ประธาน กกต.ชี้ ส.ส.เพื่อไทย บินอวยพรวันเกิด “ทักษิณ” เป็นสิทธิตามรธน.
https://www.matichon.co.th/politics/news_1059889
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นาย
ศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. กล่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาคำร้องของกกต.ที่ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิ้นสุดลงจากเหตุภรรยาถือหุ้นเกินร้อยละ 5 หรือไม่ว่า กรณีนี้กกต.พิจารณาตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วว่า ถ้าถือหุ้นมาก่อนเข้าดำรงตำแหน่งไม่ถือว่ามีความผิด ถ้าไม่ได้มีการซื้อเพิ่ม ในกรณีของสนช.ก็เช่นเดียวกัน แต่ของนาย
ดอน เป็นกรณีที่คู่สมรสถือเกินร้อยละ 5 ซึ่งศาลก็เคยวินิจฉัยกรณีคู่สมรสมาแล้วหลายกรณีว่าขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งในชั้นการพิจารณาของกกต.ๆ พิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดแล้วจากนี้เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องให้นาย
ดอนชี้จงแก้ข้อกล่าวหา
นาย
ศุภชัย ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ว่า กกต.ได้ส่งผลการรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งความเห็นของกกต.ไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ซึ่งในส่วนของกกต. เรายืนยันความเห็นใน 15 ประเด็นที่ควรจะมีการแก้ไขบรรจุไว้ในร่างกฎหมายดังกล่าวเพราะเป็นสิ่งที่กกต.พบปัญหาข้อผิดพลาดจึงอยากจะแก้ไขเพื่อเป็นการป้องกันการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม
นาย
ศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยเตรียมบินไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดนาย
ทักษิณ ชินวัตร ว่า กกต.ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ การพบปะพูดคุย หรือไปมาหาสู่กินข้าวกันเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย อย่าไปทำผิดกฎหมายพรรคการเมือง
ศาลคดีทุจริต ยกฟ้องคดี “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ยื่นฟ้องอดีตอัยการคดีพิเศษ สั่งคดีกบฏกปปส.
https://www.matichon.co.th/politics/news_1059990
จากกรณีนาย
ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งตกเป็นจำเลยคดีที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษร่วมแกนนำ กปปส. กบฏ ได้ยื่นฟ้องนาย
นันทศักดิ์ พูลสุข อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ซึ่งปัจจุบันเป็นอัยการอาวุโส เป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม61 ที่ผ่านมา ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีที่นายไพบูลย์ เห็นว่า การที่นาย
นันทศักดิ์ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ มีความเห็นเมื่อปี 2557 สั่งฟ้องนาย
ไพบูลย์ ในคดีร่วมกบฏ กปปส. นั้น เป็นการไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรมตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 และ พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 นั้น
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด “
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ” พิจารณาพยานเอกสารที่นาย
ไพบูลย์ ได้ยื่นไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.49/2561 พร้อมคำฟ้อง กับเอกสารการสอบสวนและบันทึกความเห็นการสั่งคดี (อ.ก.4)ของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และ พนักงานอัยการในชั้นตรวจคำฟ้องนี้แล้ว ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เห็นว่า
