ในชีวิตคนเรามีหลายเรื่องหลายราวเข้ามาสอนเรามากมาย
สิ่งที่เข้ามาสอนเรานั้น มีทั้งดีและไม่ดี แต่ทั้งสองอย่างก็ทำให้เราเรียนรู้และเป็นประสบการณ์ให้เราต่อไป
เลยอยากจะเอาประสบการณ์ส่วนตัวและสิ่งที่ได้เห็นได้อ่านได้เจอมาแชร์ในวันนี้ นั่นก็คือเรื่องของเวลาและความสุขค่ะ
หลายคนอยากจะมี อยากจะเป็น อยากจะได้อย่างโน่นอย่างนี้ โดยที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่เลย
เราก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ เคยได้ยินบ่อยมากกับคำว่า
“จงพอใจในสิ่งที่เรามี” แต่แปลกนะคะ ฟังผ่านๆนี่เข้าใจแต่จะทำให้ใจเราพอจริงๆนี่มันไม่ง่ายเลย
แต่พอโตมา โดนอะไรมาหลายเรื่องหลายราว ทำให้เข้าใจอย่างท่องแท้ว่า
เหตุผลที่ต้องพอใจในสิ่งที่มี ก็เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันข้างหน้าเราจะได้อะไร จะเจออะไร แล้วเราจะมีความสุขและชอบมันไหม
มันอาจจะแย่กว่าที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ หรืออาจจะดีกว่าก็ได้
แต่ถ้าเราไม่พอใจในสิ่งที่เรามีในปัจจุบัน สิ่งที่เราจะทำคือเราจะดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อให้เราได้อย่างที่เราอยากได้
เราจะเหนื่อย เราจะท้อระหว่างทาง บางทีเราอาจรู้สึกถึงความสิ้นหวัง
สุดท้าย ถึงเราจะได้มันมา เราก็ไม่รู้ว่าเราต้องเจอกับอะไรข้างหน้าอีก
แต่ที่แน่ๆคือ ถ้ามันแย่กว่าที่เราเคยมีเคยได้รับมา เราจะหวนคิดถึงวันเวลาเก่าๆที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปได้
วันเวลาในอดีต อาจเป็นช่วงเวลาที่เราโหยหามากที่สุดในอนนาคตก็เป็นได้
ดังนั้น หากเรามีความสุขกับสิ่งที่เรามีปัจจุบบันได้ เรารู้ซึ้งเห็นค่าของสิ่งที่เรามีในทุกวัน
ในอนาคตเวลาเรามองกลับมาเราจะรู้สึกสุขและจำได้ว่าครั้งนึงเราสุขกับมันมาเต็มที่ โดยที่ไม่รู้สึกตะขิดในใจ
กลับกัน ถ้าหากเรามัวแต่ตะเกียดตะกายจะเอาในสิ่งที่เราอยากได้จนลืมเวลาความสุขที่มีตรงหน้า
ในอนาคตพอมองกลับมา เราจะรู้สึกเสียดายเวลาและเราจะรู้สึกได้ว่าทำไมชีวิตเราไม่มีความสุขเลย
(ที่ผ่านมาก็เสียดายที่เราไม่มองเห็นความสุข ปัจจุบันก็พยายามจะไปให้ถึงจุดสูงสุดอารมณ์คล้ายๆว่าไล่กำตด)
ที่มาเขียนเล่าได้อย่างนี้ก็เพราะว่า เราเคยเป็นหนึ่งคนในนั้นค่ะ
ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ทั้งที่เพื่อนๆหรือคนรู้จักหลายคนมองว่าชีวิตเราสมบูรณ์แบบทั้ง ครอบครัว ฐานะ สังคม เรื่องเรียน เรื่องการงาน แฟน
แต่เราเองกลับไม่เห็นคุณค่าและอยากได้อยากมีในสิ่งที่ตนเองคิดว่ามันต้องดีกว่า
จริงๆสิ่งที่ดีกว่ามันอาจเป็นเพียงสิ่งที่ดึงดูดให้เราตะเกียดตะกาย พอออกแรงไปถึง เราก็อาจจะพบว่าจริงๆแล้ว
เราไม่เหมาะกับจุดตรงนี้ ที่ผ่านมาพอดีที่สุดสำหรับเราแล้ว
ที่น่าเศร้าคือเวลามันไม่อาจหวนกลับได้ และต่อให้เราหันหลังกลับไปที่เดิม
อาจจะมีบางอย่างที่เหมือนเดิม แต่หลายอย่างที่เปลี่ยนไป
