JJNY : BD ทักษิณเป็นสิทธิ/ ยกฟ้องคดีไพบูลย์/ 9ปีหม่อง /คาด ทท.หด5หมื่นล้าน/ไม่รู้ ลต.ท้องถิ่นตอนไหน/แฉปกครองประจวบฯ

กระทู้คำถาม
ประธาน กกต.ชี้ ส.ส.เพื่อไทย บินอวยพรวันเกิด “ทักษิณ” เป็นสิทธิตามรธน.
https://www.matichon.co.th/politics/news_1059889

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. กล่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาคำร้องของกกต.ที่ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิ้นสุดลงจากเหตุภรรยาถือหุ้นเกินร้อยละ 5 หรือไม่ว่า กรณีนี้กกต.พิจารณาตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วว่า ถ้าถือหุ้นมาก่อนเข้าดำรงตำแหน่งไม่ถือว่ามีความผิด ถ้าไม่ได้มีการซื้อเพิ่ม ในกรณีของสนช.ก็เช่นเดียวกัน แต่ของนายดอน เป็นกรณีที่คู่สมรสถือเกินร้อยละ 5 ซึ่งศาลก็เคยวินิจฉัยกรณีคู่สมรสมาแล้วหลายกรณีว่าขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งในชั้นการพิจารณาของกกต.ๆ พิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดแล้วจากนี้เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องให้นายดอนชี้จงแก้ข้อกล่าวหา

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ว่า กกต.ได้ส่งผลการรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งความเห็นของกกต.ไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ซึ่งในส่วนของกกต. เรายืนยันความเห็นใน 15 ประเด็นที่ควรจะมีการแก้ไขบรรจุไว้ในร่างกฎหมายดังกล่าวเพราะเป็นสิ่งที่กกต.พบปัญหาข้อผิดพลาดจึงอยากจะแก้ไขเพื่อเป็นการป้องกันการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยเตรียมบินไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดนายทักษิณ ชินวัตร ว่า กกต.ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ การพบปะพูดคุย หรือไปมาหาสู่กินข้าวกันเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย อย่าไปทำผิดกฎหมายพรรคการเมือง




ศาลคดีทุจริต ยกฟ้องคดี “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ยื่นฟ้องอดีตอัยการคดีพิเศษ สั่งคดีกบฏกปปส.
https://www.matichon.co.th/politics/news_1059990

จากกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งตกเป็นจำเลยคดีที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษร่วมแกนนำ กปปส. กบฏ ได้ยื่นฟ้องนายนันทศักดิ์  พูลสุข อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ซึ่งปัจจุบันเป็นอัยการอาวุโส เป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม61 ที่ผ่านมา ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีที่นายไพบูลย์ เห็นว่า การที่นายนันทศักดิ์ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ มีความเห็นเมื่อปี 2557 สั่งฟ้องนายไพบูลย์ ในคดีร่วมกบฏ กปปส. นั้น เป็นการไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรมตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 และ พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 นั้น

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด “ศาลอาญาคดีทุจริตฯ” พิจารณาพยานเอกสารที่นายไพบูลย์ ได้ยื่นไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.49/2561 พร้อมคำฟ้อง กับเอกสารการสอบสวนและบันทึกความเห็นการสั่งคดี (อ.ก.4)ของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และ พนักงานอัยการในชั้นตรวจคำฟ้องนี้แล้ว ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เห็นว่า นายนันทศักดิ์ จำเลยได้พิจารณาวินิจฉัยอย่างรอบคอบเป็นธรรม แสดงเหตุผลประกอบละเอียดรอบคอบแล้ว ไม่มีหลักฐานใดแสดงให้เห็นว่า การสั่งคดีของจำเลยนั้น ไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรมตามที่โจทก์กล่าวหา จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องให้พิพากษายกฟ้อง