นายนันทศักดิ์ จำเลยได้พิจารณาวินิจฉัยอย่างรอบคอบเป็นธรรม แสดงเหตุผลประกอบละเอียดรอบคอบแล้ว ไม่มีหลักฐานใดแสดงให้เห็นว่า การสั่งคดีของจำเลยนั้น ไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรมตามที่โจทก์กล่าวหา จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องให้พิพากษายกฟ้อง
ภายหลังนาย
ไพบูลย์ กล่าวภายหลังว่า ตนจะใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ต่อไป เพราะยังเห็นว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่เห็นด้วย ซึ่งจะยื่นเสนอทั้งประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพิ่มเติม โดยจะยื่นอุทธรณ์ใน 2 ประเด็นคือ
1.ผู้ถูกฟ้อง (อัยการ) ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาขัดขวางการเลือกตั้งก่อนออกคำสั่งเห็นควรสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ซึ่งภายหลังผ่านมา 3 ปีแล้ว ถึงมาแจ้งข้อกล่าวหาในปี 2560 เห็นว่าขัดต่อระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
2.การสั่งคดีมีการพิจารณาเพียง 6 วัน ทั้งที่คดีมีผู้ต้องหากว่า 50 คน เป็นการดำเนินการรวบรัด โดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ส่วนประเด็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่ติดใจยื่นอุทธรณ์ ทั้งนี้ ตนได้ยื่นขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไว้แล้ว คาดว่าจะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในเดือน สิงกาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ กปปส.นั้นล่าสุดตั้งแต่ต้นปี 2561 อัยการได้ทยอยยื่นฟ้องนาย
สุเทพ เทือกสุบรรณ อายุ 69 ปี ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ( มปท.) ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการ กปปส. และแกนนำ กปปส.รวมทั้งแนวร่วมมาแล้ว รวม 25 ราย ต่อศาลอาญา แล้วในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฎและข้อหาอื่นรวม 8-9 ข้อหา ศาลนัดสืบพยานโจทก์คดีนี้ในวันที่ 14 พ.ค.2562 ซึ่งแกนนำและแนวร่วม กปปส.ทั้งหมดได้รับการประกันตัวไปคนละ 6 แสนบาท
อย่างไรก็ตามสำหรับแกนนำ กปปส.ชุดแรก ที่อัยการยื่นฟ้องไปตั้งแต่ปี 2557 ประกอบด้วย นาย
สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อายุ 56 ปี ,นาย
สกลธี ภัททิยกุล อายุ 41 ปี,นาย
สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อายุ 67 ปี อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) และนาย
เสรี วงษ์มณฑา อายุ 69 ปี นั้นคดียังอยู่ระหว่างการสืบพยานของศาล
ทั้งนี้ปัจจุบันยังเหลือแกนนำ-แนวร่วม กปปส.รวมทั้งนักวิชาการที่อัยการยังรอส่งตัวฟ้องอีกกว่า 20 ราย
9 ปี หม่อง ทองดี โผล่ขอสัญชาติ เผยผู้ใหญ่เคยสัญญาไว้เแล้วเงียบ
https://www.thairath.co.th/content/1342402
หม่อง ทองดี เกาะกระแสหมูป่า เข้ายื่นขอสัญชาติไทย หลังจากรอมากว่า 9 ปี จากคำสัญญาของผู้ใหญ่ แต่เรื่องก็เงียบหายไป บอกตอนนี้เรียน กศน. ม.ปลาย พร้อมรับงานบินโดรนถ่ายภาพ
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 26 ก.ค.61 นาย
หม่อง ทองดี อายุ 21 ปี บุคคลไร้สัญชาติที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในการเป็นตัวแทนการแข่งขันร่อนเครื่องบินกระดาษพับ ที่ประเทศญี่ปุ่นจนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และในวันนี้เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา
หม่อง ได้เดินทางมายื่นแบบคำร้องขอให้พิจารณาความจำเป็นต้องมีสัญชาติไทย ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยมีนาย
มิ้น ชัยวงศ์ คอยประสานงานช่วยเหลือ
หม่อง ทองดี ในการขอสัญชาติไทย พาเข้าไปยื่นคำร้องกับ นาย
บุญส่ง แสงกฤช ปลัดฝ่ายทะเบียนและบัตร ซึ่งการขอสัญชาติในครั้งนี้นาย
