รีวิว ปิล๊อก ฤดูฝน ช่วงฝนตกหนัก ของคนอกหัก ที่อยากจะพักใจ

รู้จัก"ปิล๊อก"กันมั้ยครับ?


ปิล๊อก เป็นชื่อตำบล ตั้งอยู่ในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
ปิล๊อกเนี่ย ถูกเรียก2แบบหลักๆครับ เมืองแห่งหมอกบ้าง ดินแดน399โค้งบ้าง และที่ผมกำลังเขียนอยู่นี่ จะเป็นมินิรีวิว ปิล๊อก ว่าในฤดูฝน ช่วงที่ฝนตกทุกวันๆเนี่ย น่ามามั้ย และที่ผมกำลังจะเล่าให้ทุกคนที่เข้ามาอ่าน มันคือความรู้สึกจริงๆ และ สิ่งที่ผมได้เจอจริงๆ ผมได้เจออะไรบ้าง ได้อะไรจากที่นี่บ้าง จะพยายามเขียนให้ละเอียดที่สุดครับ ถือซะว่านั่งอ่านนิยายชีวิตละกันครับ ใครที่อยากจะเข้ามาพูดคุยหรือมีข้อสงสัยอะไร สามารถส่งข้อความมาหรือคอมเม้นต์ไว้ได้นะครับ

เอาล่ะครับ เข้าเรื่องเลยนะครับ
เรื่องเริ่มต้นตรงที่ผมอกหักมาครับ จากผู้หญิงคนนึง ผมรู้จักกับเธอมานานแล้วครับ แต่เคยเจอกัน2ครั้ง เที่ยวด้วยกันครั้งเดียว เธอปฎิเสธชัดเจนเลยครับ ว่าเป็นเพื่อนอ่ะดีแล้ว ผมพอจะรู้อยู่แล้วล่ะครับ ว่าเรื่องนี้ผมคิดไปคนเดียวแน่นอน ความรู้สึกของผมมันไม่ใช่แค่ชอบแล้วครับ ความรู้สึกของผมมันไกลกว่าคำว่าชอบเยอะครับ ผมรักผู้หญิงคนนี้มากๆ มากเท่าที่ผู้ชายคนนึงจะให้ได้เป็นอันดับ2รองจากคุณแม่ และผมไม่เคยรักใครเท่านี้มาก่อนเลย แต่ความรักสำหรับผมมันคือ give ครับ สำหรับผม ถ้าผมรู้สึกว่า อยากโดน take จากคนนี้บ้าง มันคงกลายเป็น"ความคาดหวัง"ซึ่งสำหรับผม มันไม่ใช่ครับ ผมเคารพการตัดสินใจของเขาครับ ยอมรับว่ารู้สึกแย่ ดิ่งแบบรถไฟเหาะเลยครับ และคงจะลืมเขาไม่ได้ภายในสองสามเดือนนี้แน่นอน แต่ในตอนที่ผมรู้สึกเบื่อๆ ผมเคยอยากมาที่ปิล๊อกแล้วครับ เคยอ่านกระทู้รีวิวรอบนึง จนผมรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหว ตอนนั้น6โมงครึ่งตอนเย็นโดยประมาณครับ ผมคว้ากระเป๋าจับเสื้อผ้าได้ตัวไหน ยัดๆมาเลยครับ เก็บเสื้อผ้าเสร็จผมก็หยิบกุญแจรถ บิดมาเลยครับ ออกจากนนทบุรี วิ่งมากาญจนบุรี ไม่รู้มาได้ไงเปิดกู้เกิลแมพ ใส่หูฟังเปิดเพลง ให้มันบอกทางมาเลยครับ 1ทุ่มนิดๆก็ออกบ้านเลยครับ

