทีก็ยังดีทั้งที่สึกมาแล้ว แต่เขาก็บอกว่าเดี่ยวแค่นี้ก่อนนะ ขอขับรถก่อน หลังจากนั้นผมเสียใจรู้สึกว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม เลยไลน์ไปว่ายังรักกันอยู่ไหม ยังรู้สึกดีต่อกันรึป่าว ยังรักษาสัญญากันอยู่ไหม ขอให้บอกมาตรงๆกับความรู้สึก ผมรับได้และผมรับฟัง แต่หลังจากนั้น 12 ชั่วโมงผ่านไป เขาไม่ตอบอะไรเลย ไม่อ่านด้วย ผมโกรธมาก เสียใจ คิดจะตัดใจ เลยบล๊อกไลน์ เฟส และไอจีเขา ผ่านไป 1 วันผมก็อึดอัดใจ เลยปลดบล๊อกทุกอย่าง และตัดสินใจโทรไปถามเพื่อนสนิทที่เป็นรูมเมทเขาว่าเขาคิดอย่างไร เป็นอะไร หรือว่ามีคนอื่น แต่ผมคิดในใจว่ามันจะเป็นไปได้เหรอที่คนพึ่งจะสึกจะไปคุยกับใครต่อใครได้ไวขนาดนี้
สุดท้ายผมร้องไห้เสียใจมากเล่าให้เพื่อนเขาฟัง เพื่อนเขาเลยพยายามติดต่อเขาให้ แต่เขาบอกว่าขอพักก่อน เหนื่อยมาก พึ่งกลับมาจากต่างจังหวัดกับครอบครัว ผมยิ่งเครียดและสับสนไปใหญ่ว่าคนพึ่งคุยอยู่ดีดี บอกคิดถึงกัน พอ 4 วันผ่านมาจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ทิ้งความรู้สึกของเราได้เหรอ ทิ้งให้เราคิดมากอย่างนี้ได้หรือ ทำไมทำแบบนี้ เพราะเป็นผมผมคงไม่ปล่อยให้เขาคิดมากแบบนี้แน่ๆ โชคดีที่เพื่อนเขาดีมาก พยายามช่วยเหลือผม คุยกับผมซึ่งมาปลอบผม จนสุดท้ายเพื่อนเขาเห็นผมเสียใจมากและผิดหวังกับการทำแบบนี้ของเพื่อนเขา เขาเลยบอกผมว่า คนที่ผมคบอยู่นั้นเขาติดเชื้อ HIV ซึ่งตอนนั้นผมช๊อคมาก ผมเสียใจมากส่วนนึงคือผมคิดว่าเป็นไปได้ไง ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับเขา ผมยอมรับว่าอดีตเขาอาจจะเป็นคนเที่ยว แต่ระหว่างเขาคบกับผมเขาไม่ดูเป็นคนแบบนั้นเลย และเขาจริงใจกับผมจริงๆ สุดท้ายเพื่อนเขาได้เคลียให้และเขาก็รับโทรศัพท์ผมเขาพูดคำแรกว่า เราเป็นพี่น้องกันได้ไหม เขาขอโทษ เขาไม่อยากทำร้ายเราอีก ที่ผ่านมาเขาขอโทษ เขาไม่อยากแม้จะให้เราเสี่ยงอีก ในใจผมคือผมไม่คิดโกรธเขาเลย ผมกลับสงสารเขา เห็นใจเขาที่เขาคงแบกความรู้สึกเรื่องนี้มาตลอด แต่ผมก็เครียดกับการที่เราก็เสี่ยงอยู่จริงๆ เพราะผมมีอะไรกับเขาหลายครั้งมากในตลอด 4 เดือน แต่ทุกครั้งเราป้องกัน แต่มีการออรัลอยู่เกือบทุกครั้ง ซึ่งทางการแพทย์บอกว่ามีโอกาสติดเชื้อแต่น้อยมากๆ ซึ่งมันอาจจะไม่เครียดเท่าไหร่ถ้าเราไม่ทราบว่าคนที่เรามีอะไรด้วยอาจจะมีเชื้อหรือไม่มี แต่นี่คือเขามีเชื้อ HIV จริงๆ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจไปตรวจ โดยเพื่อนของเขาพาผมไป ซึ่งเขาไม่ได้ทัก หรือพูดอะไรกับผมอีกเลยทั้งที่รู้ว่าเพื่อนเขาจะพาผมไปไหน หรือเสียใจมากแค่ไหน ไม่แม้จะไลน์หรือทักผมมา ซึ่งผมคิดว่าเขาอาจจะรู้สึกละอายใจ รวมถึงถ้าคุยกับผมทั้งเขาและผมจะทำใจไม่ได้ เขาคงอยากจจะตัดใจจากผมและให้ผมตัดใจจากเขาจริงๆ ผมคิดแบบนี้