หม่องได้แนบเอกสารสำคัญคือ ใบรับรองการทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศ จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นาย
บุญส่ง แสงกฤช ปลัดอำเภอเมืองเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะได้รับเรื่องไว้แล้วก็ส่งเรื่องคำร้องให้กับทางอธิบดี ส่วนเอกสารที่ยังเหลืออยู่ก็คือใบเกิดของนายหม่อง ซึ่งต้องให้นาย
หม่องไปติดต่อที่ ที่ว่าการอำเภอไชยปราการ เพื่อให้ทางอำเภออัพเดตข้อมูลลงในระบบ ก่อนที่จะได้ดำเนินการต่อไปได้
ส่วนนาย
หม่อง ทองดี กล่าวว่า จากที่รอมาเกือบ 9 ปี วันนี้รู้สึกดีใจมาก และอยากจะขอให้คุณผู้ใหญ่รับเรื่องของตนไว้พิจารณา ซึ่งขณะนี้ตนเรียน ชั้น ม.ปลาย อยู่ กศน. ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ ทุกวันจะไปช่วยพ่อทำงานรับจ้าง พร้อมรับงานบินโดรนถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก
สำหรับนาย
หม่อง ทองดี นั้น เคยโด่งดังในสมัย ในช่วงเดือน ก.ย. 2552 สมัยที่ยังเป็นเด็กชาย
หม่อง ทองดี วัย 12 ปี สัญชาติพม่าที่พ่อแม่ชาวต่างด้าวเดินทางมาขายแรงงานและมาคลอดลูกที่ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะพาครอบครัวมาทำงานก่อสร้างในตัวเมืองเชียงใหม่ และ ด.ช.หม่อง ได้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านห้วยทราย ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จนได้เป็นตัวแทนประเทศไทย รับหนังสือเดินทางพิเศษ จากรัฐบาลไทย เพื่อเดินทางไปแข่งขัน พับเครื่องบินกระดาษ หรือ "
โอกามิ" ที่ประเทศญี่ปุ่น จนพิชิตรางวัลมาได้สำเร็จ ทางรัฐบาลไทยในขณะนั้นสัญญาว่า หลังจากที่เดินทางกลับประเทศ ทางผู้ใหญ่รัฐบาลสมัยจะช่วยให้ได้สัญชาติไทยและส่งเรียนจนจบด็อกเตอร์ แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลเรื่องนี้ก็หายเงียบไป จนวันนี้ นาย
หม่อง ได้โตเป็นผู้ใหญ่ และได้มายื่นขอสัญชาติ ตามพี่น้องทีมหมูป่าที่ กำลังขอสัญชาติไทยเช่นกัน
คลังคาดรายได้ท่องเที่ยวลดลง5หมื่นล้าน
https://www.dailynews.co.th/economic/657210
คลังปรับลดประมาณการณ์รายได้ท่องเที่ยวหาย 5 หมื่นล้าน หลังกระทบเหตุเรือล่มชาวจีนและฟุตบอลโลก แต่มั่นใจจีดีพียังฉลุย 4.5% พร้อมลุ้นโครงการใหม่รัฐดันถึง 5%
น.ส.
กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปี 61 ว่า กระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการณ์รายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 61 ลดลง จากเดิมคาดมีชาวต่างชาติเข้ามา 39.9 ล้านคน เหลือ 39.5 ล้านคน เช่นเดียวกับรายได้การท่องเที่ยว ลดลงจาก 2.13 ล้านล้านบาท เหลือ 2.08 ล้านล้านบาท หรือลดลงไป 5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้การปรับลดลงมาจาก 2 สาเหตุ คือ เหตุเรือนักท่องเที่ยวจีนล่มที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้ชาวจีนยกเลิกการเดินทางเข้ามาไทย นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากการแข่งขันฟุตบอลโลกที่รัสเซีย ส่งผลให้ชาวรัสเซียเดินทางมาไทยเดือนมิ.ย.น้อยลง 16.2% เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นก็หันเดินทางไปรัสเซียแทนเมืองไทย อย่างไรก็ดีจากทั้ง 2 ปัจจัยคลังมองว่าจะกระทบระยะสั้นเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น เพราะในเรื่องของนักท่องเที่ยวจีนแม้เดือนก.ค.ยอดจองจะลด แต่ปรากฏว่าเดือนส.ค.ก็คลี่คลาย เช่นเดียวกับชาวรัสเซียที่หลังจากผ่านช่วงฟุตบอลโลกไปแล้ว ก็น่าจะกลับมาเที่ยวไทยได้ปกติ ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวกลับมาดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
น.ส.
