ก่อนอื่นขอย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีกว่าที่แล้วที่ได้รู้จักกับรุ่นน้อง ผญ คนนี้โดยบังเอิญ เพราะนางเป็น ลค มา เที่ยวที่ทำงาน เราทำงานเป็น Reception อยู่ที่คลับแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท ก็รู้จักกันเจอกันหลายที่เลยแลกไลน์กันไว้เผื่อวันไหนไปเที่ยวด้วยกัน จากนั้นก็ชวนกันไปเที่ยวกัน แนะนำให้เพื่อนเราและเพื่อนของนางต่างคนต่างรู้จักเราและนาง ด้วยความที่อายุห่างแค่ 5 ปี และชอบเที่ยวเหมือนกันจึงไปเที่ยว กินข้าวกันบ่อยถึงขั้นนางมานอนเล่น ว่ายน้ำที่คอนโดบ่อย เราก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรเพราะเราก็อยู่คนเดียวไม่ค่อยสุงสิงกับใคร พอเราไม่พูดไม่ปฏิเสธอะไร กระเป๋าเป้ก็เริ่มมา เสื้อผ้าก็เริ่มมา แถมขอเราใส่ชุดของเราที่ใส่ได้(Haveไปแล้วไม่ได้คืน) หนักขึ้นเริ่มมาขอค้างกับเราบอกว่าไม่อยากกลับห้อง เหงา นอนไม่หลับเพราะนางเพิ่งเลิกกับแฟน เราก็ไม่ได้ว่าอะไรด้วยความที่เป็นคนใจดีอยู่แล้ว (นางฟ้ามั้ยหล่ะ555) จนนางขอมาอยู่ด้วย นางปริปากมาว่าห้องไม่ได้จ่ายจนเจ้าของเค้าล๊อคห้องแล้ว นางต้องไป-มา คอนโดเรากับคอนโดเพื่อนนาง เราก็ไปเที่ยวกัน กินข้าวกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนเป็นเพื่อน พี่ น้องร่วมช่องคลอดเดียวกัน อยู่ไปอยู่มาก็เคืองกัน ย้ำ!!!ไม่ได้ทะเลาะกันรุนแรงเลยทั้งหมด 3 ครั้ง
ครั้งที่1 นางเคืองเพราะว่าเราขอให้นางออกไปทำงานก่อน 1.30 ชม. เพราะว่าตอนนั้นหลังจากไปเที่ยวพัทยากลับมาแล้วเราลืมจ่ายค่าไฟฟ้าแล้วATMแบงค์สีเหลืองทำอะไรไม่ได้เลยวันนั้นเพราะปรับระบบทั่วประเทศ เราก็เครียดกลัวว่าไฟฟ้าจะตัดแต่นางกลับไปนอน แล้วพูดกับเราว่า"ของ...นอนก่อนนะ" เอดอกกกกกก กูเครียดแทบตายกลับนอนได้ นางเคืองที่เราขอให้นางออกไปทำงานก่อนเวลา นางเลยขนกระเป๋าเป้ออกไป แล้วนางก็ไม่กลับมาเอาของที่เหลือเลย หายหัว หนี้เกือบ2หมื่นก็ไม่ได้คืน
ครั้งที่2 หลังจากที่นางออกไปจากคอนโดเราตอนนั้นนางก็หายหัวไปสักพักแล้วก็ติดต่อเรามา พยายามขอโทษ บอกเราต่างๆนาๆว่านางเปลี่ยนไปแล้วเพราะนางได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเกี่ยวกับศาสนา แล้วก็ได้กลับมาคุยกันต่อเพราะเราคิดว่าการให้อภัยเป็นทาน ไม่โกรธแค้น อโหสิกรรมให้ แล้วนางก็มาหา มาเที่ยวที่คอนโดเราอีกครั้ง แต่ตอนนั้นนางไปเรียนที่โคราช นางเลยไปๆมาๆ ตอนนั้นนางก็บ่นว่าไม่อยากเรียนแล้วอยากทำงานมากกว่าเพราะที่มหาลัยอยู่บนเขา ห่างไกลความเจริญ เราเลยให้มาอยู่กับเราแบบชั่วคราว แต่นางบก็จะไปๆมาๆกับที่ทำงานใหม่ของนาง จนมีวันนึง นางไปเที่ยวมาตอนคืนนั้นแต่เราไม่ได้ไปเพราะไม่ค่อยสบาย และตอนบ่ายๆอีกวันจะไปซื้อของให้แม่ นางก็กลับมาตอนเช้า แล้วก็หลับไป