ห้องเพลง**คนรากหญ้า** 12/7/2018 ชื่อของคนจีนยุคก่อน....สุภาษิตสามก๊ก....การเมืองไทย cnck

สองวันก่อนอ่านข่าวท่านพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ บิ๊กจิ๋ว ขงเบ้งแห่งกองทัพไทย

มีข่าวมงคลแต่งงานใหม่ในวัย 86 ปี  ก็ขออวยพรให้ท่านมีความสุขในบั้นปลายของชีวิต

อย่าได้มีโรคภัยไข้เจ็บมากล้ำกราย จิตใจแจ่มใจร่าเริงตลอดไป


พูดถึงฉายา "ขงเบ้งแห่งกองทัพไทย" เลยนึกขึ้นได้ว่าติดค้างคุณทองยิ้ม

เทพเปเล่พยากรณ์แห่งห้องเพลง ว่าจะเขียนเรื่องชื่อของคนจีนยุคก่อนๆ กระทู้นี้จึงถือเป็นการใช้หนี้ที่ค้าง


เวลาเราดูหนังจีนย้อนยุค ยกตัวอย่างเช่น สามก๊ก เรามักจะสับสนว่า

ทำไมคนๆหนึ่งถึงมีชื่อเรียกหลายชื่อเช่น

จูกัดเหลียง 诸葛亮 บางครั้งก็เรียก ขงเบ้ง 孔明 บางครั้งก็เรียกอาจารย์ฮกหลง 卧龙先生




ในสมัยโบราณตามวัฒนธรรมของคนจีน เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วประมาณ 3 เดือน

ผู้อาวุโสประจำตระกูลหรือพ่อของเด็กก็จะตั้งชื่อให้เด็ก โดยใช้แซ่ของตระกูลนำหน้า

ซึ่งทั้งชื่อและแซ่นี้ก็จะติดตัวไปตลอดชีวิต เพื่อแสดงให้เห็นว่าสืบทอดสายเลือดมาทางใด

ภาษาจีนจะเรียกชื่อที่ตั้งนี้ว่า โย่วหมิง 幼名  แปลง่ายๆคือ ชื่อตอนเด็ก


เมื่อเด็กชายเจริญวัยได้ 20 ปี (สังคมจีนยุคก่อนเหยียดสตรี จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญ )

ซึ่งถือว่าโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วบางคนก็ได้ร่ำเรียนวิชาความรู้

ผู้อาวุโส หรือ อาจารย์ แม้กระทั่งตัวเอง ก็จะตั้งชื่อขึ้นมาใหม่อีกชื่อ และโดยส่วนใหญ่จะให้มีความหมาย

สอดคล้องกับชื่อเดิมที่ติดตัวมา ชื่อที่ตั้งใหม่นี้เรียกว่า ก้วนจื้อ 冠字 แปลเป็นไทยขอใช้คำว่า "นาม"


และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ได้ออกสู่โลกภายนอก อุปนิสัย พฤติกรรม หรือ การปฏิบัติตน

ทำให้คนทั่วไปเห็น คนเหล่านั้นก็จะตั้งชื่อให้อีกอันหนึ่ง ซึ่งก็คือ เฮ่า 号 แปลเป็นไทยง่ายๆว่า สมญา นั่นเอง


เพราะฉะนั้น ในกรณีของ ขงเบ้ง จึงสรุปได้ว่า

แซ่ (ตามบรรพบุรุษ) จูกัด 诸葛 ชื่อ เหลียง 亮  นาม ขงเบ้ง 孔明

สมญา
อาจารย์ฮกหลง 卧龙先生




ในเมื่อคนๆหนึ่งมีทั้ง ชื่อ นาม และ สมญา ทีนี้เกิดปัญหาว่า ในเมื่อมีชื่อตั้งหลายชื่อ แล้วจะใช้อย่างไหน เวลาใด ?