วิ่งมาเรื่อยๆก็รู้สึกดีครับ รู้สึกว่าชีวิตได้ถูกปลดปล่อย ขับรถไปฟังเพลงไป นานแค่ไหนที่ชีวิตไม่ได้ถูกปลดปล่อยแบบนี้ ไม่ได้แหกปากร้องเพลงนานแค่ไหนแล้วตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่า เป็นโมเม้นต์ที่ดีสุดๆในชีวิตอีกโมเม้นต์นึงเลยครับ




แล้วไอ้คำว่า ดินแดน 399 โค้งเนี่ย ดูชื่อก็พอรู้ใช่มั้ยครับ มันต้องผ่านทั้งหมด 399 โค้ง โดยที่ไม่มีไฟหรือบ้านคนเลย เป็นงี้ประมาณ 40 กม. ได้มั้งครับ เพราะออกจากตัวอำเภอทองผาภูมิมา 30 กม. ก็ไม่เห็นไฟข้างทางละ แต่ผมไปหน้ามืดที่ไหนมาก็ไม่รู้สิครับ แทนที่จะนอนพักที่ตัวอำเภอทองผาภูมิซักคืน แล้วค่อยขึ้นมาก็ได้ แต่ผมก็บิดขึ้นมายาวๆเลยครับ ทางขึ้นมาช่วงแรกๆเนี่ย จะไม่มีปัญหาอะไรครับ ทางยังโอเคอยู่ แต่พอขึ้นมาได้ซักพักเนี่ยแหละ ทางเริ่มโหดละ ทางเป็นทางลูกรัง หลุมเยอะ มีต้นไผ่ล้มขวางทาง ไอ้พวกนั้นไม่ใช่ปัญหาครับ แต่พอขับมาซักพักเนี่ยแหละ จากที่ฝนตกนิดๆ จนแทบจะไม่รู้สึก มันตกลงมาแรงมา ผมตกใจมากเลยครับ ไหนจะหมอกเริ่มลงอีก เพราะตอนนั้นก็ดึกมากละ เอาล่ะครับ ด้วยความขาดสติของผม ทำให้ต้องมาเจอ
1.ฝนตกหนักโดยไม่มีอะไรคลุมเลย
2.ไม่มีไฟข้างทางเลยแม้แต่ดวงเดียว
3.ไม่มีที่ให้หลบฝน มันเลยบังคับให้ต้องไปต่อเท่านั้นครับ
4.หมอกลงหนามองทางไม่เห็น หมอกจะประมาณนี้ครับ เป็นรูปที่ผมถ่ายไว้ก่อนเจอฝนซักพัก



และแล้วผมก็มาถึงหมู่บ้านได้ครับ แต่สภาพเละมาก ทั้งฝนทั้งแผลจากโดนรถล้มไปวัดถนน+ก้อนกรวด(ขับแค่20กม./ชม.ก็ยังล้มได้ เขื่อเลย) แล้วก็มารู้ทีหลังว่า ที่ที่หลายๆคนรู้จักกันในชื่ออีต่องเนี่ย เป็นเพียงหมู่บ้านในตำบลปิล๊อกครับ
ในปิล๊อก จะมีสองหมู่บ้านครับ คือ อีปู่ กับ อีต่อง โดยถ้าเราเข้ามา เราจะเจออีปู่ก่อนครับ แบ้วเข้าไปอีก 3 กม. ถึงจะเจออีต่องซึ่งเปรียบเสมือนแลนด์มาร์คของปิล๊อก