ภายหลังนายไพบูลย์ กล่าวภายหลังว่า ตนจะใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ต่อไป เพราะยังเห็นว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่เห็นด้วย ซึ่งจะยื่นเสนอทั้งประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพิ่มเติม โดยจะยื่นอุทธรณ์ใน 2 ประเด็นคือ
1.ผู้ถูกฟ้อง (อัยการ) ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาขัดขวางการเลือกตั้งก่อนออกคำสั่งเห็นควรสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ซึ่งภายหลังผ่านมา 3 ปีแล้ว ถึงมาแจ้งข้อกล่าวหาในปี 2560 เห็นว่าขัดต่อระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
2.การสั่งคดีมีการพิจารณาเพียง 6 วัน ทั้งที่คดีมีผู้ต้องหากว่า 50 คน เป็นการดำเนินการรวบรัด โดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ส่วนประเด็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่ติดใจยื่นอุทธรณ์ ทั้งนี้ ตนได้ยื่นขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไว้แล้ว คาดว่าจะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในเดือน สิงกาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ กปปส.นั้นล่าสุดตั้งแต่ต้นปี 2561 อัยการได้ทยอยยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อายุ 69 ปี ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ( มปท.) ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการ กปปส. และแกนนำ กปปส.รวมทั้งแนวร่วมมาแล้ว รวม 25 ราย ต่อศาลอาญา แล้วในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฎและข้อหาอื่นรวม 8-9 ข้อหา ศาลนัดสืบพยานโจทก์คดีนี้ในวันที่ 14 พ.ค.2562 ซึ่งแกนนำและแนวร่วม กปปส.ทั้งหมดได้รับการประกันตัวไปคนละ 6 แสนบาท

อย่างไรก็ตามสำหรับแกนนำ กปปส.ชุดแรก ที่อัยการยื่นฟ้องไปตั้งแต่ปี 2557 ประกอบด้วย นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อายุ 56 ปี ,นายสกลธี ภัททิยกุล อายุ 41 ปี,นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อายุ 67 ปี อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) และนายเสรี วงษ์มณฑา อายุ 69 ปี นั้นคดียังอยู่ระหว่างการสืบพยานของศาล

ทั้งนี้ปัจจุบันยังเหลือแกนนำ-แนวร่วม กปปส.รวมทั้งนักวิชาการที่อัยการยังรอส่งตัวฟ้องอีกกว่า 20 ราย




9 ปี หม่อง ทองดี โผล่ขอสัญชาติ เผยผู้ใหญ่เคยสัญญาไว้เแล้วเงียบ
https://www.thairath.co.th/content/1342402

หม่อง ทองดี เกาะกระแสหมูป่า เข้ายื่นขอสัญชาติไทย หลังจากรอมากว่า 9 ปี จากคำสัญญาของผู้ใหญ่ แต่เรื่องก็เงียบหายไป บอกตอนนี้เรียน กศน. ม.ปลาย พร้อมรับงานบินโดรนถ่ายภาพ



เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 26 ก.ค.61 นายหม่อง ทองดี อายุ 21 ปี บุคคลไร้สัญชาติที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในการเป็นตัวแทนการแข่งขันร่อนเครื่องบินกระดาษพับ ที่ประเทศญี่ปุ่นจนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และในวันนี้เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา หม่อง ได้เดินทางมายื่นแบบคำร้องขอให้พิจารณาความจำเป็นต้องมีสัญชาติไทย ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยมีนายมิ้น ชัยวงศ์ คอยประสานงานช่วยเหลือหม่อง ทองดี ในการขอสัญชาติไทย พาเข้าไปยื่นคำร้องกับ นายบุญส่ง แสงกฤช ปลัดฝ่ายทะเบียนและบัตร ซึ่งการขอสัญชาติในครั้งนี้นายหม่องได้แนบเอกสารสำคัญคือ ใบรับรองการทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศ จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 


นายบุญส่ง แสงกฤช ปลัดอำเภอเมืองเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะได้รับเรื่องไว้แล้วก็ส่งเรื่องคำร้องให้กับทางอธิบดี ส่วนเอกสารที่ยังเหลืออยู่ก็คือใบเกิดของนายหม่อง ซึ่งต้องให้นายหม่องไปติดต่อที่ ที่ว่าการอำเภอไชยปราการ เพื่อให้ทางอำเภออัพเดตข้อมูลลงในระบบ ก่อนที่จะได้ดำเนินการต่อไปได้