นางหลับตั้งแต่6โมงเช้า-4โมงเย็น เราก็ถามว่าไปเดอะมอล์ด้วยันมั้ย นางบอกไป เราก็รอนางแต่งตัวจนจะทุ่มแล้ว พอไปถึงห้างนางบอกหิวข้าว ขอไปกินข้าวก่อน เออเราก็ให้ไปกิน พอเวลาจะซื้อของนางไม่สนใจอะไรเลย ทำตัวเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโตว่าเออมากับพี่เค้าก็ช่วยเลือกซื้อของออกความคิดหน่อยไม่ใช่มัวแต่คุยกับผู้ชายที่ตื่นเต้นจะมาเที่ยวเมืองไทย จนกลับห้องมาเราขอให้นางลงไปกรอกน้ำให้หน่อยเพราะเราจะทำกับข้าว ทำของไหว้ ตู้กรอกน้ำอยู่ชั้น7แต่เราลืมบอกนาง แต่นางก็น่าจะเห็นนะเพราะอยู่ชั้นเดียวกับสระว่ายน้ำ นางลงไปเล่นน้ำบ่อยแต่ทำไมไม่ยักก่ะเห็น นางลงไปจนชั้น1แล้วโทรมาว่าเราว่าทำไมเราไม่บอกนาง เราก็ไม่ได้พูดอะไรมากมายเพราะมัวทำกับข้าว ของไหว้อยู่แล้วนางก็วางสายไป พอนางขึ้นมาบนห้อง นางเอาขวดน้ำวางไว้แล้วหยิบกระเป๋าออกไป และไม่พูดอะไรกับเราเลย คอนโดเราใช้คีย์การ์ดเปิดประตูทั้งหมด นางยังลงไม่ได้ เราแน่ใจว่างั้นเราเลยเดินไปดูที่ลิฟท์แล้วก็เจอนาง เราบอกว่า"ถ้าทำนิสัยแบบนี้ทีหลังไม่ต้องมาที่นี่อีกนะ" แล้วนางก็หายหัวไปอีกหลายเดือนแต่เราก็ได้ข่าวนางอยู่ เพราะนางรู้จักเพื่อนอีกก๊วนนึงของเรา
ครั้งที่3 หลังจากที่นางหายไปจากชีวิตเราประมาณ 5-6เดือน เราก็เจอนางที่คลับๆนึงที่เราไปเที่ยวบ่อย นางเข้ามาขอโทษเรา ทำจะร้องไห้ แล้วบอกกับเราว่าที่เราพูดบอก ถูกทุกอย่าง เราลืมบอกไปว่าช่วงที่นางอยู่กับเราๆพูด บอก เตือน สอนแต่เรื่องที่ดีๆ การเข้าสังคม มารยาท ทัศนคติดีๆเพราะเราจบโรงแรมรุ่นเก่าๆมาด้วยมั้งและเจอกับสิ่งแวดล้อมที่ดีกับการเข้าสังคมครั้งแรกก็เลยจะค่อนข้างมีระเบียบและความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องบุคคลิกภาพ มารยาททั้งหมดทั้งมวลที่ปัจจุบันนี้หลายๆคนไม่มีกัน จนนางได้มาอยู่กับเราอีกเพราะเราเห็นว่านางลำบาก คิดแค่อย่างเดียวว่าสงสารเพราะเรารับรู้มาว่านางไม่มีพ่อแม่ ทิ้งนางไปตั้งแต่เล็กๆ นางเติบโตมากับยายบุญธรรม เพราะฉะนั้นในเรื่องความอบอุ่นจะไม่มี มีแค่ความทรงจำในวัยเด็กเท่านั้น ช่วงที่นางอยู่กับเราก็มีไปเที่ยวเล่น กินข้าว ไปนู้นไปนี่บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่เราจะออกเงินให้เสียมากกว่าเพราะเรถือว่าเราเป็นคนชวนไปเป็นเพื่อน เราก็แนะนำนางให้ไปสมัครงานที่มั่นคงและดีกว่านี้ มีหน้ามีตา หน้าที่การงานดี เข็นและบอกให้นางไปสมัครอยู่หลายครั้ง(ช่วงนั้นเราทำงานประจำอยู่แต่ตอนนี้ลาออกแล้วให้นางไปทำแทนแล้ว) จนนางชวนเราไปสัมภาษณ์งานเป็นเพื่อน แล้วนางก็ได้งานนั้นๆ เราก็ดีใจและบอกว่าจะพาไปเลี้ยงสำหรับได้งานใหม่ จนนางทำงานไปสักพักนางเริ่มไม่โอเค เพราะนางจะบ่นกับเราตลอดว่าที่ทำงานเอาเปรียบหลายๆอย่าง ระบบไม่ดี เราก็บอกว่าอีกไม่ถึงเดือนเราจะออกจากที่ทำงานเพราะเราต้องไป