ผมมาถึงที่นี่ตอนตีสามกว่าๆครับ หนาวก็หนาว ฝนก็ตก ขับต่อไม่ไหวละครับ ปวดมือ ทนมาได้ถึงนี่ก็โอเคแล้วครับ แต่ดีอย่างนึงครับ อีปู่ก็มีโฮมสเตย์ ผมจอดหน้าโฮมสเตย์แล้วเดินเข้ามาหลบฝนครับ ตอนแรกว่าจะรอฝนหยุด แต่ก็ทนไม่ไหว เพราะหนาวครับ อยู่บนนี้จะอากาศ 19-24 ตลอดทั้งวัน กลางคืนก็พอๆกับกลางวันครับ ผมเลยตัดสินใจจะพักที่นี่เลย โทรเข้าเบอร์ที่ติดไว้อยู่ข้างหน้า สรุปว่า ปิดเครื่องครับ ก็เป็นความผิดของผมเองครับ มาแบบสายฟ้าแลบเกิน ไม่ได้จองที่พักอะไรเลย จนประมาณ6โมง ก็มีพี่คนที่ดูแลโฮมสเตย์มาเปิดประตูให้ครับ สภาพของผมตอนนั้นคือลูกหมาตกน้ำดีๆนี่เองครับ โอเคครับ พอคุยเรื่องราคากับห้องเสร็จ ผมก็เข้าพักครับตกลงอยู่2คืน ซึ่งเป็นห้องใต้หลังคา ได้อาบน้ำอุ่นกับกินข้าวต้มร้อนๆก็ดีขึ้นหน่อย ผมนอนถึงเที่ยงๆบ่ายๆ ก็ออกมาเดินเล่นแล้วก็ได้คุยกับพี่ที่ดูแลที่นี่ว่าเป็นไงมาไง
เขาก็ตกใจเบาๆครับ เพราะน้อยคนมากที่จะมาเวลานี้ แหม่ะ ไอ้เราก็นึกว่า จะพอมีไฟข้างทางบ้าง อะไรบ้าง พอได้มาจริงๆนึกว่าเล่น Silent hill โหมดไม่มีไฟฟ้าผ่าน VR

สรุปว่าวันอาทิตย์ทั้งวัน ผมเดินเล่นแถวอีปู่นี่แหละครับวันต่อมาค่อยไปอีต่อง ผมเดินคุยกับชาวบ้านนี่แหละครับ เดินเล่นไปเรื่อยๆ ผมรู้ว่า ที่นี่ ไฟฟ้าจะปั่นใช้เองครับ ขนาดเครื่องทำน้ำอุ่นยังใช้แก๊สเลย วิถีชีวิตที่นี่ slowlife มากครับ ทุกคนใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ทำเองใช้เอง ขายเอง รายได้ส่วนมากจะมาจากนักท่องเที่ยว ผมก็นั่งเล่นอยู่หน้าโฮมสเตย์แหละครับ ไม่ได้ไปไหน เพราะเมื่อวานมาเหนื่อยละ ผมก็เลยนั่งเล่น คิดนู่นคิดนี่ไป หมดไปอีกวันละ
จ่ายค่าที่พักเพื่อมานั่งเล่นหน้าที่พัก ที่ไหนก็ไม่คุ้มเท่าที่นี่ครับ พอตกกลางคืนผมก็เข้านอนตามปกติครับ แต่จากคืนปกติๆ ที่นี่ทำให้พิเศษได้ครับ ประมาณ 4-5 ทุ่ม มีหิ่งห้อยบินเข้ามาในห้องผมครับ ภาพตอนนั้นยังติดตาผมอยู่เลยครับ หิ่งห้อย4-5ตัว กับห้องใต้หลังคา มันทำให้ผมหวนคิดว่า อยากให้คนนั้น ได้เห็นภาพแบบนี้จัง เขาคงจะมีความสุขมากแน่ๆ แต่ก็ได้แค่คิดแหละครับ ผมดูหิ่งห้อยจนหลับไป แต่ก็ไม่วาย ตอนหลับก็ยังฝันถึงเธอคนนั้น






วันต่อมา ผมตื่นเช้าเช้ามาใส่บาตร หาข้าวเช้ากินครับ เพราะตอนนี้ทั้งโฮมสเตย์มีแค่ผมคนเดียวครับ เพราะตอนนี้วันจันทร์ละ คนน่าจะเข้าไปทำงานกัน พี่ที่โฮมสเตย์เลยไม่ทำกับข้าว แต่จะเอาไปเป็นส่วนลดค่าห้องแทนครับ กินข้าวเสร็จก็เข้ามาอาบน้ำ รอผมแห้ง ทำธุระส่วนตัวให้เสร็จก็หาจังหวะที่ฝนหยุดขับรถไปอีต่องครับ