ส่วนนายหม่อง ทองดี กล่าวว่า จากที่รอมาเกือบ 9 ปี วันนี้รู้สึกดีใจมาก และอยากจะขอให้คุณผู้ใหญ่รับเรื่องของตนไว้พิจารณา ซึ่งขณะนี้ตนเรียน ชั้น ม.ปลาย อยู่ กศน. ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ ทุกวันจะไปช่วยพ่อทำงานรับจ้าง พร้อมรับงานบินโดรนถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก


สำหรับนายหม่อง ทองดี นั้น เคยโด่งดังในสมัย ในช่วงเดือน ก.ย. 2552 สมัยที่ยังเป็นเด็กชายหม่อง ทองดี วัย 12 ปี สัญชาติพม่าที่พ่อแม่ชาวต่างด้าวเดินทางมาขายแรงงานและมาคลอดลูกที่ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะพาครอบครัวมาทำงานก่อสร้างในตัวเมืองเชียงใหม่ และ ด.ช.หม่อง ได้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านห้วยทราย ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จนได้เป็นตัวแทนประเทศไทย รับหนังสือเดินทางพิเศษ จากรัฐบาลไทย เพื่อเดินทางไปแข่งขัน พับเครื่องบินกระดาษ หรือ "โอกามิ" ที่ประเทศญี่ปุ่น จนพิชิตรางวัลมาได้สำเร็จ ทางรัฐบาลไทยในขณะนั้นสัญญาว่า หลังจากที่เดินทางกลับประเทศ ทางผู้ใหญ่รัฐบาลสมัยจะช่วยให้ได้สัญชาติไทยและส่งเรียนจนจบด็อกเตอร์ แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลเรื่องนี้ก็หายเงียบไป จนวันนี้ นายหม่อง ได้โตเป็นผู้ใหญ่ และได้มายื่นขอสัญชาติ ตามพี่น้องทีมหมูป่าที่ กำลังขอสัญชาติไทยเช่นกัน





คลังคาดรายได้ท่องเที่ยวลดลง5หมื่นล้าน
https://www.dailynews.co.th/economic/657210

คลังปรับลดประมาณการณ์รายได้ท่องเที่ยวหาย 5 หมื่นล้าน หลังกระทบเหตุเรือล่มชาวจีนและฟุตบอลโลก แต่มั่นใจจีดีพียังฉลุย 4.5% พร้อมลุ้นโครงการใหม่รัฐดันถึง 5%

น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปี 61 ว่า กระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการณ์รายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 61 ลดลง จากเดิมคาดมีชาวต่างชาติเข้ามา 39.9 ล้านคน เหลือ 39.5 ล้านคน  เช่นเดียวกับรายได้การท่องเที่ยว ลดลงจาก 2.13 ล้านล้านบาท เหลือ 2.08 ล้านล้านบาท หรือลดลงไป 5 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้การปรับลดลงมาจาก 2 สาเหตุ คือ เหตุเรือนักท่องเที่ยวจีนล่มที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้ชาวจีนยกเลิกการเดินทางเข้ามาไทย  นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากการแข่งขันฟุตบอลโลกที่รัสเซีย ส่งผลให้ชาวรัสเซียเดินทางมาไทยเดือนมิ.ย.น้อยลง 16.2% เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นก็หันเดินทางไปรัสเซียแทนเมืองไทย อย่างไรก็ดีจากทั้ง 2 ปัจจัยคลังมองว่าจะกระทบระยะสั้นเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น เพราะในเรื่องของนักท่องเที่ยวจีนแม้เดือนก.ค.ยอดจองจะลด แต่ปรากฏว่าเดือนส.ค.ก็คลี่คลาย เช่นเดียวกับชาวรัสเซียที่หลังจากผ่านช่วงฟุตบอลโลกไปแล้ว ก็น่าจะกลับมาเที่ยวไทยได้ปกติ ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวกลับมาดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

น.ส.กุลยากล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 61 จะขยายตัวได้ 4.5% หรืออยู่ในกรอบ 4.2-4.8% โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดจะเติบโต 4.2% เนื่องจากการส่งออกขยายตัวดี การใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้เอกชนมีแนวโน้มลงทุนเพิ่ม อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่มีสัญญาณปรับตัวดี ขณะที่รายได้เกษตรกรเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากด้านผลผลิต ตลอดจนมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งระยะ 1 และระยะ 2
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่