ผมนอนหลับๆ ตื่นๆ มา 2 วันด้วยความเสียใจที่เลิกกันเขาและความเครียดว่าจะติดเชื้อหรือไม่ เลยตัดสินใจไปตรวจ ผลปรากฎว่า โชคดีที่ผมเลือดเป็นปกติ ความรู้สึกผมดีขึ้นระดับหนึ่งแต่บอกตรงๆว่าผมเป็นห่วงเขามาก อาจจะเป็นเพราะผมรักเขาจริงๆ เพื่อนเขาบอกว่าเขาไม่ได้ทานยามามากกว่า 6 เดือนแล้วเพราะหลังจากเขาหมดประกันสังคม กลัวว่าค่ารักษา ค่ายาจะแพง ผมจึงติดต่อสอบถามหาข้อมูลทุกอย่างทั้งทางโรงพยาบาล และข้อมุลการรักษา สิทธิประกันสุขภาพ ซึ่งพบว่าคนที่ติดเชื้อ HIV รักษาฟรีในประกันสุขภาพตามโรงพยาบาลที่เรามีสิทธิ์ ซึ่งจริงๆแล้วใจหนึ่งผมคิดว่าผมจะไม่ไปเจอเขาแล้ว ฝากเพื่อนเขาให้ดูแลเขา บังคับให้พาเขาไปรักษา แต่สุดท้ายผมทำใจไม่ได้เพราะเพื่อนเขาบอกว่าเขาไม่ยอมไป ผมจึงตัดสินใจจะพาเขาไปด้วยตัวเอง โดยนัดกับเพื่อนเขาไว้ ซึ่งผมไม่รู้ว่าเขาจะยอมเจอผมหรือไม่ ผมเลยไม่กล้าคุยกับเขาตรงๆ เป็นสิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้และคิดว่าจะทำเพื่อคนที่เรารัก หรือเคยรักเรา หรือเขายังรักเราอยู่หรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ผมอยากจะทำให้เขาก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส เช่นผมต้องย้ายไปต่างจังหวัด หรือพูดตรงๆคืออาการเค้าแย่ลง โดยที่ผมไม่ได้พยายามทำอะไรเลย ผมคงโทษตัวเองที่ไม่พยายามทำอะไรเลยทั้งที่ช่วยเขาได้ และการไม่ได้รับยามากกว่า 6 เดือนค่าภูมิคุ้มกันเขาอาจจะต่ำ ซึ่งผมเป็นห่วงสุขภาพเขามากกว่าที่จะกลัวเสียใจที่จะเจอเขา.... ซึ่งเป็นวันพรุ่งนี้แล้วที่ผมจะเจอเขา
ที่ผมเขียนยาวเพราะผมอยากแชร์ประสบการณ์ชีวิตทั้งความรู้สึกความรักและความรู้สึกให้ทุกคนเข้าใจมากที่สุด ขออภัยถ้าพิมพ์ผิดเยอะมากเพราะผมรีบ และเล่าด้วยความรู้สึกเสียใจอยู่ รวมถึงอยากจะบอกทุกคนเบื้องต้นเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ความเสี่ยง HIV เพราะครั้งหนึ่งผมเครียดกับเรื่องออรัลและกังวัลมาก หาข้อมูลทั้งที่บอกว่ามีความเสี่ยงและน่ากลัว บางที่ก็บอกว่าเสี่ยงน้อยถ้าไม่มีแผลในปากหรือลำคอ แต่ถึงอย่างไรผมก็ขอฝากทุกคนไว้ว่าอย่าเสี่ยง หรือป้องกันไว้ก่อนดีที่สุด ไม่ควรออรัลถ้าเราไม่มั่นใจว่าคนนั้นปลอดเชื้อจริงๆ แต่สำหรับผมคือผมไม่รู้เลยจริงๆ
ขอบคุณครับ
เมื่อผมพบว่าแฟนที่คบมา ติดเชื้อ HIV เขารักผมจริงหรือผมคิดไปเอง???