ผมรู้สึกว่าอีต่องจะหมอกเยอะกว่าอีปู่ครับ แต่นั่นก็รวมไปถึงความชื้นด้วย แต่ส่วนตัวผมชอบหมอกแห้งๆแบบที่อีปู่มากกว่าครับ
แต่ร้านข้าว ร้านขายของที่ระลึก โฮมสเตย์ ส่วนมากจะไปรวมกันอยู่ที่อีต่อง ซึ่งห่างจากที่ผมพักราวๆ 3 กม.








ตรงที่ให้แขวนป้ายไม้ ไม่ต้องสืบนะครับ ว่าผมเขียนชื่อใคร มีคนเดียวแหละครับ ผมเขียนชื่อจริงของเธอคนนั้นลงไปแล้วแขวนไว้ครับ ผมอยากเอาความทรงจำกับเธอมาทิ้งที่นี่ และรู้ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วครับ รักมากแค่ไหน แต่ถ้าเรารู้สึกฝ่ายเดียวก็คงไม่มีค่าอะไร เหมือนตบมือข้างเดียว มันไม่มีทางดังอยู่แล้ว

จริงๆวันนี้ผมต้องกลับแล้วครับ เพราะผมตกลงนอนสองคืน แต่ผมบอกพี่ที่ดูแลที่นี่ว่า "ขออยู่ต่ออีกคืนะครับ ผมชอบที่นี่" แล้วผมก็กลับมานอนตามปกติครับ ตอนกลางคืนก็มีหิ่งห้อยเข้ามา แต่มาแค่3ตัวเอง ตอนหลับก็ยังคิดถึงคนคนเดิม ผมก็อยากรู้เหมือนกันนะครับ ว่าผมจะคิดถึงคนคนนี้อีกนานแค่ไหน ช่างเถอะครับ ผมนอนคิดถึงคนคนนี้ ฝันถึงคนคนนี้มาตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2016 แล้วล่ะ ฝันถึงต่อไปคงไม่เป็นไรหรอกเนาะ เพราะยังไงฝันก็เป็นเพียงฝัน เรื่องนี้ผมรู้ดีครับ แต่ผมก็มีความสุขบ้างในบางครั้งนะครับ

วันต่อมา (วันที่เขียนกระทู้นี้ครับ) วันนี้จะแห้งกว่าสองวันที่ผ่านมาครับ คือ ฝนไม่ตกเท่าสองวันก่อน ทำให้มีโอกาสได้ไปเนินเขาช้างศึก ติดชายแดนพม่าครับ ห่างจากอีปู่ประมาณ 1.5 กม. ได้มั้งครับ แต่ทางดีอยู่ครับ ขับขึ้นไปได้สบายๆเลยครับ วิวข้างบนบอกว่าไม่สวยก็ได้มั้งครับ เดี๋ยวเห็นรูปจะรู้ครับ ว่าทำไมผมถึงบอกว่าไม่สวย




