ลูกชายขาหัก เงินเก็บ หนี้สิน และเอกเขนก โฮสเทล

ลูกชายขาหัก   เงินเก็บ   หนี้สิน และเอกเขนก โฮสเทล   

ผมเขียนเล่าเหตุการณ์ต่อไปนี้ เพราะนึกประหลาดใจต่อโชคชะตา  การตัดสินใจ มุมมองทางธุรกิจ พฤติกรรมของคนไทย  รวมถึงนึกประหวัดไปถึง คำสุภาษิตของจีนที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่คนกระทำ ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้ากำหนด”

ผมเปิดบริษัทเล็กๆ ทำเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวีดิทัศน์ มากว่า 10 ปี เน้นงานคุณภาพในราคาพอสมควร ซึ่งธุรกิจก็ดำเนินมาด้วยดี มาหลังๆ นี้เริ่มมองหาธุรกิจที่จะเสริมอนาคตให้มั่นคงขึ้น   แต่เนื่องจากตัวเองอายุค่อนข้างมาก ผนวกกับลูก 2 คนที่อายุยังน้อยอยู่ การจะเปลี่ยนแปลงหรือลงทุนอะไรก็เลยต้องคิดมากไว้ก่อน

เรื่องของเรื่องที่ทำให้ชีวิตของครอบครัวเราพลิกผัน ตีลังกา  เริ่มขึ้นเมื่อปลายปี 2560 ลูกชายวัย 10 ปีของผม เกิดอุปัทวเหตุ จักรยานล้ม ต้นขาด้านซ้ายบิดหัก ต้องเข้าทำการผ่าตัดดามเหล็กที่โรงพยาบาลศิริราช โดยคุณหมอ ธเนศ อริยะวัตรกุล (ขอบันทึกไว้ตรงนี้เพื่อเป็นการขอบคุณนะครับ) และคุณพยาบาลทุกท่านในแผนกกระดูก ได้กรุณาดูแลเป็นอย่างดียิ่ง เรียกว่าทำให้ผมเปลี่ยนทัศนคติที่เคยมีต่อโรงพยาบาลรัฐไปอย่างสิ้นเชิง

ช่วงเวลากว่า 10 วัน ที่ผมต้องไปเฝ้าลูกที่โรงพยาบาล ตอนแรกก็ไปด้อมๆ มองๆ แถวตึกอุบัติเหตุ ที่ญาติผู้ป่วยจำนวนมากอาศัยอยู่  ก็ไม่ไหวครับ ถ้าสักคืน สองคืน อาจจะพอได้ แต่ถ้าหลายๆ คืนนี้ ไม่น่าจะรอด ก็ตระเวนไปนอนตามโรงแรม ห้องพัก โน่นนี่ ไปเรื่อย ก็พบว่า โรงแรมที่พอจะอยู่ในสภาพที่ดีในละแวกนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 7-8 ร้อยบาทขึ้นไป หลายคืนเข้าก็หนักเอาเรื่องอยู่

ตรงนี้แหละครับเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ผมตัดสินใจทำที่พักเพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่ต้องมาติดต่อธุระปะปังในละแวกนี้ (ซึ่งมีทั้ง รพ.ศิริราช รพ.ธนบุรี กองทัพเรือ วัดระฆัง วัดอรุณฯ) ด้วยแนวคิดที่ว่า อย่างแรกเลยต้องดีก่อน ที่นอนหมอน ผ้าห่ม ผ้าปู ผ้าขนหนู ต้องใช้ของคุณภาพดีทั้งหมด ทุกอย่างต้องสะอาดที่สุด สภาพห้องต้องดูดี สวยงาม แข็งแรง ปลอดภัย เพื่อให้ได้คุณภาพการนอนที่ดีที่สุด

นอกจากนั้นสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ต้องราคาถูกด้วย

สุดท้ายก็มาลงตัวที่ โฮสเทลนี่แหละครับ ทำแต่ละชั้นเป็นห้องใหญ่ห้องเดียว แบ่งเป็นชั้นเฉพาะผู้หญิง กับชั้นที่พักได้ทั้งหญิง-ชาย กั้นกำแพงระหว่างเตียง ด้านหน้ามีม่านกั้นมิดชิดเพื่อความเป็นส่วนตัว ใช้ที่นอนหนานุ่มอย่างดีขนาด 4 ฟุต หมอน ผ้าห่ม ผ้าปู ใช้ของคุณภาพดีทั้งหมด  มีไฟหัวเตียง ปลั๊กไฟ พร้อม ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำแยกกัน ใช้สุขภัณฑ์อย่างดี (ดีกว่าโรงแรมราคาหลักพันหลายแห่งด้วย...ขอคุยหน่อย) มีห้องแต่งตัว  มีอ่างล้างหน้า กระจก ไดร์เป่าผม ครบครัน มีระบบประตูอัตโนมัติ ที่เปิดปิดด้วยด้วยคีย์การ์ดที่มีเฉพาะผู้เข้าพักในห้องพักนั้นเท่านั้น รวมถึงล็อคเกอร์เก็บของที่มีกุญแจล็อคเฉพาะของแต่ละคน