หลังจากคุยกันมา 1 เดือน ความรักก็พัฒนามาเรื่อยๆ เราเป็นคนดูแลเอาใจใส่กันและกันดี คุยกันทุกวัน เจอกันบ่อยขึ้น กินข้าว ดูหนังฟังเพลง และมีอะไรกัน ซึ่งผมป้องกันโดยสวมถุงยางทุกครั้ง ผมรักเขามากจริงๆ และผมคิดว่าเขาก็รักผมมากเช่นกัน แต่มีอยู่วันนึงผมเจอแชตของเขาที่แอบคุยกับคนอื่น โดยส่งภาพเปลือยให้อีกฝั่งดู และวีดีโอช่วยตัวเอง ซึ่งเขาทำมาตั้งแต่ก่อนคบกับผม ผมเสียใจมากเพราะผมซื่อสัตย์กับเขามาก ไม่เคยคุยกับคนอื่นเลย เพราะผมหวังเจอรักแท้จริงๆ หลังจากนั้นเราทะเลาะกันมาก ผมคิดจะเลิกคบกับเขา และเขาขอโอกาสและสัญญาว่าเขาจะไม่ทำอีก เขาบอกว่าเขาเป็นคนรักษาคำพูดจริงๆ ถ้าเขาให้สัญญากับใครแล้วเขาจะทำมันให้ได้ เขาร้องไห้มาก และสุดท้ายผมมองแววตาเขาแล้วผมคิดว่าคนคนนี้พูดความจริง พูดจากใจจริง ผมบอกตัวเองว่าผมเชื่อเขาได้ ผมจึงให้โอกาสเขาและเราก็คบกับต่อไป แต่ผมก็บอกเขาเสมอว่าผมยังรักเขา แต่ความเชื่อใจต้องใช่เวลา ซึ่งผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ความรักของเราก็เดินต่อ เขาเป็นคนมีน้ำใจจริงๆ ถึงเขาจะไม่มีตังเขาก็ไม่เคยเอ่ยขอผม หรือรบกวนให้ผมช่วยเลย นอกจากที่ผมเห็นว่าเขาไม่น่าจะไหวจริงๆ ผมเลยเป็นคนให้เขาบ้างเล็กน้อยในบางครั้ง เช่นการเลี้ยงข้าว เลี้ยงหนัง เลี้ยงค่ารถเป็นต้น ผมว่าเขาจริงใจกับผมจริงๆ หลังจากนั้นผ่านมา 4 เดือน เหตุการณ์รักของเราดีขึ้นเรื่อยๆ เราไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน แทบจะไม่เคยทะเลาะกันด้วยซ้ำ ผมเคยคิดเลยว่า คนๆนี้และที่เราจะอยุ่ด้วยตลอดชีวิต และจะรักเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ก็มีจุดที่ทำให้ผมไขว้เขวอยู่บ้าง เพราะเขาอายุ 24 แล้วแต่ยังเรียนไม่จบ ดรอบเรียนเพราะยังไม่ทำโปรเจก ซึ่งเขาเหมือนไม่มีความสนใจเท่าไหร่เลย ผมพยายามแนะนำเขาตลอด แต่เขาก็ช่วยที่บ้านขายอาหารวันได้ละ 300 ไปเรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่า เขาน่าจะมีความจำเป็นเลยไม่ได้กดดันเขามากเกินไป เราคบกันได้ไม่ใช่ฐานะ และหน้าที่การงานอยู่แล้ว แต่ผมแค่อยากให้ชีวิตเราดีขึ้น อยากให้เขาได้สิ่งที่ดีดี ผมเชื่อว่าการรักกับใครสักคนการควรจะเกื้อกูลเขาให้เจอแต่สิ่งที่ดีดี