เห็นรูปแล้วก็พอจะรู้ใช่มั้ยล่ะครับ ว่าทำไมถึงบอกว่าผมถึงบอกว่ามันไม่สวย คือ หมอกมันเยอะมากจนไม่เห็นวิวเลย แต่ผมถามจากพี่ที่ดูแลโฮมสเตย์ที่ผมพักอยู่ เขาบอกว่า ช่วงปลายฝนต้นหนาว เป็นที่นิยมมากครับ กับการกางเต็นท์นอนตรงลานจอดฮอลิคอปเตอร์ ซึ่งถ้าเดินขึ้นไปอีกจะเป็น ตชด. ครับ เพราะตรงนี้มันสุดเขตประเทศไทยแล้วครับ ข้ามไปก็พม่าละ แล้ววันนี้ผมก็ไปซื้อของที่ระลึก ปิล๊อกครับ พวกโปสการ์ด เสื้อ สบู่ทานาคา คือ ผมเคยใช้ทานาคา ตอนที่ผมได้เจอกับเธอคนนั้นครั้งแรก(เที่ยวด้วยกันแค่2-3วัน แต่ความทรงจำสำหรับผมมีเป็นล้านอย่างครับ) รู้สึกว่าโอเคนะครับ ใช้ดีอยู่ครับ เลยจะซื้อไปฝากคุณแม่ซะหน่อย

มาเที่ยวครั้งนี้ ผมได้เจอสิ่งสวยๆงามๆเยอะเลยครับ ได้อะไรหลายๆอย่างเลยครับ ทั้งข้อคิด ทั้งอะไรแนวทางการดำเนินชีวิต ถึงจะไม่ได้ไปเที่ยวเลย ตรงนี้จริงๆที่เที่ยวเยอะครับ ไหนจะน้ำตกจ๊อกกระดิ่ง เหมืองเก่า ที่ต้องขึ้นไปอีก10กม. ลงไปข้างล่างอีก 5 กม. ก็จะเป็นบ้านป้าเกล็น และอะไรอีกหลายๆอย่างครับ แต่สำหรับคนที่จะมาพักใจอย่างผม แค่นี้ก็เกินคุ้มแล้วครับ และผมจะกลับมาที่นี่แน่นอนครับ ไว้ไปคราวหน้าก็ได้ พอถึงตรงนี้น้ำตาผมก็เริ่มไหลละครับ จากที่ปกติ นานๆคุยกันที ตอนนี้ผมคงไม่กล้าคุยกับเขาแล้วล่ะครับ ต่อจากนี้ไป ผมจะพยายามปรับตัวให้ได้ครับเพราะสำหรับเธอคนนี้ ผมคงไม่มีทางลืมครับ ผมก็แค่ต้องปรับตัวว่า "ต่อจากนี้ เราต้องไม่ทักเขาไปแล้ว ไม่ไปยุ่งกับเขาแล้วนะ อย่าทำให้เขาต้องลำบากใจเลย"

"คนเราไม่มีทางลืมใครไปจากชีวิตง่ายๆได้หรอกครับ เพียงแค่ต้องปรับตัวอยู่กับสิ่งที่กลายเป็นความทรงจำให้ได้"

ข้อแนะนำนะครับ ถ้าจะมา
1.บนนี้ไม่มีปั้มน้ำมันนะครับ เติมให้เต็มก่อนขึ้นเขาด้วยครับ
2.บนนี้ไม่มีตู้ ATM ครับ กดเงินมาให้พอสำหรับใช้จ่าย คำนวนดีๆ
3.ไม่ควรมาตอนกลางคืนครับ มีคนบอกว่ามันเป็นเวลาหากินของพวกสัตว์ป่าเช่นช้างป่า หรืออะไรประมาณนี้ครับ พี่เขาก็บอกว่าผมโชคดีแล้วครับ ที่ไม่เจอ แล้วก็ไม่มีไฟข้างทางด้วย ทางก็มีหลุม มีบ่อ มาช่วงฝนตกมีต้นไม้ล้มขวางทางครับ ถ้ารถยนต์มาตอนกลางคืนนี่ ติดชัวร์ๆ แต่ผมเอามอไซค์มาครับ เลยพอขับข้ามได้ มุดได้
4.ถ้าจะมาช่วงเทศกาลแนะนำให้จองที่พักล่วงหน้า 3-4 เดือนนะครับ เพราะจะเต็มไวมากในช่วงเทศกาล

สุดท้ายนี้ ขอความร่วมมือนิดนึงนะครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่