(ปัจจุบันนี้เราเสียทุกอย่างไปทั้ง การงาน สังคม และ แฟนดีๆ เพราะเราเลือกที่จะเดินออกมาหาสิ่งที่คิดว่าดีกว่า ยกเว้นครอบครัวคุณพ่อคุณแม่น้องสาวที่ยังเหมือนเดิม เรื่องแฟนก็เหมือนกันนะคะ ใครที่มองหาคนที่ดีพอ เลิกซะคะถ้าเจอคนที่พอดีกับเราแล้ว ดูแลรักษาเค้าไว้ให้ดี เพราะถ้ามัวไล่หาคนที่ดีพอก็ต้องหาไปเรื่อยอะคะ สุดท้ายถ้าไม่เจอนี่หาว่าไม่เตือนไม่ได้นนะคะ)
คนที่ไม่อยากอยู่ไทย คิดตลอดว่าไทยไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ อยากจะมาอยู่ต่างประเทศก็เหมือนกันค่ะ
ลองมาอยู่ต่างประเทศแล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้ดีเลิศเลออย่างที่คิด
ลองมาโดนเรื่องเหยียดสีผิว เรื่องถูกมองเป็นอากาศ ไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ไทย
วันนั้นจะโหยหาประเทศไทย สำหรับเราแล้วประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ดีที่สุดแต่เป็นประเทศที่พอดีกับเราที่สุด
“เลิศที่สุด” ในชีวิตอาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่เราเผลอคิดไปว่าเราต้องตะกายเพื่อให้ได้ความเป็น “เลิศที่สุด” ที่ที่คนอื่นๆว่ากันว่าดี ว่ากันว่าเลิศ และคนแย่งกันจะเอามาให้ได้
แต่ในชีวิตจริงนั้น วันเวลาและประสบการณ์จะบอกกับเราเองว่า บางสิ่งที่เป็น "เลิศเลอที่สุด" นั้นมันไม่ได้เหมาะกับธรรมชาติของตัวเรา และมันเหนื่อยมันทรมานที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรครายทางไป เพื่อให้ถึงจุดที่คนอื่นว่ากันว่า ดี ว่ากันว่า เลิศ
บางทีเราเองก็รู้สึกว่า เราเหมือนปลาที่พยายามหัดเดินบนบก เพียงเพื่อที่จะได้รู้ในตอนหลังว่าเราเหมาะกับการอยู่ในน้ำและว่ายน้ำ
แต่เมื่อวันเวลาเดินต่อไป เราได้ออกแรงพยายามจนหมดแรง เราได้เข้าใกล้กับคำว่า “เลิศ” คำว่า “ดี”
เราอาจจะเพิ่งเริ่มจะรู้ว่าไอ้ที่ว่าเป็น “เลิศ” นั้น เป็นเพียงภาพลวงตาไม่มีอยู่จริง
ล่อให้เราออกแรงทำให้ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้ไปได้ไกลสุดเท่าที่จะทำได้
โดยไม่จำเป็นต้องทำไปขนาดนั้นเพียงเพื่อให้โลกยอมรับว่าเราเป็นเลิศที่สุด
สิ่งนั้นอาจจะไม่ได้นำความสุขมาให้อย่างที่คิดไว้ เราอาจจะได้รู้ในตอนที่สายไปแล้วว่าสิ่งที่เลิศเลอที่สุดนั้นไม่ได้เหมาะกับตัวเรา
ต้องยอมรับว่าคนเราต่างกัน เราไม่ได้เกิดมาเท่ากัน ความสามารถเราต่างกัน รวมทั้งจุดสมดุลในชีวิตเราต่างกัน รวมถึงดวงชะตาก็ต่างกันไปในทุกคน
ดังนั้นไอ้ที่บอกกันว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” มันไม่จริงเสมอไป
ในชีวิตจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก ถ้าเราใส่ความพยายามลงไป เราอาจจะแค่ไปได้ไกลจากจุดเริ่มต้นมาก แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ในจุดเดียวกัน
สองคนอาจลงแรงลงความตั้งใจเหมือนกันแต่โอกาสและปัจจัยอื่นๆ ทำให้สองคนนั้นได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น เมื่อเราพยายามทำอะไรดีที่สุดแล้ว จงพอใจและยอมรับกับผลที่จะเกิดขึ้น จงเชื่อว่า วันนั้นเราทำดีที่สุดแล้ว ทำให้สุดแล้วพอ เราไปถึงได้แค่เท่าที่เราไปถึง
ดังนั้น ถ้าเราสามารถบอกใครก็ได้ที่กำลังพยายามตะเกียดตะกายจะเอาอะไรอยู่
สิ่งที่เราอยากบอกคือ...