กุลยากล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 61 จะขยายตัวได้ 4.5% หรืออยู่ในกรอบ 4.2-4.8% โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดจะเติบโต 4.2% เนื่องจากการส่งออกขยายตัวดี การใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้เอกชนมีแนวโน้มลงทุนเพิ่ม อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่มีสัญญาณปรับตัวดี ขณะที่รายได้เกษตรกรเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากด้านผลผลิต ตลอดจนมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งระยะ 1 และระยะ 2
JJNY : BD ทักษิณเป็นสิทธิ/ ยกฟ้องคดีไพบูลย์/ 9ปีหม่อง /คาด ทท.หด5หมื่นล้าน/ไม่รู้ ลต.ท้องถิ่นตอนไหน/แฉปกครองประจวบฯ
https://www.matichon.co.th/politics/news_1059889
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. กล่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาคำร้องของกกต.ที่ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิ้นสุดลงจากเหตุภรรยาถือหุ้นเกินร้อยละ 5 หรือไม่ว่า กรณีนี้กกต.พิจารณาตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วว่า ถ้าถือหุ้นมาก่อนเข้าดำรงตำแหน่งไม่ถือว่ามีความผิด ถ้าไม่ได้มีการซื้อเพิ่ม ในกรณีของสนช.ก็เช่นเดียวกัน แต่ของนายดอน เป็นกรณีที่คู่สมรสถือเกินร้อยละ 5 ซึ่งศาลก็เคยวินิจฉัยกรณีคู่สมรสมาแล้วหลายกรณีว่าขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งในชั้นการพิจารณาของกกต.ๆ พิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดแล้วจากนี้เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องให้นายดอนชี้จงแก้ข้อกล่าวหา
นายศุภชัย ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ว่า กกต.ได้ส่งผลการรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งความเห็นของกกต.ไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ซึ่งในส่วนของกกต. เรายืนยันความเห็นใน 15 ประเด็นที่ควรจะมีการแก้ไขบรรจุไว้ในร่างกฎหมายดังกล่าวเพราะเป็นสิ่งที่กกต.พบปัญหาข้อผิดพลาดจึงอยากจะแก้ไขเพื่อเป็นการป้องกันการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม
นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยเตรียมบินไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดนายทักษิณ ชินวัตร ว่า กกต.ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ การพบปะพูดคุย หรือไปมาหาสู่กินข้าวกันเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย อย่าไปทำผิดกฎหมายพรรคการเมือง
ศาลคดีทุจริต ยกฟ้องคดี “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ยื่นฟ้องอดีตอัยการคดีพิเศษ สั่งคดีกบฏกปปส.
https://www.matichon.co.th/politics/news_1059990
จากกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งตกเป็นจำเลยคดีที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษร่วมแกนนำ กปปส. กบฏ ได้ยื่นฟ้องนายนันทศักดิ์ พูลสุข อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ซึ่งปัจจุบันเป็นอัยการอาวุโส เป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม61 ที่ผ่านมา ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีที่นายไพบูลย์ เห็นว่า การที่นายนันทศักดิ์ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ มีความเห็นเมื่อปี 2557 สั่งฟ้องนายไพบูลย์ ในคดีร่วมกบฏ กปปส. นั้น เป็นการไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรมตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 และ พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 นั้น