ตรงนี้มีหลักเกณฑ์โดยทั่วๆไปคือ

1  เมื่อไหร่ที่เราจะแทนตัวเราเอง เราต้องใช้ชื่อ ห้ามใช้ นาม หรือ สมญา เช่น

เวลา ขงเบ้ง พูดกับคู่สนทนา จะแทนตัวเองว่า "เหลียง" จะห้ามใช้เรียกตัวเองว่า "ขงเบ้ง" หรือ "ฮกหลง"

2 คู่สนทนาเวลาจะเรียก ขงเบ้ง จะไม่เรียกชื่อแซ่ จูกัดเหลียง เพราะถือว่าเสียมรรยาท

โดยเฉพาะคู่สนทนาด้อยอาวุโสกว่า แต่จะเรียกนามแทน เช่น เวลาขงเบ้งสนทนากับจิวยี่ จิวยี่ก็จะเรียกนาม ขงเบ้ง

ไม่เรียก จูกัดเหลียง เป็นต้น

3 นามนั้นสามารถเรียกติดกับแซ่ได้ แต่ชื่อห้ามเรียกติดกับนาม เช่น

เราสามารถเรียก "จูกัดขงเบ้ง" ได้ แต่ห้ามเรียก "เหลียงขงเบ้ง"

4 สมญานั้น มักจะใช้เรียกโดดๆ ไม่ต้องติดกับอะไร

5 สำหรับศัตรูหรือคนที่เราเกลียด จะเรียกอะไรก็ได้ให้ตรงข้ามปวดใจเป็นใช้ได้ ฮ่าฮ่าฮ่า


วีดีโอข้างล่างนี้ เป็นตอนเอกของหนังสามก๊ก เล่าปี่ไปเยือนกระท่อมเชิญขงเบ้งมาช่วยงาน

ลองดูบทสนทนานี้จะเห็นว่า ขงเบ้งแทนตัวเองว่า เลี่ยง (เหลียง ในภาษาเจ้าพระยาคลัง)

ส่วนเล่าปี่จะเเทนตัวเองว่า เป้ย (ปี่ ในภาษาเจ้าพระยาคลัง)

(หลังนาทีที่ 26 ชัดเจนที่สุด)

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

พูดถึงสามก๊กในนิยายของ หลอก้วนจง 罗贯中 มีคำคมและสุภาษิตมากมาย

แต่วันนี้ขอยกมาสัก 4 ตัวอย่างที่สอดคล้องกับการเมืองไทย เพื่ออรรถรสเล็กๆน้อยๆ


万事俱备 , 只欠东风 . ทุกอย่างพร้อมพรัก ขาดแต่ลมบูรพา


ในสามก๊กตอน โจโฉแตกทัพเรือ จิวยี่เตรียมทัพจะรบกับทัพโจโฉทางน้ำ และมีแผนจะเผากองทัพเรือโจโฉ

แต่จนใจที่กองทัพโจโฉอยู่เหนือลม ขงเบ้งจึงอาสาเรียกลมบูรพาให้ ทำให้จิวยี่ทำการสำเร็จ เผาทัพเรือโจโฉวอดวาย


สุภาษิตนี้มีความหมายว่า ทุกอย่างได้เตรียมการไว้หมดแล้ว ขาดแต่จิ๊กซอร์ตัวสุดท้าย

ถ้าเอามาเสียบได้งานก็จะสำเร็จ



เทียบกับการเมืองไทยคร่าวๆคือ

เมื่อครั้ง ร.ส.ช คิดจะต่อท่ออำนาจ จึงจัดแจงเขียนรัฐธรรมนูญเอื้อประโยชน์ฝ่ายตน เงื่อนไขทุกอย่าง

ก็ถูกจัดเตรียมพร้อมแล้ว ขาดแต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะมาทำให้เรื่องสำเร็จ

ลมบูรพาของ ร.ส.ช ก็คือ พรรคสามัคคีธรรม และ ส.ส พรรคมาร นั่นเอง


[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้




身在曹营 , 心在汉   ตัวอยู่ที่ค่ายโจโฉ ใจภักดีราชวงค์ฮั่น


เมื่อครั้ง กวนอู พลัดพรากกับ เล่าปี่ แล้วถูกทัพ โจโฉ ล้อมจับได้ เพื่อรักษาชีวิตภรรยาเล่าปี่