เราเอาใจช่วยให้เค้าได้พบความสุขที่แท้จริง ให้พบจุดสมดุลในชีวิตไม่ใช่แค่โล่ทองคำหรือภาพมายา
ขอให้มองสำรวจดูว่ามีความสุขแล้วซึ้งในความสุขที่มีปัจจุบันมากพอหรือยัง ถ้ายังไม่เคยรู้สึกเลย เลิกตะกายเถอะ หันกลับไปหาความสุขที่มีตอนนี้ให้ได้ก่อน เพราะสิ่งที่ดีที่สุดอาจไม่มีอยู่จริง แต่สิ่งที่เราพอใจแล้วสุขที่มีมีอยู่จริง
ขอให้ทุกคนโชคดีและเจอสิ่งที่ทำให้เราพอและสุขใจในสิ่งที่มีนะคะ
แด่..คนที่ออกแรงพยายามตะกายให้ถึงสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสุดท้ายพบกับความว่างเปล่า
สิ่งที่เข้ามาสอนเรานั้น มีทั้งดีและไม่ดี แต่ทั้งสองอย่างก็ทำให้เราเรียนรู้และเป็นประสบการณ์ให้เราต่อไป
เลยอยากจะเอาประสบการณ์ส่วนตัวและสิ่งที่ได้เห็นได้อ่านได้เจอมาแชร์ในวันนี้ นั่นก็คือเรื่องของเวลาและความสุขค่ะ
หลายคนอยากจะมี อยากจะเป็น อยากจะได้อย่างโน่นอย่างนี้ โดยที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่เลย
เราก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ เคยได้ยินบ่อยมากกับคำว่า “จงพอใจในสิ่งที่เรามี” แต่แปลกนะคะ ฟังผ่านๆนี่เข้าใจแต่จะทำให้ใจเราพอจริงๆนี่มันไม่ง่ายเลย
แต่พอโตมา โดนอะไรมาหลายเรื่องหลายราว ทำให้เข้าใจอย่างท่องแท้ว่า
เหตุผลที่ต้องพอใจในสิ่งที่มี ก็เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันข้างหน้าเราจะได้อะไร จะเจออะไร แล้วเราจะมีความสุขและชอบมันไหม
มันอาจจะแย่กว่าที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ หรืออาจจะดีกว่าก็ได้
แต่ถ้าเราไม่พอใจในสิ่งที่เรามีในปัจจุบัน สิ่งที่เราจะทำคือเราจะดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อให้เราได้อย่างที่เราอยากได้
เราจะเหนื่อย เราจะท้อระหว่างทาง บางทีเราอาจรู้สึกถึงความสิ้นหวัง
สุดท้าย ถึงเราจะได้มันมา เราก็ไม่รู้ว่าเราต้องเจอกับอะไรข้างหน้าอีก
แต่ที่แน่ๆคือ ถ้ามันแย่กว่าที่เราเคยมีเคยได้รับมา เราจะหวนคิดถึงวันเวลาเก่าๆที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปได้
วันเวลาในอดีต อาจเป็นช่วงเวลาที่เราโหยหามากที่สุดในอนนาคตก็เป็นได้
ดังนั้น หากเรามีความสุขกับสิ่งที่เรามีปัจจุบบันได้ เรารู้ซึ้งเห็นค่าของสิ่งที่เรามีในทุกวัน
ในอนาคตเวลาเรามองกลับมาเราจะรู้สึกสุขและจำได้ว่าครั้งนึงเราสุขกับมันมาเต็มที่ โดยที่ไม่รู้สึกตะขิดในใจ