ถึง ไม่ใช่ห้องส่วนตัว...แต่เมื่อเราเข้าไปอยู่ในห้องนอน ก็จะรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องส่วนตัวไม่ต่างกันเลย

แล้วความตั้งใจของผมที่จะทำให้คนที่มาพักละแวกนี้มีทางเลือกมากขึ้น มีที่พักคุณภาพดีในราคาประหยัด ก็สำเร็จเสร็จสิ้นตรงตามที่คิดเรียบร้อย แต่ต้องแลกมาด้วยเงินเก็บทั้งหมด ซึ่งก็ยังไม่พอ ต้องเป็นหนี้สินอีกจำนวนไม่น้อย ทั้งจากธนาคารและญาติมิตร

อย่างที่เรียนตอนแรกว่า ด้วยอายุที่ค่อนข้างมากและมีลูกเล็ก จะตัดสินใจทำอะไรก็ต้องคิดมาก งานนี้ผมมั่นใจว่าต้องไปได้ดีแน่ๆ จึงยอมลงทุนมากกว่าที่คิด ถึงขนาดยอมเป็นหนี้เป็นสิน ประมาณการว่าเพียงไม่นานก็คงประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

แหม ... สินค้า(โฮสเทล)ของเราก็คุณภาพดี(มากๆ)  ราคาก็ถูก(มากๆ)  ลูกค้าก็เห็นอยู่เยอะแยะมากมาย ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องกังวล ใช่มั้ย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงการกังวลเท่านั้นครับ แต่เป็นอาการคิดหนัก เครียดจนแทบจะ(ขอโทษ)เอาตีน ก่ายหน้าผากอยู่ทุกคืน

เปิดมาอาทิตย์แรก ไม่มีแขกเข้าพักเลย แม้แต่คนเดียว  ย้ำ  ไม่มีแต่แต่คนเดียว ชั้นล่างที่เราทำเป็นร้านขายกาแฟสด ก็ขายได้วันละไม่กี่แก้ว บางทีขายทั้งวัน ได้มา 2 แก้ว

เรามีพนักงาน 2 คน (เพราะผมยังต้องประจำอยู่ที่ออฟฟิศ และดูแลลูกที่บ้านแถวลาดพร้าว จึงต้องให้หลานชายมาดูแลที่นี่แทน) แม่บ้าน 1 คน และ รปภ.กลางคืนอีก 1 คน เฉพาะเงินเดือน ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ และอื่นๆ ก็หลายหมื่นบาท  แล้ว หึหึ ... ขายกาแฟได้วันละ 2 แก้ว เนี่ยนะ

ตีนมันถึงร่ำๆ จะเลื้อยขึ้นมาบนหน้าผากไงล่ะครับ

ทำไงได้ล่ะ ตกกระไดมาแล้วนี่ ก็ต้องกระโจนล่ะครับ ตัวเองต้องมาปลุกปล้ำที่ร้านเป็นหลัก  แทบจะต้องทิ้งงานที่ออฟฟิศให้เมียดูแลทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะเราจะไม่ยอมให้คุณภาพงานของเราลดลงแม้แต่นิดเดียว โชคดีที่ปกติคุณภรรยาเธอก็เป็นหลักในการดูแลด้านคุณภาพอยู่แล้ว และยังมีน้องๆ ฝีมือดีที่มีประสบการณ์คอยช่วยเหลือ แต่ปัญหาหนักกลับมาอยู่ที่ลูกสองคนที่เธอต้องดูแลคนเดียว แถมพกด้วยการต้องดูแลเรื่องโซเชี่ยลด้วย  เพราะผมไม่ถนัดเอาเสียเลย

แล้วสถานการณ์ของเอกเขนกโฮสเทล ก็ค่อยๆ กระเตื้องขึ้น  แต่ก็ต้องแลกกับพฤติกรรมของลูกที่งอแงหาพ่อ คนโตก็เริ่มเหลวไหลเรื่องการเรียน ที่สำคัญก็คือ แม่ของลูกที่โหลดกับภาระที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งงานที่ออฟฟิศ  รับส่ง  เลี้ยงดู  ทำอาหารให้ลูก งานบ้าน รวมถึงความเครียดเรื่องโฮสเทลที่ยังขาดทุนอยู่ทุกวี่วัน พอเจอหน้ากันก็คุยแต่เรื่องปัญหา  เรื่องความทุกข์  เรียกได้ว่าตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงหลับ ในสมองกังวลแต่เรื่องอนาคตของครอบครัวกันทุกวินาที ความสุข ความหวานชื่นของชีวิต แทบจะลืมไปเลยทีเดียว