กวนอู จำยอมสวามิภกดิ์ โจโฉ หนึ่งในข้อแม้ที่ กวนอู ยื่นต่อ โจโฉ ก็คือ

ต้องถือว่า กวนอู เป็นข้าของราชวงค์ฮั่น มิใช่ข้าของ โจโฉ


สุภาษิตนี้ ใช้ในการเปรียบเทียบ คนที่อยู่ในที่หนึ่งแต่ใจกลับไปอยู่อีกที่หนึ่ง


เปรียบเทียบการเมืองไทยตอนนี้ ก็เป็นพวก ส.ส เพื่อไทย บางพวก ที่ยังอยู่ในสังกัดนี้

แต่ใจพร้อมจะไปร่วมหัวจมท้ายกับพรรคที่คาดว่าจะมีอำนาจในอนาคต




司马昭之心 , 路人皆知 . จิตใจของสุมาเจียวเป็นอย่างไร ทุกคนรู้ดี


ซือหม่าเจา หรือ สุมาเจียว ลูกคนเล็กของ สุมาอี้ หลังจากที่พ่อ และ พี่ชาย ตายไปก็ได้เป็นใหญ่

เหิมเกริมจะแย่งราชสมบัติถึงกับสังหารฮ่องเต้ โจมอ แต่ฉากหน้ากลับแสร้งจงรักภักดี

ความคิดชั่วร้ายของสุมาเจียว ทุกๆคนก็รู้ดีเพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมา


ความหมายสุภาษิตนี้คือ  คนที่มีเจตนาร้าย ถึงแม้จะเสแสร้งแกล้งทำอย่างไร แต่ทุกคนย่อมดูออก


เปรียบกับการเมืองไทยก็คือ คนที่เข้ามาเพื่อทำงานการเมืองหรือเข้ามามีอำนาจปกครองบ้านเมืองแล้ว

ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะคิดทำอะไร อย่านึกว่าจะไม่มีคนรู้เท่าทันความชั่วร้ายนั้นๆ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้




扶不起的阿斗  อาเต๊าที่หนุนไม่ขึ้น

อาเต๊า หรือ เล่าเสี้ยน เป็นลูกเล่าปี่ ได้ครองเสฉวนจากที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ให้

แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่เอาไหน ไม่มีความสามารถ วันๆได้แต่เสพสุข เชื่อแต่พวกประจบสอพลอ

สุดท้ายรากฐานบ้านเมืองก็ล่มสลาย


ความหมายของสุภาษิตนี้ใช้เปรียบเทียบกับ คนที่มีทุกอย่างพร้อมหมดแต่ไม่มีความสามารถ


ในแวดวงการเมืองไทย มีคนๆหนึ่งที่สามารถใช้กับสุภาษิตนี้ได้

คนๆนี้มีชาติตระกูลที่ดี การศึกษาก็สูง จบมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลก profile ทุกอย่างจัดได้ว่าเหนือคนอื่นๆ

แต่เป็นคนไม่มีความสามารถ อยู่มาตั้งนานไม่มีผลงานที่เด่นชัด วันๆคิดแต่ตีฝีปาก

ตอดเล็กตอดน้อยหยุมหยิมเหมือนอิสตรี  นานไปก็คงเหมือน เล่าเสี้ยน ที่เสียเสฉวน


เป็นใครคิดกันเอาเองนะครับ ฮ่าฮ่าฮ่า



ป.ล ความจริงเรื่องที่เขียนมีรายละเอียดลึกกว่านี้มาก แต่กลัวว่าจะยาวไป เลยย่อๆให้เข้าใจง่าย

ป.ล 2 ช่วงสุภาษิตที่อิงการเมือง จริงๆเขียนได้ตรงกว่านี้ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด

เอากว้างๆอ้อมๆอย่างนี้แหละดีแล้ว

ป.ล 3  ชื่อในสามก๊กถนัดใช้ชื่อจีนกลางมากกว่าเพราะอ่านต้นฉบับภาษาจีน

ไม่ได้อ่านฉบับไทยนานมากแล้ว ถ้าชื่อไทยเรียกผิด ช่วยเตือนด้วย จะรีบแก้ไขให้


พบกันใหม่พรุ่งนี้ครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่