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด “ศาลอาญาคดีทุจริตฯ” พิจารณาพยานเอกสารที่นายไพบูลย์ ได้ยื่นไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.49/2561 พร้อมคำฟ้อง กับเอกสารการสอบสวนและบันทึกความเห็นการสั่งคดี (อ.ก.4)ของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และ พนักงานอัยการในชั้นตรวจคำฟ้องนี้แล้ว ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เห็นว่า นายนันทศักดิ์ จำเลยได้พิจารณาวินิจฉัยอย่างรอบคอบเป็นธรรม แสดงเหตุผลประกอบละเอียดรอบคอบแล้ว ไม่มีหลักฐานใดแสดงให้เห็นว่า การสั่งคดีของจำเลยนั้น ไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรมตามที่โจทก์กล่าวหา จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องให้พิพากษายกฟ้อง
ภายหลังนายไพบูลย์ กล่าวภายหลังว่า ตนจะใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ต่อไป เพราะยังเห็นว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่เห็นด้วย ซึ่งจะยื่นเสนอทั้งประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพิ่มเติม โดยจะยื่นอุทธรณ์ใน 2 ประเด็นคือ
1.ผู้ถูกฟ้อง (อัยการ) ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาขัดขวางการเลือกตั้งก่อนออกคำสั่งเห็นควรสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ซึ่งภายหลังผ่านมา 3 ปีแล้ว ถึงมาแจ้งข้อกล่าวหาในปี 2560 เห็นว่าขัดต่อระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
2.การสั่งคดีมีการพิจารณาเพียง 6 วัน ทั้งที่คดีมีผู้ต้องหากว่า 50 คน เป็นการดำเนินการรวบรัด โดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ส่วนประเด็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่ติดใจยื่นอุทธรณ์ ทั้งนี้ ตนได้ยื่นขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไว้แล้ว คาดว่าจะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในเดือน สิงกาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ กปปส.นั้นล่าสุดตั้งแต่ต้นปี 2561 อัยการได้ทยอยยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อายุ 69 ปี ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ( มปท.) ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการ กปปส. และแกนนำ กปปส.รวมทั้งแนวร่วมมาแล้ว รวม 25 ราย ต่อศาลอาญา แล้วในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฎและข้อหาอื่นรวม 8-9 ข้อหา ศาลนัดสืบพยานโจทก์คดีนี้ในวันที่ 14 พ.ค.2562 ซึ่งแกนนำและแนวร่วม กปปส.ทั้งหมดได้รับการประกันตัวไปคนละ 6 แสนบาท
อย่างไรก็ตามสำหรับแกนนำ กปปส.ชุดแรก ที่อัยการยื่นฟ้องไปตั้งแต่ปี 2557 ประกอบด้วย นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อายุ 56 ปี ,นายสกลธี ภัททิยกุล อายุ 41 ปี,นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อายุ 67 ปี อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) และนายเสรี วงษ์มณฑา อายุ 69 ปี นั้นคดียังอยู่ระหว่างการสืบพยานของศาล
ทั้งนี้ปัจจุบันยังเหลือแกนนำ-แนวร่วม กปปส.รวมทั้งนักวิชาการที่อัยการยังรอส่งตัวฟ้องอีกกว่า 20 ราย
9 ปี หม่อง ทองดี โผล่ขอสัญชาติ เผยผู้ใหญ่เคยสัญญาไว้เแล้วเงียบ
https://www.thairath.co.th/content/1342402
หม่อง ทองดี เกาะกระแสหมูป่า เข้ายื่นขอสัญชาติไทย หลังจากรอมากว่า 9 ปี จากคำสัญญาของผู้ใหญ่ แต่เรื่องก็เงียบหายไป บอกตอนนี้เรียน กศน. ม.ปลาย พร้อมรับงานบินโดรนถ่ายภาพ
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 26 ก.ค.61 นายหม่อง ทองดี อายุ 21 ปี บุคคลไร้สัญชาติที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในการเป็นตัวแทนการแข่งขันร่อนเครื่องบินกระดาษพับ ที่ประเทศญี่ปุ่นจนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และในวันนี้เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา หม่อง ได้เดินทางมายื่นแบบคำร้องขอให้พิจารณาความจำเป็นต้องมีสัญชาติไทย ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยมีนายมิ้น ชัยวงศ์ คอยประสานงานช่วยเหลือหม่อง ทองดี ในการขอสัญชาติไทย พาเข้าไปยื่นคำร้องกับ นายบุญส่ง แสงกฤช ปลัดฝ่ายทะเบียนและบัตร ซึ่งการขอสัญชาติในครั้งนี้นายหม่องได้แนบเอกสารสำคัญคือ ใบรับรองการทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศ จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นายบุญส่ง แสงกฤช ปลัดอำเภอเมืองเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะได้รับเรื่องไว้แล้วก็ส่งเรื่องคำร้องให้กับทางอธิบดี ส่วนเอกสารที่ยังเหลืออยู่ก็คือใบเกิดของนายหม่อง ซึ่งต้องให้นายหม่องไปติดต่อที่ ที่ว่าการอำเภอไชยปราการ เพื่อให้ทางอำเภออัพเดตข้อมูลลงในระบบ ก่อนที่จะได้ดำเนินการต่อไปได้