หลังจาก 4 เดือนวันเปลี่ยนแปลงก็มาถึง เขาได้รับการขอร้องให้บวชเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ซึ่งตอนแรกผมไม่เห็นด้วย ผมอยากให้เขาเรียนจบก่อน และค่อยบวช แต่สุดท้ายก็ยอมเพราะผมคิดว่าเวลา 1 เดือนไม่นานมาก บางทีอาจจะได้ทดสอบความรักความเชื่อใจระหว่างเราด้วย และผมก็ต้องวุ่นกับการเตรียมสอบภาษาอังกฤษ เพื่อเอาไปสมัครงานในตำแหน่งที่หวังไว้ เพื่ออนาคตของตัวผมเอง ตามอาชีพที่ผมฝันไว้ ระหว่างที่เขาบวชเราคุยกันน้อยลง วันละนิดหน่อยและวันละไม่กี่ครั้ง 2-3 นาทีบ้าง บางวันก็ 10 นาที หรือมากหน่อยก็ 30 นาที - 1 ชั่วโมง แต่ผมยังรักเขาเหมือนเดิม
ต่อมาผมสัมภาษณ์งานผ่านกำลังจะได้งานที่ฝันไว้ แต่เรื่องคือต้องไปอยู่ต่างจังหวัด ห่างไกลจากเขา ผมเครียดมากกับเรื่องนี้ ไม่กล้าคุยกับเขาเรื่องนี้ แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจบอกว่า “ถ้าเราไม่อยู่กทมเธออยู่ได้ไหม” และก็เล่าให้ฟังว่าผมอาจจะต้องไปทำงานต่างจังหวัด ซึ่งสุดท้ายเราก็ไม่ได้ตกลงอะไร เขาแค่บอกว่าเราก็น่าจะยังรักกันได้นะ แต่ผมก็บอกว่าผมไม่เคยอยู่ไกลๆจากแฟนเลย ผมจะเชื่อใจเขาได้ไหม เขาจะเชื่อใจผมได้ไหม เพราะที่ผ่านมาผมเคยเจ็บมาแล้ว 1 ครั้ง
และวันที่เปลี่ยนแปลงที่สุดในชีวิตของผมก็มาถึงเมื่อวันที่เขาสึกมาแล้ว 3 วันล่าสุดเรายังๆคุยกัน แต่หลังจากนั้นเขาไม่ยอมตอบไลน์ ไม่ยอมโทรหา ครั้งสุดท้ายคือเขาบอกว่าขับรถมอเตอร์ไซต์อยู่ ผมก็มีอาการงอนเล็กน้อยคือบอกเขาไปว่า ทำไมไม่โทรหาเลยทั้ววัน สักนาทีก็ยังดีทั้งที่สึกมาแล้ว แต่เขาก็บอกว่าเดี่ยวแค่นี้ก่อนนะ ขอขับรถก่อน หลังจากนั้นผมเสียใจรู้สึกว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม เลยไลน์ไปว่ายังรักกันอยู่ไหม ยังรู้สึกดีต่อกันรึป่าว ยังรักษาสัญญากันอยู่ไหม ขอให้บอกมาตรงๆกับความรู้สึก ผมรับได้และผมรับฟัง แต่หลังจากนั้น 12 ชั่วโมงผ่านไป เขาไม่ตอบอะไรเลย ไม่อ่านด้วย ผมโกรธมาก เสียใจ คิดจะตัดใจ เลยบล๊อกไลน์ เฟส และไอจีเขา ผ่านไป 1 วันผมก็อึดอัดใจ เลยปลดบล๊อกทุกอย่าง และตัดสินใจโทรไปถามเพื่อนสนิทที่เป็นรูมเมทเขาว่าเขาคิดอย่างไร เป็นอะไร หรือว่ามีคนอื่น แต่ผมคิดในใจว่ามันจะเป็นไปได้เหรอที่คนพึ่งจะสึกจะไปคุยกับใครต่อใครได้ไวขนาดนี้