ตปท 3 เดือน ถ้าอยากทำให้ไปกรอกใบสมัครไว้ก่อนนะเผื่อได้ จนนางอดทนกับที่ทำงานไม่ไหวนางเลยไปเขียนใบลาออก ช่วงเวลานั้นเราก็ให้คำปรึกษานางตลอดในเรื่องงานเพราะเราเคยผ่านสถานที่ทำงานมาหลายรูปแบบ โดนเอาเปรียบจนตอนนี้ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบแล้ว เตือนนางเรื่องเงินเดือนที่ค้างจ่ายของที่เก่า ประกันสังคมให้ไปแจ้งว่างงานล่วงหน้า บอกเตือนทุกอย่างเพราะกลัวเสียสิทธิ์ นางก็ทำตาม จนนางได้ทำงานที่ใหม่ เราก็ให้คำแนะนำ ปรึกษาสำหรับงานนี้
อยากจะรู้ว่า ถ้าเพื่อน รุ่นน้องหรือใครก็แล้วแต่ที่สนิท คบกันมา รู้จักกันมาจะ3ปี มากกว่าหรือน้อยกว่านั้น แล้วเพิ่งได้ของขวัญวันเกิด ซึ่งไม่ได้มีมูลค่าอะไรมาก ตุ๊กตาแลกซื้อเท่านั้น แล้ววันนี้ดันเป็นวันเกิดเพื่อนรุ่นพี่อีกคนนึงที่รู้จักไม่ถึงปี มั้ง บอกว่าเราว่าขอเอาตุ๊กตาไปให้วันเกิดรุ่นพี่คนนี้ก่อนได้มั้ยเพราะไม่มีเงินซื้อของขวัญแล้ว เดี๋ยวสิ้นเดือนเงินเดือนออกจะซื้อให้เราใหม่
คำถาม…..เราผิดมั้ยที่เราทำให้เกิดเรื่อง จนทะเลาะกัน ว่าๆเราเยอะ เรื่องแค่นี้ช่วยกันไม่ได้ แต่เราพูดบอกกับนางแค่ประโยคนึง"มันไม่ได้เกี่ยวที่ของขวัญ มันเกี่ยวที่ความรู้สึก" เราโมโหมาก เราไม่อยากได้ของขวัญและไม่ต้องซื้อใหม่ ไม่อยากได้แล้ว
เราวางไว้กับพื้น นางพิมพ์มาถามว่า"ไว้ที่สูงมาก" …...เราสมควรที่จะโกรธมั้ย เพราะหลังจากเถียงไปมาช่วงเช้า เราอุดส่าไม่ต่อความยาว แต่นางมาขยี้ความรู้สึกที่เสียไปแล้วกลับขึ้นมาอีก แล้วมีใครในโลกนนี้ทำแบบนี้มั้ย? หรือว่ามี เพราะนางไปถามรุ่นพี่อีกคนที่เราและนางรู้จักว่าเค้าคิดอย่างไร เค้าตอบมาว่าเค้าไม่คิด เราอ่ะที่คิดเยอะไป (รุ่นพี่คนนี้เคยทำงานที่เดียวกัน) เค้าะไปคิดอะไรเพราะไม่ใช่เรื่องของเค้า ลองเค้าโดนทำแบบนี้สิแล้วเค้าจะรู้สึกยังไง เพราะใน Relationship นี้มันมีมากกว่านั้น มีใครมั้ยไม่ใช่ญาติพี่น้องกันแต่ช่วยให้ทั้งที่อยู่ อาหาร เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เงินทองและเครื่องอำนวยความสะดวกทุกๆอย่าง แม้กระทั่งรถให้ขับไปทำงาน ยกเว้น2อย่าง ชุดชั้นในกับผู้ชาย แต่แค่คำที่เราพูดว่า ในชีวิตนี้มีใครให้แกได้มากกว่าชั้นมั้ย กลับกลายเป็นว่าเราทวงบุญคุณ เราก็ไม่รู้จะอย่างไรแล้ว ตอนนี้สถานการณ์อึมครึมมาก เราก็มีทิฐิที่ไม่คุยกับนาง เพราะมันใช่เรื่องที่เราจะไปคุยมั้ยหรือว่าอย่างไร ปล่อยไว้งี้ดีแล้ว เพราะเดือนหน้าเราจะไป ตปท แล้ว นางก็อยู่ห้องไป เรากลับมาก็แยกย้ายต่างคนต่างไปใช้ชีวิตกัน
ก็ไม่มีอะไรแล้ว นี่ก็คือเรื่องคร่าวๆว่าเราที่คิดเยอะหรือเพราะรุ่นน้องเราคนนี้ไม่คิดอะไรเลย(นางอายุ26 เราอายุ31) แต่ก็ไงได้เพราะรุ่นน้องเราคนนี้เราก็รักเหมือนน้องแท้ๆหรือชาติที่แล้วมีอะไรที่ผูกพันธ์กันแน่นะ????