กลับกัน ถ้าหากเรามัวแต่ตะเกียดตะกายจะเอาในสิ่งที่เราอยากได้จนลืมเวลาความสุขที่มีตรงหน้า
ในอนาคตพอมองกลับมา เราจะรู้สึกเสียดายเวลาและเราจะรู้สึกได้ว่าทำไมชีวิตเราไม่มีความสุขเลย
(ที่ผ่านมาก็เสียดายที่เราไม่มองเห็นความสุข ปัจจุบันก็พยายามจะไปให้ถึงจุดสูงสุดอารมณ์คล้ายๆว่าไล่กำตด)
ที่มาเขียนเล่าได้อย่างนี้ก็เพราะว่า เราเคยเป็นหนึ่งคนในนั้นค่ะ
ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ทั้งที่เพื่อนๆหรือคนรู้จักหลายคนมองว่าชีวิตเราสมบูรณ์แบบทั้ง ครอบครัว ฐานะ สังคม เรื่องเรียน เรื่องการงาน แฟน
แต่เราเองกลับไม่เห็นคุณค่าและอยากได้อยากมีในสิ่งที่ตนเองคิดว่ามันต้องดีกว่า
จริงๆสิ่งที่ดีกว่ามันอาจเป็นเพียงสิ่งที่ดึงดูดให้เราตะเกียดตะกาย พอออกแรงไปถึง เราก็อาจจะพบว่าจริงๆแล้ว
เราไม่เหมาะกับจุดตรงนี้ ที่ผ่านมาพอดีที่สุดสำหรับเราแล้ว
ที่น่าเศร้าคือเวลามันไม่อาจหวนกลับได้ และต่อให้เราหันหลังกลับไปที่เดิม
อาจจะมีบางอย่างที่เหมือนเดิม แต่หลายอย่างที่เปลี่ยนไป
(ปัจจุบันนี้เราเสียทุกอย่างไปทั้ง การงาน สังคม และ แฟนดีๆ เพราะเราเลือกที่จะเดินออกมาหาสิ่งที่คิดว่าดีกว่า ยกเว้นครอบครัวคุณพ่อคุณแม่น้องสาวที่ยังเหมือนเดิม เรื่องแฟนก็เหมือนกันนะคะ ใครที่มองหาคนที่ดีพอ เลิกซะคะถ้าเจอคนที่พอดีกับเราแล้ว ดูแลรักษาเค้าไว้ให้ดี เพราะถ้ามัวไล่หาคนที่ดีพอก็ต้องหาไปเรื่อยอะคะ สุดท้ายถ้าไม่เจอนี่หาว่าไม่เตือนไม่ได้นนะคะ)
คนที่ไม่อยากอยู่ไทย คิดตลอดว่าไทยไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ อยากจะมาอยู่ต่างประเทศก็เหมือนกันค่ะ
ลองมาอยู่ต่างประเทศแล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้ดีเลิศเลออย่างที่คิด
ลองมาโดนเรื่องเหยียดสีผิว เรื่องถูกมองเป็นอากาศ ไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ไทย
วันนั้นจะโหยหาประเทศไทย สำหรับเราแล้วประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ดีที่สุดแต่เป็นประเทศที่พอดีกับเราที่สุด
“เลิศที่สุด” ในชีวิตอาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่เราเผลอคิดไปว่าเราต้องตะกายเพื่อให้ได้ความเป็น “เลิศที่สุด” ที่ที่คนอื่นๆว่ากันว่าดี ว่ากันว่าเลิศ และคนแย่งกันจะเอามาให้ได้