สุดท้ายผมร้องไห้เสียใจมากเล่าให้เพื่อนเขาฟัง เพื่อนเขาเลยพยายามติดต่อเขาให้ แต่เขาบอกว่าขอพักก่อน เหนื่อยมาก พึ่งกลับมาจากต่างจังหวัดกับครอบครัว ผมยิ่งเครียดและสับสนไปใหญ่ว่าคนพึ่งคุยอยู่ดีดี บอกคิดถึงกัน พอ 4 วันผ่านมาจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ทิ้งความรู้สึกของเราได้เหรอ ทิ้งให้เราคิดมากอย่างนี้ได้หรือ ทำไมทำแบบนี้ เพราะเป็นผมผมคงไม่ปล่อยให้เขาคิดมากแบบนี้แน่ๆ โชคดีที่เพื่อนเขาดีมาก พยายามช่วยเหลือผม คุยกับผมซึ่งมาปลอบผม จนสุดท้ายเพื่อนเขาเห็นผมเสียใจมากและผิดหวังกับการทำแบบนี้ของเพื่อนเขา เขาเลยบอกผมว่า คนที่ผมคบอยู่นั้นเขาติดเชื้อ HIV ซึ่งตอนนั้นผมช๊อคมาก ผมเสียใจมากส่วนนึงคือผมคิดว่าเป็นไปได้ไง ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับเขา ผมยอมรับว่าอดีตเขาอาจจะเป็นคนเที่ยว แต่ระหว่างเขาคบกับผมเขาไม่ดูเป็นคนแบบนั้นเลย และเขาจริงใจกับผมจริงๆ สุดท้ายเพื่อนเขาได้เคลียให้และเขาก็รับโทรศัพท์ผมเขาพูดคำแรกว่า เราเป็นพี่น้องกันได้ไหม เขาขอโทษ เขาไม่อยากทำร้ายเราอีก ที่ผ่านมาเขาขอโทษ เขาไม่อยากแม้จะให้เราเสี่ยงอีก ในใจผมคือผมไม่คิดโกรธเขาเลย ผมกลับสงสารเขา เห็นใจเขาที่เขาคงแบกความรู้สึกเรื่องนี้มาตลอด แต่ผมก็เครียดกับการที่เราก็เสี่ยงอยู่จริงๆ เพราะผมมีอะไรกับเขาหลายครั้งมากในตลอด 4 เดือน แต่ทุกครั้งเราป้องกัน แต่มีการออรัลอยู่เกือบทุกครั้ง ซึ่งทางการแพทย์บอกว่ามีโอกาสติดเชื้อแต่น้อยมากๆ ซึ่งมันอาจจะไม่เครียดเท่าไหร่ถ้าเราไม่ทราบว่าคนที่เรามีอะไรด้วยอาจจะมีเชื้อหรือไม่มี แต่นี่คือเขามีเชื้อ HIV จริงๆ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจไปตรวจ โดยเพื่อนของเขาพาผมไป ซึ่งเขาไม่ได้ทัก หรือพูดอะไรกับผมอีกเลยทั้งที่รู้ว่าเพื่อนเขาจะพาผมไปไหน หรือเสียใจมากแค่ไหน ไม่แม้จะไลน์หรือทักผมมา ซึ่งผมคิดว่าเขาอาจจะรู้สึกละอายใจ รวมถึงถ้าคุยกับผมทั้งเขาและผมจะทำใจไม่ได้ เขาคงอยากจจะตัดใจจากผมและให้ผมตัดใจจากเขาจริงๆ ผมคิดแบบนี้