เพราะเราคิดมากหรือรุ่นน้องคนนี้ไม่รู้จักโต
ครั้งที่1 นางเคืองเพราะว่าเราขอให้นางออกไปทำงานก่อน 1.30 ชม. เพราะว่าตอนนั้นหลังจากไปเที่ยวพัทยากลับมาแล้วเราลืมจ่ายค่าไฟฟ้าแล้วATMแบงค์สีเหลืองทำอะไรไม่ได้เลยวันนั้นเพราะปรับระบบทั่วประเทศ เราก็เครียดกลัวว่าไฟฟ้าจะตัดแต่นางกลับไปนอน แล้วพูดกับเราว่า"ของ...นอนก่อนนะ" เอดอกกกกกก กูเครียดแทบตายกลับนอนได้ นางเคืองที่เราขอให้นางออกไปทำงานก่อนเวลา นางเลยขนกระเป๋าเป้ออกไป แล้วนางก็ไม่กลับมาเอาของที่เหลือเลย หายหัว หนี้เกือบ2หมื่นก็ไม่ได้คืน
ครั้งที่2 หลังจากที่นางออกไปจากคอนโดเราตอนนั้นนางก็หายหัวไปสักพักแล้วก็ติดต่อเรามา พยายามขอโทษ บอกเราต่างๆนาๆว่านางเปลี่ยนไปแล้วเพราะนางได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเกี่ยวกับศาสนา แล้วก็ได้กลับมาคุยกันต่อเพราะเราคิดว่าการให้อภัยเป็นทาน ไม่โกรธแค้น อโหสิกรรมให้ แล้วนางก็มาหา มาเที่ยวที่คอนโดเราอีกครั้ง แต่ตอนนั้นนางไปเรียนที่โคราช นางเลยไปๆมาๆ ตอนนั้นนางก็บ่นว่าไม่อยากเรียนแล้วอยากทำงานมากกว่าเพราะที่มหาลัยอยู่บนเขา ห่างไกลความเจริญ เราเลยให้มาอยู่กับเราแบบชั่วคราว แต่นางบก็จะไปๆมาๆกับที่ทำงานใหม่ของนาง จนมีวันนึง นางไปเที่ยวมาตอนคืนนั้นแต่เราไม่ได้ไปเพราะไม่ค่อยสบาย และตอนบ่ายๆอีกวันจะไปซื้อของให้แม่ นางก็กลับมาตอนเช้า แล้วก็หลับไป นางหลับตั้งแต่6โมงเช้า-4โมงเย็น เราก็ถามว่าไปเดอะมอล์ด้วยันมั้ย นางบอกไป เราก็รอนางแต่งตัวจนจะทุ่มแล้ว พอไปถึงห้างนางบอกหิวข้าว ขอไปกินข้าวก่อน เออเราก็ให้ไปกิน พอเวลาจะซื้อของนางไม่สนใจอะไรเลย ทำตัวเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโตว่าเออมากับพี่เค้าก็ช่วยเลือกซื้อของออกความคิดหน่อยไม่ใช่มัวแต่คุยกับผู้ชายที่ตื่นเต้นจะมาเที่ยวเมืองไทย จนกลับห้องมาเราขอให้นางลงไปกรอกน้ำให้หน่อยเพราะเราจะทำกับข้าว ทำของไหว้ ตู้กรอกน้ำอยู่ชั้น7แต่เราลืมบอกนาง แต่นางก็น่าจะเห็นนะเพราะอยู่ชั้นเดียวกับสระว่ายน้ำ นางลงไปเล่นน้ำบ่อยแต่ทำไมไม่ยักก่ะเห็น นางลงไปจนชั้น1แล้วโทรมาว่าเราว่าทำไมเราไม่บอกนาง เราก็ไม่ได้พูดอะไรมากมายเพราะมัวทำกับข้าว ของไหว้อยู่แล้วนางก็วางสายไป พอนางขึ้นมาบนห้อง นางเอาขวดน้ำวางไว้แล้วหยิบกระเป๋าออกไป และไม่พูดอะไรกับเราเลย คอนโดเราใช้คีย์การ์ดเปิดประตูทั้งหมด นางยังลงไม่ได้ เราแน่ใจว่างั้นเราเลยเดินไปดูที่ลิฟท์แล้วก็เจอนาง เราบอกว่า"ถ้าทำนิสัยแบบนี้ทีหลังไม่ต้องมาที่นี่อีกนะ" แล้วนางก็หายหัวไปอีกหลายเดือนแต่เราก็ได้ข่าวนางอยู่ เพราะนางรู้จักเพื่อนอีกก๊วนนึงของเรา
