รัฐลุยสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 9 โครงการในปี’62
เพิ่มปริมาณน้ำได้ 379 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 8.4 แสนไร่
“บิ๊กฉัตร" ใส่เกียร์เดินหน้าก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ 9 โครงการในปี’ 62 ยึดตามพื้นที่การแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ (Area Based) ประเดิมลงพื้นที่ติดตามโครงการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร 25 ก.ค.นี้ พร้อมสั่งทุกหน่วยเฝ้าระวังพายุ “เซินติญ”ใกล้ชิด
วันนี้ (18 กรกฎาคม 2561) พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2561 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญให้เป็นไปตามมติ กนช. ที่ต้องการขับเคลื่อนโครงการสำคัญให้ได้จนถึงขั้นตอนการก่อสร้าง ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดพื้นที่การแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ (Area Based) 66 พื้นที่ รวม 29.70 ล้านไร่ พบว่า มีโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ปี 2561 - 2580) รวมทั้งสิ้นกว่า 300 โครงการ โดยในช่วงปี 2562 - 2565 มีโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญจำนวน 31 โครงการ แบ่งเป็นภาคเหนือ 4 โครงการ ภาคกลาง 13 โครงการ ภาคอีสาน 10 โครงการ ภาคตะวันออก 2 โครงการ และภาคใต้ จำนวน 2 โครงการ
ทั้งนี้ โครงการที่รัฐบาลจะเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้ในปี’62 มีจำนวน 9 โครงการ เมื่อโครงการแล้วเสร็จสามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้ 379 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 840,201 ไร่ ได้แก่ 1. โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช 2. โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.หนองคาย 3.โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เลย 4.โครงการประตูระบายน้ำน้ำพุง-น้ำก่ำ จ.สกลนคร 5. โครงการประตูระบายน้ำบ้านก่อ จ.สกลนคร 6.โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ 7.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) จ.ชัยภูมิ 8.โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงตอนล่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ และ 9. โครงการคลองระบายน้ำ บางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
“การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญครั้งนี้ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์น้ำที่ได้กำหนดเป้าหมายเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนปี’ 58 – 59 โดยพัฒนาโครงการขนาดเล็กที่ทำได้ทันที เช่น แก้มลิง สระน้ำในไร่นา การเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม พร้อมศึกษาเตรียมความพร้อมโครงการขนาดใหญ่ โครงการสำคัญที่มีผลกระทบ ระยะสั้นปี’ 60 – 61 เริ่มพัฒนาโครงการขนาดกลาง และทำแผนแม่บทพัฒนาลุ่มน้ำทั้งระบบ เช่น แผนบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยา การศึกษาพื้นที่ Area Based การก่อสร้างอ่างฯ 4 แห่ง ใน จ.จันทบุรี เพื่อรองรับการเติบโตของภาคตะวันออก อ่างเก็บน้ำป่าละอู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ่างเก็บน้ำน้ำปี้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พะเยา และระยะกลางปี’ 62 – 65 เพื่อพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ โครงการสำคัญ โดยเร่งทำความเข้าใจกับชุมชน ควบคู่กับการสำรวจออกแบบโครงการอย่างรอบคอบ เช่น คลองระบายน้ำหลากบางไทร - บางบาล ดังนั้น เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรคและหาแนวทางแก้ไขร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ผมจะลงพื้นที่ติดตามโครงการที่เริ่มก่อสร้างไปแล้วบางส่วน โดยจะเริ่มติดตามโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรเป็นแห่งแรกในวันที่ 25 ก.ค.นี้ และจะลงติดตามทุกเดือนตามความเหมาะสมต่อไป”พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน รวมถึงสถานการณ์พายุ “เซินติญ”ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 18 – 21 ก.ค.จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ รองนายกฯ ได้กำชับทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์และแนวโน้มอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินแผนการป้องกันเหตุ การให้ความช่วยเหลือและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ได้ทันต่อสถานการณ์ตามแผนรับมือน้ำหลากปี’61
ที่ได้บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งนี้ จากการรายงานของศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณรวมกันทั้งสิ้น 43,831 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ของปริมาณความจุ โดยพบว่าในอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าความจุอ่างฯ 30% มีจำนวน 57 อ่างฯ
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น สทนช. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วที่สุด โดยกรมชลประทานได้เตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่จะได้รับผลกระทบแล้วกว่า 1,800 เครื่อง ล่าสุดยังคงมีพื้นที่น้ำท่วมใน 3 จังหวัด คือ จ.ร้อยเอ็ด ยโสธร และนครพนม โดย จ.ร้อยเอ็ด มีแนวโน้มที่จะลดลง หากไม่มีฝนตกจะเข้าสู่ภาวะปกติในอีก 1-2 วัน ส่วน จ.ยโสธร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และ จ.นครพนม ขณะนี้ระดับน้ำลดลงในบางพื้นที่แล้ว หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มสถานการณ์น่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 วัน
รัฐบาลเตรียมแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัยได้อย่างเป็นระบบเป็นข่าวดีของชาวไทย
เพิ่มปริมาณน้ำได้ 379 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 8.4 แสนไร่
“บิ๊กฉัตร" ใส่เกียร์เดินหน้าก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ 9 โครงการในปี’ 62 ยึดตามพื้นที่การแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ (Area Based) ประเดิมลงพื้นที่ติดตามโครงการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร 25 ก.ค.นี้ พร้อมสั่งทุกหน่วยเฝ้าระวังพายุ “เซินติญ”ใกล้ชิด
วันนี้ (18 กรกฎาคม 2561) พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2561 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญให้เป็นไปตามมติ กนช. ที่ต้องการขับเคลื่อนโครงการสำคัญให้ได้จนถึงขั้นตอนการก่อสร้าง ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดพื้นที่การแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ (Area Based) 66 พื้นที่ รวม 29.70 ล้านไร่ พบว่า มีโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ปี 2561 - 2580) รวมทั้งสิ้นกว่า 300 โครงการ โดยในช่วงปี 2562 - 2565 มีโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญจำนวน 31 โครงการ แบ่งเป็นภาคเหนือ 4 โครงการ ภาคกลาง 13 โครงการ ภาคอีสาน 10 โครงการ ภาคตะวันออก 2 โครงการ และภาคใต้ จำนวน 2 โครงการ
ทั้งนี้ โครงการที่รัฐบาลจะเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้ในปี’62 มีจำนวน 9 โครงการ เมื่อโครงการแล้วเสร็จสามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้ 379 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 840,201 ไร่ ได้แก่ 1. โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช 2. โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.หนองคาย 3.โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เลย 4.โครงการประตูระบายน้ำน้ำพุง-น้ำก่ำ จ.สกลนคร 5. โครงการประตูระบายน้ำบ้านก่อ จ.สกลนคร 6.โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ 7.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) จ.ชัยภูมิ 8.โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงตอนล่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ และ 9. โครงการคลองระบายน้ำ บางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
“การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญครั้งนี้ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์น้ำที่ได้กำหนดเป้าหมายเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนปี’ 58 – 59 โดยพัฒนาโครงการขนาดเล็กที่ทำได้ทันที เช่น แก้มลิง สระน้ำในไร่นา การเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม พร้อมศึกษาเตรียมความพร้อมโครงการขนาดใหญ่ โครงการสำคัญที่มีผลกระทบ ระยะสั้นปี’ 60 – 61 เริ่มพัฒนาโครงการขนาดกลาง และทำแผนแม่บทพัฒนาลุ่มน้ำทั้งระบบ เช่น แผนบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยา การศึกษาพื้นที่ Area Based การก่อสร้างอ่างฯ 4 แห่ง ใน จ.จันทบุรี เพื่อรองรับการเติบโตของภาคตะวันออก อ่างเก็บน้ำป่าละอู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ่างเก็บน้ำน้ำปี้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พะเยา และระยะกลางปี’ 62 – 65 เพื่อพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ โครงการสำคัญ โดยเร่งทำความเข้าใจกับชุมชน ควบคู่กับการสำรวจออกแบบโครงการอย่างรอบคอบ เช่น คลองระบายน้ำหลากบางไทร - บางบาล ดังนั้น เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรคและหาแนวทางแก้ไขร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ผมจะลงพื้นที่ติดตามโครงการที่เริ่มก่อสร้างไปแล้วบางส่วน โดยจะเริ่มติดตามโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรเป็นแห่งแรกในวันที่ 25 ก.ค.นี้ และจะลงติดตามทุกเดือนตามความเหมาะสมต่อไป”พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน รวมถึงสถานการณ์พายุ “เซินติญ”ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 18 – 21 ก.ค.จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ รองนายกฯ ได้กำชับทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์และแนวโน้มอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินแผนการป้องกันเหตุ การให้ความช่วยเหลือและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ได้ทันต่อสถานการณ์ตามแผนรับมือน้ำหลากปี’61
ที่ได้บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งนี้ จากการรายงานของศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณรวมกันทั้งสิ้น 43,831 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ของปริมาณความจุ โดยพบว่าในอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าความจุอ่างฯ 30% มีจำนวน 57 อ่างฯ
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น สทนช. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วที่สุด โดยกรมชลประทานได้เตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่จะได้รับผลกระทบแล้วกว่า 1,800 เครื่อง ล่าสุดยังคงมีพื้นที่น้ำท่วมใน 3 จังหวัด คือ จ.ร้อยเอ็ด ยโสธร และนครพนม โดย จ.ร้อยเอ็ด มีแนวโน้มที่จะลดลง หากไม่มีฝนตกจะเข้าสู่ภาวะปกติในอีก 1-2 วัน ส่วน จ.ยโสธร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และ จ.นครพนม ขณะนี้ระดับน้ำลดลงในบางพื้นที่แล้ว หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มสถานการณ์น่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 วัน