ผมนอนหลับๆ ตื่นๆ มา 2 วันด้วยความเสียใจที่เลิกกันเขาและความเครียดว่าจะติดเชื้อหรือไม่ เลยตัดสินใจไปตรวจ ผลปรากฎว่า โชคดีที่ผมเลือดเป็นปกติ ความรู้สึกผมดีขึ้นระดับหนึ่งแต่บอกตรงๆว่าผมเป็นห่วงเขามาก อาจจะเป็นเพราะผมรักเขาจริงๆ เพื่อนเขาบอกว่าเขาไม่ได้ทานยามามากกว่า 6 เดือนแล้วเพราะหลังจากเขาหมดประกันสังคม กลัวว่าค่ารักษา ค่ายาจะแพง ผมจึงติดต่อสอบถามหาข้อมูลทุกอย่างทั้งทางโรงพยาบาล และข้อมุลการรักษา สิทธิประกันสุขภาพ ซึ่งพบว่าคนที่ติดเชื้อ HIV รักษาฟรีในประกันสุขภาพตามโรงพยาบาลที่เรามีสิทธิ์ ซึ่งจริงๆแล้วใจหนึ่งผมคิดว่าผมจะไม่ไปเจอเขาแล้ว ฝากเพื่อนเขาให้ดูแลเขา บังคับให้พาเขาไปรักษา แต่สุดท้ายผมทำใจไม่ได้เพราะเพื่อนเขาบอกว่าเขาไม่ยอมไป ผมจึงตัดสินใจจะพาเขาไปด้วยตัวเอง โดยนัดกับเพื่อนเขาไว้ ซึ่งผมไม่รู้ว่าเขาจะยอมเจอผมหรือไม่ ผมเลยไม่กล้าคุยกับเขาตรงๆ เป็นสิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้และคิดว่าจะทำเพื่อคนที่เรารัก หรือเคยรักเรา หรือเขายังรักเราอยู่หรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ผมอยากจะทำให้เขาก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส เช่นผมต้องย้ายไปต่างจังหวัด หรือพูดตรงๆคืออาการเค้าแย่ลง โดยที่ผมไม่ได้พยายามทำอะไรเลย ผมคงโทษตัวเองที่ไม่พยายามทำอะไรเลยทั้งที่ช่วยเขาได้ และการไม่ได้รับยามากกว่า 6 เดือนค่าภูมิคุ้มกันเขาอาจจะต่ำ ซึ่งผมเป็นห่วงสุขภาพเขามากกว่าที่จะกลัวเสียใจที่จะเจอเขา.... ซึ่งเป็นวันพรุ่งนี้แล้วที่ผมจะเจอเขา
ที่ผมเขียนยาวเพราะผมอยากแชร์ประสบการณ์ชีวิตทั้งความรู้สึกความรักและความรู้สึกให้ทุกคนเข้าใจมากที่สุด ขออภัยถ้าพิมพ์ผิดเยอะมากเพราะผมรีบ และเล่าด้วยความรู้สึกเสียใจอยู่ รวมถึงอยากจะบอกทุกคนเบื้องต้นเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ความเสี่ยง HIV เพราะครั้งหนึ่งผมเครียดกับเรื่องออรัลและกังวัลมาก หาข้อมูลทั้งที่บอกว่ามีความเสี่ยงและน่ากลัว บางที่ก็บอกว่าเสี่ยงน้อยถ้าไม่มีแผลในปากหรือลำคอ แต่ถึงอย่างไรผมก็ขอฝากทุกคนไว้ว่าอย่าเสี่ยง หรือป้องกันไว้ก่อนดีที่สุด ไม่ควรออรัลถ้าเราไม่มั่นใจว่าคนนั้นปลอดเชื้อจริงๆ แต่สำหรับผมคือผมไม่รู้เลยจริงๆ
ขอบคุณครับ