แต่ในชีวิตจริงนั้น วันเวลาและประสบการณ์จะบอกกับเราเองว่า บางสิ่งที่เป็น "เลิศเลอที่สุด" นั้นมันไม่ได้เหมาะกับธรรมชาติของตัวเรา และมันเหนื่อยมันทรมานที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรครายทางไป เพื่อให้ถึงจุดที่คนอื่นว่ากันว่า ดี ว่ากันว่า เลิศ
บางทีเราเองก็รู้สึกว่า เราเหมือนปลาที่พยายามหัดเดินบนบก เพียงเพื่อที่จะได้รู้ในตอนหลังว่าเราเหมาะกับการอยู่ในน้ำและว่ายน้ำ
แต่เมื่อวันเวลาเดินต่อไป เราได้ออกแรงพยายามจนหมดแรง เราได้เข้าใกล้กับคำว่า “เลิศ” คำว่า “ดี”
เราอาจจะเพิ่งเริ่มจะรู้ว่าไอ้ที่ว่าเป็น “เลิศ” นั้น เป็นเพียงภาพลวงตาไม่มีอยู่จริง
ล่อให้เราออกแรงทำให้ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้ไปได้ไกลสุดเท่าที่จะทำได้
โดยไม่จำเป็นต้องทำไปขนาดนั้นเพียงเพื่อให้โลกยอมรับว่าเราเป็นเลิศที่สุด
สิ่งนั้นอาจจะไม่ได้นำความสุขมาให้อย่างที่คิดไว้ เราอาจจะได้รู้ในตอนที่สายไปแล้วว่าสิ่งที่เลิศเลอที่สุดนั้นไม่ได้เหมาะกับตัวเรา
ต้องยอมรับว่าคนเราต่างกัน เราไม่ได้เกิดมาเท่ากัน ความสามารถเราต่างกัน รวมทั้งจุดสมดุลในชีวิตเราต่างกัน รวมถึงดวงชะตาก็ต่างกันไปในทุกคน
ดังนั้นไอ้ที่บอกกันว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” มันไม่จริงเสมอไป
ในชีวิตจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก ถ้าเราใส่ความพยายามลงไป เราอาจจะแค่ไปได้ไกลจากจุดเริ่มต้นมาก แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ในจุดเดียวกัน
สองคนอาจลงแรงลงความตั้งใจเหมือนกันแต่โอกาสและปัจจัยอื่นๆ ทำให้สองคนนั้นได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เมื่อเราพยายามทำอะไรดีที่สุดแล้ว จงพอใจและยอมรับกับผลที่จะเกิดขึ้น จงเชื่อว่า วันนั้นเราทำดีที่สุดแล้ว ทำให้สุดแล้วพอ เราไปถึงได้แค่เท่าที่เราไปถึง
ดังนั้น ถ้าเราสามารถบอกใครก็ได้ที่กำลังพยายามตะเกียดตะกายจะเอาอะไรอยู่
สิ่งที่เราอยากบอกคือ...
เราเอาใจช่วยให้เค้าได้พบความสุขที่แท้จริง ให้พบจุดสมดุลในชีวิตไม่ใช่แค่โล่ทองคำหรือภาพมายา
ขอให้มองสำรวจดูว่ามีความสุขแล้วซึ้งในความสุขที่มีปัจจุบันมากพอหรือยัง ถ้ายังไม่เคยรู้สึกเลย เลิกตะกายเถอะ หันกลับไปหาความสุขที่มีตอนนี้ให้ได้ก่อน เพราะสิ่งที่ดีที่สุดอาจไม่มีอยู่จริง แต่สิ่งที่เราพอใจแล้วสุขที่มีมีอยู่จริง
ขอให้ทุกคนโชคดีและเจอสิ่งที่ทำให้เราพอและสุขใจในสิ่งที่มีนะคะ