ส่วนนายหม่อง ทองดี กล่าวว่า จากที่รอมาเกือบ 9 ปี วันนี้รู้สึกดีใจมาก และอยากจะขอให้คุณผู้ใหญ่รับเรื่องของตนไว้พิจารณา ซึ่งขณะนี้ตนเรียน ชั้น ม.ปลาย อยู่ กศน. ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ ทุกวันจะไปช่วยพ่อทำงานรับจ้าง พร้อมรับงานบินโดรนถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก
สำหรับนายหม่อง ทองดี นั้น เคยโด่งดังในสมัย ในช่วงเดือน ก.ย. 2552 สมัยที่ยังเป็นเด็กชายหม่อง ทองดี วัย 12 ปี สัญชาติพม่าที่พ่อแม่ชาวต่างด้าวเดินทางมาขายแรงงานและมาคลอดลูกที่ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะพาครอบครัวมาทำงานก่อสร้างในตัวเมืองเชียงใหม่ และ ด.ช.หม่อง ได้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านห้วยทราย ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จนได้เป็นตัวแทนประเทศไทย รับหนังสือเดินทางพิเศษ จากรัฐบาลไทย เพื่อเดินทางไปแข่งขัน พับเครื่องบินกระดาษ หรือ "โอกามิ" ที่ประเทศญี่ปุ่น จนพิชิตรางวัลมาได้สำเร็จ ทางรัฐบาลไทยในขณะนั้นสัญญาว่า หลังจากที่เดินทางกลับประเทศ ทางผู้ใหญ่รัฐบาลสมัยจะช่วยให้ได้สัญชาติไทยและส่งเรียนจนจบด็อกเตอร์ แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลเรื่องนี้ก็หายเงียบไป จนวันนี้ นายหม่อง ได้โตเป็นผู้ใหญ่ และได้มายื่นขอสัญชาติ ตามพี่น้องทีมหมูป่าที่ กำลังขอสัญชาติไทยเช่นกัน
คลังคาดรายได้ท่องเที่ยวลดลง5หมื่นล้าน
https://www.dailynews.co.th/economic/657210
คลังปรับลดประมาณการณ์รายได้ท่องเที่ยวหาย 5 หมื่นล้าน หลังกระทบเหตุเรือล่มชาวจีนและฟุตบอลโลก แต่มั่นใจจีดีพียังฉลุย 4.5% พร้อมลุ้นโครงการใหม่รัฐดันถึง 5%
น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปี 61 ว่า กระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการณ์รายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 61 ลดลง จากเดิมคาดมีชาวต่างชาติเข้ามา 39.9 ล้านคน เหลือ 39.5 ล้านคน เช่นเดียวกับรายได้การท่องเที่ยว ลดลงจาก 2.13 ล้านล้านบาท เหลือ 2.08 ล้านล้านบาท หรือลดลงไป 5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้การปรับลดลงมาจาก 2 สาเหตุ คือ เหตุเรือนักท่องเที่ยวจีนล่มที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้ชาวจีนยกเลิกการเดินทางเข้ามาไทย นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากการแข่งขันฟุตบอลโลกที่รัสเซีย ส่งผลให้ชาวรัสเซียเดินทางมาไทยเดือนมิ.ย.น้อยลง 16.2% เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นก็หันเดินทางไปรัสเซียแทนเมืองไทย อย่างไรก็ดีจากทั้ง 2 ปัจจัยคลังมองว่าจะกระทบระยะสั้นเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น เพราะในเรื่องของนักท่องเที่ยวจีนแม้เดือนก.ค.ยอดจองจะลด แต่ปรากฏว่าเดือนส.ค.ก็คลี่คลาย เช่นเดียวกับชาวรัสเซียที่หลังจากผ่านช่วงฟุตบอลโลกไปแล้ว ก็น่าจะกลับมาเที่ยวไทยได้ปกติ ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวกลับมาดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
น.ส.กุลยากล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 61 จะขยายตัวได้ 4.5% หรืออยู่ในกรอบ 4.2-4.8% โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดจะเติบโต 4.2% เนื่องจากการส่งออกขยายตัวดี การใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้เอกชนมีแนวโน้มลงทุนเพิ่ม อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่มีสัญญาณปรับตัวดี ขณะที่รายได้เกษตรกรเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากด้านผลผลิต ตลอดจนมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งระยะ 1 และระยะ 2