ครั้งที่3 หลังจากที่นางหายไปจากชีวิตเราประมาณ 5-6เดือน เราก็เจอนางที่คลับๆนึงที่เราไปเที่ยวบ่อย นางเข้ามาขอโทษเรา ทำจะร้องไห้ แล้วบอกกับเราว่าที่เราพูดบอก ถูกทุกอย่าง เราลืมบอกไปว่าช่วงที่นางอยู่กับเราๆพูด บอก เตือน สอนแต่เรื่องที่ดีๆ การเข้าสังคม มารยาท ทัศนคติดีๆเพราะเราจบโรงแรมรุ่นเก่าๆมาด้วยมั้งและเจอกับสิ่งแวดล้อมที่ดีกับการเข้าสังคมครั้งแรกก็เลยจะค่อนข้างมีระเบียบและความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องบุคคลิกภาพ มารยาททั้งหมดทั้งมวลที่ปัจจุบันนี้หลายๆคนไม่มีกัน จนนางได้มาอยู่กับเราอีกเพราะเราเห็นว่านางลำบาก คิดแค่อย่างเดียวว่าสงสารเพราะเรารับรู้มาว่านางไม่มีพ่อแม่ ทิ้งนางไปตั้งแต่เล็กๆ นางเติบโตมากับยายบุญธรรม เพราะฉะนั้นในเรื่องความอบอุ่นจะไม่มี มีแค่ความทรงจำในวัยเด็กเท่านั้น ช่วงที่นางอยู่กับเราก็มีไปเที่ยวเล่น กินข้าว ไปนู้นไปนี่บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่เราจะออกเงินให้เสียมากกว่าเพราะเรถือว่าเราเป็นคนชวนไปเป็นเพื่อน เราก็แนะนำนางให้ไปสมัครงานที่มั่นคงและดีกว่านี้ มีหน้ามีตา หน้าที่การงานดี เข็นและบอกให้นางไปสมัครอยู่หลายครั้ง(ช่วงนั้นเราทำงานประจำอยู่แต่ตอนนี้ลาออกแล้วให้นางไปทำแทนแล้ว) จนนางชวนเราไปสัมภาษณ์งานเป็นเพื่อน แล้วนางก็ได้งานนั้นๆ เราก็ดีใจและบอกว่าจะพาไปเลี้ยงสำหรับได้งานใหม่ จนนางทำงานไปสักพักนางเริ่มไม่โอเค เพราะนางจะบ่นกับเราตลอดว่าที่ทำงานเอาเปรียบหลายๆอย่าง ระบบไม่ดี เราก็บอกว่าอีกไม่ถึงเดือนเราจะออกจากที่ทำงานเพราะเราต้องไป ตปท 3 เดือน ถ้าอยากทำให้ไปกรอกใบสมัครไว้ก่อนนะเผื่อได้ จนนางอดทนกับที่ทำงานไม่ไหวนางเลยไปเขียนใบลาออก ช่วงเวลานั้นเราก็ให้คำปรึกษานางตลอดในเรื่องงานเพราะเราเคยผ่านสถานที่ทำงานมาหลายรูปแบบ โดนเอาเปรียบจนตอนนี้ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบแล้ว เตือนนางเรื่องเงินเดือนที่ค้างจ่ายของที่เก่า ประกันสังคมให้ไปแจ้งว่างงานล่วงหน้า บอกเตือนทุกอย่างเพราะกลัวเสียสิทธิ์ นางก็ทำตาม จนนางได้ทำงานที่ใหม่ เราก็ให้คำแนะนำ ปรึกษาสำหรับงานนี้