ตัดกลับมาดูถึงปัญหาที่ทำให้โฮสเทลเล็กๆ ของเราช่างหาลูกค้ายากเย็นเหลือเกิน ก็พบว่าประการหลักคือ คนไทยไม่คุ้นชินกับการนอนอยู่ในห้องรวมกับคนอื่นที่ไม่รู้จัก  ถึงแม้จะเป็นห้องหับมิดชิด แสนสบายก็ตาม ซึ่งอันที่จริงเรื่องนี้เราก็หารือกันก่อนจะลงมือทำแล้ว ผมเองเป็นคนฟันธงว่า พฤติกรรมนี้น่าจะเปลี่ยนได้ โดยยึดเอารถไฟตู้นอนเป็นกรณีตัวอย่าง  เตียงสองชั้น แคบก็แคบ ความเป็นส่วนตัวก็ไม่มี ไม่เห็นคนจะรังเกียจรังงอน ไอ้ของเราสบายกว่าตั้งเยอะ ก็ต้องรับได้สิน่า...

แหะๆ...ผิดครับ  คนไม่รับเฮะ ส่วนใหญ่พอรู้ว่าเป็นห้องรวมเท่านั้นแหละ หึหึ...

ที่แปลกไปกว่านั้น ก็คือ มีบางคนที่รับได้ บางคนก็เคยพักโฮสเทลมาก่อน แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นสุภาพสตรีครับ ห้องรวมหญิงล้วนของเราจึงมักจะมีลูกค้าอยู่เสมอ ซึ่งแตกต่างกับห้องรวมชาย-หญิง ที่ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน  นานๆ จะมีชายหนุ่มผู้ห้าวหาญก้าวเข้ามาเช็คอินกับเราอย่างไม่ลังเล

สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดถึงตอนนี้คือ ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการกับเราทุกคน บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ดี ดีมาก ดีกว่าที่คิด ทุกคนบอกว่า หากต้องมาทำธุระปะปังแถวนี้ จะต้องมาพักกับเราอีกแน่นอน ความภูมิใจของเราพุ่งขึ้นสูงปรี๊ด เมื่อมีลูกค้าพยาบาลท่านหนึ่งต้องมาใช้ห้องสมุดที่ศิริราชค้นคว้าข้อมูลเพื่อทำวิทยานิพนธ์  มาพักกับเราเป็นอาทิตย์ เธอบอกกับเราว่า “โชคดีที่มีได้มาเจอที่พักแบบนี้” ใจที่แฟบๆ นี่ ฟูฟ่องขึ้นมาเลยเชียว

วันนี้โฮสเทลเล็กๆ ของเรายังอยู่บนก้าวแรกครับ ถึงแม้จะมีลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ และต่างได้รับความประทับใจกลับไปทุกคน แต่ปัญหาต่างๆ ก็ยังไม่จบสิ้น ไอ้เรื่องเงินทองน่ะ แน่นอนอยู่แล้ว  แต่เรื่องเวลานี่สิ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด จะปล่อยให้หลานชายดูแลร้านเพื่อตัวเองจะได้มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น ก็รู้สึกว่า เขายังดูแลลูกค้าได้ไม่ดีเหมือนที่เราทำ  จะทุ่มเทตรงนี้มากขึ้นก็เป็นห่วงครอบครัว  มันเข้าทำนอง ยักตื้นติดกึกยักลึกติดกัก  แต่อย่างที่บอกแหละครับ ตกกระไดแล้วก็ ต้องกระโจนอย่างเดียว แล้ว ก็ต้องลงพื้นให้สวยงามด้วย จะลงมาตรงๆ ทื่อๆ หรือต้องตีลังกา ใส่เกลียวกี่รอบ ก็ต้องทำล่ะครับ ยังไงก็ไม่ยอมเอาหัวลง หรือให้ก้นจ้ำเบ้าเด็ดขาด....

เรื่องราวของ ลูกชายขาหัก   เงินเก็บ   หนี้สิน และเอกเขนกโฮสเทล   ก็มีที่มาแบบนี้ แต่สิ่งที่อยากจะได้เติมไปในท่อนสุดท้ายก่อนจบก็คือ

แล้วเรื่องก็จบลงอย่างสวยงาม ทุกคนได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข....ตลอดไป
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่