ใช้ PAR อย่างเดียวเทียบความถูกแพงหุ้นได้ไหม โดยไม่คำนึงถึง ROE อัตรากำไร การเติบโตต่างๆ
สมมุติ
หุ้น A PAR 1 บาท ราคาหุ้น 10บาท ROE 10%
หุ้น B PAR 1 บาท ราคาหุ้น 20บาท ROE 20%
พอดีอ่านเจอมาว่าเทียบราคา PAR แล้ว BEAUTY แพงกว่า ปตท อีก แต่คิดไปคิดมาแล้วถ้าอีกตัวอัตราการเติบโตดีกว่า ราคาแพงกว่าก็ไม่เห็นแปลกอะไรเพราะนักลงทุนคงให้ราคามากกว่าตามความคาดหวังสูงในอนาคต
ที่มา:
โพสของ FB PAGE: Share2Trade วันที่ 9 กค
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ผู้สาวขาลง...
พี่รวย..มองตลาด (9 July 18)
*****กรณีการปรับลดราคาลงอย่างรุนแรงของ BEAUTY ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจากราคาสูงสุด 1.380 บาท จนลงไปถึงราคาต่ำสุดที่ 6.45 บาท ก่อนที่จะปิดตัวในช่วงท้ายสัปดาห์ที่ราคา 8.00 บาทกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่นักลงทุนคนไหนถ้าพูดถึงก็จะถือว่าตกเทรนด์ไปเลย โดยหลังจากที่ BEAUTY จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2555 ก่อนที่จะแตกพาร์ 1:10 ในปี 2558 จนเหลือราคาพาร์ 0.10 บาท และถ้ามองในเชิงเปรียบเทียบกันจะเห็นว่าในปัจจุบัน BEAUTY มีราคาหุ้นหน้ากระดานที่ราคา 8.00 บาท/หุ้น (ที่ราคาพาร์ 0.10 บาท, PE = 18.32) และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันตัวต่อตัวกับหุ้นตัวใหญ่อย่าง PTT ที่ราคา 46.25 บาท (ที่ราคาพาร์ 1.00 บาท PE = 10.62) ก็จะเห็นได้ว่า BEAUTY ยังมีราคาที่แพงกว่า PTT อยู่เกือบเท่าตัว...
...และถ้ามองไปที่เรื่องปัญหาเรื่องธุรกิจที่รุมเร้า BEAUTY อยู่ในขณะนี้ ก็มีหลายอย่างประกอบไปด้วย เรื่องที่ประมาณการผลประกอบการของ BEAUTY อาจจะเข้าสู่ช่วงขาลงเริ่มจากไตรมาสที่ 2/61 เป็นต้นไป, เรื่องของกระแสข่าวที่บางบริษัทมีปัญหา สินค้าไม่ผ่านมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จนกระทบกับการส่งสินค้าออกไปขายยังตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะที่จีนทำให้ส่งผลกระทบให้ฐานลูกค้ารายย่อย และกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าจนต้องนำเข้าสินค้าอย่างอื่นเข้าไปทดแทนสินค้าของ BEAUTY และยังมีเรื่องของความเชื่อมั่นในตัวเลขการส่งออกสินค้าที่มีหลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามกันอยู่
...ถ้าหากมองไปที่เรื่องของสัดส่วนในการถือหุ้นของ BEAUTY ซึ่งปัจจุบันกำลังเกิดปัญหาในเรื่องของการโดนบังคับขาย (Forces Sell) ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ BEAUTY มีปริมาณหุ้นที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดที่สูงเกินไป โดยปัจจุบันสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (% Free float) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 64.56% ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง และการที่ไม่มีผู้ถือหุ้นราคาใหญ่นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถควบคุมการเหวี่ยงตัวของราคาหุ้นได้ อีกส่วนหนึ่งก็มาจากการขายบิ๊กล็อตของกลุ่มผู้บริหารเอง
1. ในปี 2559 นายสุวิน ไกรภูเบศ และนางธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ กรรมการและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ว่า ได้ขายหุ้น รวมกัน 300 ล้านหุ้น คิดเป็น 10%
2. วันนี้ (13 มี.ค.2561) นายสุวิน ไกรภูเบศ และนางธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ กรรมการและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทได้ขายหุ้นรวม 140 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.66%
...สรุปว่า BEAUTY กำลังประสบกับปัญหาทั้งภายนอกและภายในที่กำลังรุมเร้า แต่ก็เชื่อว่าโดยความที่ BEAUTY เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจริง รวมถึงมีผลการดำเนินงานที่จับต้องได้ นั้นจึงทำให้ผมเชื่อว่าเมื่อผ่านวิกฤตรอบนี้ไปแล้ว BEAUTY น่าจะกลับมายืนได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ก็ต้องจับตาดูกับไปพรางๆก่อนก็แล้วกัน...สู้ๆนะครับ “ผู้สาวขาลง”****
*****วันนี้สนใจ EA IRPC BDMS TITLE SGP*****
ใช้ PAR อย่างเดียวเทียบความถูกแพงหุ้นได้ไหมโดยไม่เทียบอย่างอื่น
สมมุติ
หุ้น A PAR 1 บาท ราคาหุ้น 10บาท ROE 10%
หุ้น B PAR 1 บาท ราคาหุ้น 20บาท ROE 20%
พอดีอ่านเจอมาว่าเทียบราคา PAR แล้ว BEAUTY แพงกว่า ปตท อีก แต่คิดไปคิดมาแล้วถ้าอีกตัวอัตราการเติบโตดีกว่า ราคาแพงกว่าก็ไม่เห็นแปลกอะไรเพราะนักลงทุนคงให้ราคามากกว่าตามความคาดหวังสูงในอนาคต
ที่มา:
โพสของ FB PAGE: Share2Trade วันที่ 9 กค
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้