รอยยิ้ม

กระทู้สนทนา
รอยยิ้ม

ก่อนอื่นเลยผมต้องบอกว่าผมไม่เคยมีความคิดจะเขียนอะไรลงใน social network มาก่อนเลย แต่ผมได้อ่านหนังสือของ คุณ คะบะซะวะ ชิอง เกี่ยวกับเรื่องที่ถ้าเราไม่อยากจะลืมเรื่องราวอะไรเราควรจะเขียนมันออกมา ซึ่งแน่นอนว่าผมน่าจะไม่ใช่นักเขียนที่ดีนัก แต่ถ้าใครที่เปิดเข้ามาแล้วอยากให้ช่วยอ่านกันหน่อยนะครับ

เริ่มเลยแล้วกัน

ผมได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามคณะของเพื่อนๆผมเพื่อที่จะไปสร้างโรงเรียนและวัดพุทธที่หมู่บ้านชื่อเชล่า ในเทือกเขาหิมาลัย มาแล้ว 2 ครั้ง ระดับความสูงน่าจะประมาณ 4000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งแน่นอนว่าเป็นพื้นที่ที่สภาพแวดล้อมโหดร้ายมาก ตอนผมไปเป็นช่วงที่อบอุ่นที่สุด อุณหภูมิน่าจะประมาณ 0 องศา ในตอนกลางวัน และไม่มีเครื่องทำความร้อนใดๆเลย อาหารที่พวกผมได้กินซึ่งน่าจะเป็นอาหารที่ดีที่สุดที่เค้ามีให้แล้วก็คือ หัวมันเท่านิ้วก้อย กับ นมจามรีในรูปแบบต่างๆ ทุกมื้อ บางมื้ออาจมีผักใบเขียวติดมาบ้างนิดหน่อย (ยิ่งกว่ากินมังสวิรัตมาก)

ไม่ต้องพูดถึงพวกเด็กๆซึ่งได้กินน้อยกว่านั้นมากมาย

เรื่องราวที่ผมจะเล่าให้ฟังเกิดขึ้นในครั้งที่ 2 ที่ผมไปซึ่งผมก็สนิทกับเด็กๆอยู่ประมาณนึงอยู่แล้ว (แต่ก็ไม่รู้ว่าสนิทได้ไง บนเขาเด็กๆจะพูดภาษาทิเบตกัน อาจจะพูดเนปาลบ้าง ซึ่งผมไม่เข้าใจทั้งสองภาษาแหละ) โดยปกติแล้วตอนที่พวกเราไปกันเราก็จะเอาขนมไปแจกเด็กๆอยู่แล้ว ซึ่งพวกอาจารย์ก็จะให้เด็กๆมาเข้าแถวรับขนมกันซึ่งเราก็จะเตรียมไปครบทุกคนอยู่แล้วพอเด็กๆได้รับขนมครบทุกคนเราก็จะเก็บขนมที่เหลือไปแจกในวันถัดไป

มีอยู่วันหนึ่งหลังจากกลับจากเดินเล่น ผมกับพี่เพียว(ขออ้างชื่อหน่อยนะครับ) ยังไม่ได้เข้าไปนอนพักเหมือนคนอื่นๆ เราสองคนก็เลยมีความคิดกันว่าเราสองคนก็เอาวิตามิน c (มันเป็นวิตามินสำหรับเด็กห่อละ 5 บาทผมชอบกินก็เลยซื้อไป)ไปแจกเด็กๆกัน เด็กๆในโรงเรียนนี้มีอยู่ประมาณ 110 คนและตอนนั้นพวกครูไม่อยู่ เราสองคนก็เลยไปคุยกับเด็กโตซึ่งพอจะพูดอังกฤษได้บ้างว่าเราจะแจกขนม เด็กๆก็เลยมาเข้าแถวกัน ต้องบอกว่าเป็นการเข้าแถวจริงๆ ไม่มีการแย่งกัน ไม่มีการแทรงคิว เค้าจะให้เด็กเล็กๆมารับก่อนแล้วค่อยให้เด็กโตมารับต่อไป พวกเด็กที่ได้รับจะมีรอยยิ้มเหมือนในรูปนั้นทุกคนเลยครับ นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมชอบมาที่นี่มันทำให้ผมรู้สึกว่า การเป็นผู้ให้นั้นมีความสุขแค่ไหน บางทีอาจจะมากกว่าผู้ได้รับด้วยซ้ำ

แต่เรื่องราวมันยังไม่จบแค่นั้น หลังจากแจกวิตามินเสร็จเด็กๆก็แยกย้ายกันไปเล่น แต่ในห่อนั้นมันมีวิตามินอยู่ 120 ถุง มันก็เลยเหลืออยู่อีก 10 ถุง ผมกับพี่เพียวก็เลยจะเอาขนมที่เหลือไปเดินแจกให้เด็กคนอื่นๆเพิ่มอีก ซึ่งก็อาจจะเป็นเด็กที่คอยช่วยงานเรา เด็กที่ชอบมาเล่นกับพวกเราเป็นพิเศษ เด็กตัวเล็กๆ หรือเด็กที่หน้าตาน่ารักน่ารักหน่อย ซึ่งผลของมันทำให้เราสองคนประหลาดใจมาก คือตอนแรกเราเอาไปให้เด็กโตหน่อย เค้าไม่รับมัน เราก็เลยเอาไปให้เด็กคนอื่นๆอีกหลายคนแต่ผลสรุปคือไม่มีใครรับขนมจากเราเลย ทุกคนยืนยันกับเราว่าเค้าได้ขนมแล้วโดยยกซองขนมมาให้เราดู ผมกับพี่เพียวก็เลยต้องเลิกล้มความคิดจะแจกขนมให้เด็กบางคนเป็นพิเศษ

เราสองคนกลับมานั่งคุยกันด้วยความอึ้งปนกับความประทับใจ ว่าเราสองคนเป็นคนแบบไหนกันที่จะไปเอาความคิดแบบคนเมืองของเราไปใช้กับเด็กๆที่ใสสะอาดขนาดนั้น

หลังจากกลับมาผมก็ยังคงเป็นคนที่ชอบเป็นผู้ให้ ชอบสอน กับคนอื่นอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือผมจะไม่โกรธที่ใครจะไม่รับความหวังดีของเราไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ คำสอน หรือประสบการณ์ของเรา เพราะผมเข้าใจแล้วว่าเราไม่ควรเอาตัวเองไปตัดสินแนวคิดของใคร อย่าให้ตัวเองเอาแนวทางและความหวังดีของเรามาบังคับให้เค้าต้องเชื่อหรือรับความช่วยเหลือของเรา

ปล. ตอนไปเดินเล่นวันต่อมามีเด็กบางคนเก็บขนมที่ผมให้เค้ามาให้ผมกินด้วย รวมทั้งสตอเบอรี่ป่าลูกเล็กกว่าเล็บนิ้วก้อยที่ไม่มีความอร่อยเลย แต่ผมก็รับเอามาแล้วกินทุกอย่าง เพราะผมรู้สึกว่าเด็กๆก็ยิ้มกว้างกว่าผมซะอีกเมื่อผมกินของที่พวกเค้าเอามาให้

ขอบคุณที่อ่านนะครับ

S.Munin 1/1/18
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่