อยากจะรู้ว่า ถ้าเพื่อน รุ่นน้องหรือใครก็แล้วแต่ที่สนิท คบกันมา รู้จักกันมาจะ3ปี มากกว่าหรือน้อยกว่านั้น แล้วเพิ่งได้ของขวัญวันเกิด ซึ่งไม่ได้มีมูลค่าอะไรมาก ตุ๊กตาแลกซื้อเท่านั้น แล้ววันนี้ดันเป็นวันเกิดเพื่อนรุ่นพี่อีกคนนึงที่รู้จักไม่ถึงปี มั้ง บอกว่าเราว่าขอเอาตุ๊กตาไปให้วันเกิดรุ่นพี่คนนี้ก่อนได้มั้ยเพราะไม่มีเงินซื้อของขวัญแล้ว เดี๋ยวสิ้นเดือนเงินเดือนออกจะซื้อให้เราใหม่
คำถาม…..เราผิดมั้ยที่เราทำให้เกิดเรื่อง จนทะเลาะกัน ว่าๆเราเยอะ เรื่องแค่นี้ช่วยกันไม่ได้ แต่เราพูดบอกกับนางแค่ประโยคนึง"มันไม่ได้เกี่ยวที่ของขวัญ มันเกี่ยวที่ความรู้สึก" เราโมโหมาก เราไม่อยากได้ของขวัญและไม่ต้องซื้อใหม่ ไม่อยากได้แล้ว
เราวางไว้กับพื้น นางพิมพ์มาถามว่า"ไว้ที่สูงมาก" …...เราสมควรที่จะโกรธมั้ย เพราะหลังจากเถียงไปมาช่วงเช้า เราอุดส่าไม่ต่อความยาว แต่นางมาขยี้ความรู้สึกที่เสียไปแล้วกลับขึ้นมาอีก แล้วมีใครในโลกนนี้ทำแบบนี้มั้ย? หรือว่ามี เพราะนางไปถามรุ่นพี่อีกคนที่เราและนางรู้จักว่าเค้าคิดอย่างไร เค้าตอบมาว่าเค้าไม่คิด เราอ่ะที่คิดเยอะไป (รุ่นพี่คนนี้เคยทำงานที่เดียวกัน) เค้าะไปคิดอะไรเพราะไม่ใช่เรื่องของเค้า ลองเค้าโดนทำแบบนี้สิแล้วเค้าจะรู้สึกยังไง เพราะใน Relationship นี้มันมีมากกว่านั้น มีใครมั้ยไม่ใช่ญาติพี่น้องกันแต่ช่วยให้ทั้งที่อยู่ อาหาร เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เงินทองและเครื่องอำนวยความสะดวกทุกๆอย่าง แม้กระทั่งรถให้ขับไปทำงาน ยกเว้น2อย่าง ชุดชั้นในกับผู้ชาย แต่แค่คำที่เราพูดว่า ในชีวิตนี้มีใครให้แกได้มากกว่าชั้นมั้ย กลับกลายเป็นว่าเราทวงบุญคุณ เราก็ไม่รู้จะอย่างไรแล้ว ตอนนี้สถานการณ์อึมครึมมาก เราก็มีทิฐิที่ไม่คุยกับนาง เพราะมันใช่เรื่องที่เราจะไปคุยมั้ยหรือว่าอย่างไร ปล่อยไว้งี้ดีแล้ว เพราะเดือนหน้าเราจะไป ตปท แล้ว นางก็อยู่ห้องไป เรากลับมาก็แยกย้ายต่างคนต่างไปใช้ชีวิตกัน
ก็ไม่มีอะไรแล้ว นี่ก็คือเรื่องคร่าวๆว่าเราที่คิดเยอะหรือเพราะรุ่นน้องเราคนนี้ไม่คิดอะไรเลย(นางอายุ26 เราอายุ31) แต่ก็ไงได้เพราะรุ่นน้องเราคนนี้เราก็รักเหมือนน้องแท้ๆหรือชาติที่แล้วมีอะไรที่ผูกพันธ์กันแน่นะ????