ยืมล๊อกอินเพื่อนมาถามนะคะ เราคบหากับแฟนกันมาซักระยะหนึ่งประมาน 1 ปี ซึ่งตอนนี้เราอายุก็มากพอสมควรแล้วทั้งคู่ เลยคุยเรื่องแผนการแต่งงานกัน ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่เคยถามเรื่องเงิน เรื่องค่าใช้จ่ายของกันเลย ซึ่งส่วนมากเวลาเราไปเที่ยวกัน ไปกินอะไรกัน เราจะใช้วิธีเอาเงินมาใส่กระเป๋ากลางไว้ โดยเอามาใส่ในจำนวนที่เท่าๆ กัน และก็เอาเงินส่วนนี้จ่าย พอเงินเหลือก็แบ่งคืนเท่าๆ กัน (วิธีนี้เราเป็นคนเสนอให้ทำเอง เพราะอยากแชร์ ไม่อยากให้เค้าลี้ยง แต่เค้าก็จะบอกว่าไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ บางอย่างให้เค้าจ่ายคนเดียวก็ได้) พอคุยเรื่องแต่งงานกันเราจึงขอพูดคุยกับเค้าเรื่องรายรับ รายจ่ายว่ามีอะไรบ้าง ได้ข้อมูลมาดังนี้ค่ะ
-ผู้ชาย อายุ 39 ปี อาชีพรับราชการ มีรถ 1 คัน บ้านธรรมดาๆ ที่อยู่ทุกวันนี้ 1 หลัง
-เป็นพ่อหม้าย ลูกติด 1 คน อายุ 13 ปี
-เงินเดือน 22,000 บาท
-มีหนี้สินจากการกู้เงินไปแต่งงานครั้งก่อน (เค้าแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง เลิกกันเพราะผู้หญิงนอกใจ ทั้ง 2 ครั้ง) ส่งเดือนละ 4000 บาท
-หนี้สินจากการกู้เงินเรียน ป.โท ส่งเดือนละ 2,500 บาท
-ค่าใช้จ่ายลูก ลูกอยู่กับบ้านย่า ซึ่งบ้านอยู่ติดกัน เดือนละ 4,000 บาท
-เงินเก็บไม่มี ทุกวันนี้ใช้เงินเดือนชนเดือน
-ถ้าแต่งงานกันเค้าบอกจะไปกู้เงินประมาณ 400,000 บาท มาเป็นค่าสินสอดค่าจัดงาน และผ่อนจ่ายเอง
-ถ้ากู้เงินมาแต่งงานเค้าก็จะมีภาระหนี้เพิ่มอีกเดือนละประมาณ 4,500 บาท
-ซึ่งคำนวณจากค่าใช้จ่ายรายเดือนเค้าแล้ว หักแล้วจะเหลือเงินใช้จ่ายประมาน 8,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งต้องเป็นค่ากินอยู่ ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆทุกอย่าง
-เรา อายุ 32 ปี อาชีพรับราชการ
-โสด ไม่เคยแต่งงาน
-เงินเดือน 20,000 บาท โอที + รายได้อื่นๆ 6-8พันบาท ต่อเดือนรายรับประมาณ 28,000 บาท
-มีหนี้สิน ผ่อนรถ 1 คัน 5,000 บาท
-เก็บเงินรายเดือนไว้จ่าย กยศ. ประกันชีวิต ประกันรถ เดือนละ 3,000 บาท
-ให้แม่ 2,000 บาท
-เรามีเงินเหลือเก็บทุกเดือน มีหักฝาก มีหุ้นสหกรณ์ มีเงินสะสมกองทุน
-หักค่าใช้จ่ายแล้วเรามีเงินไว้สำหรับใช้จ่ายกินอยู่ เติมน้ำมัน ชอปปิ้ง ท่องเที่ยว ประมาณ 16,000-18,000 บาท
จากการที่เราคุยกันเรื่องเงินและค่าใช้จ่าย ทำให้เราลังเลเรื่องการแต่งงาน เพราะสถานการณ์ทางการเงินเค้าที่ดูตึงมาก ซึ่งเราเรามีแพลนว่าถ้าแต่งงานเราอยากมีลูกเลย ซึ่งถ้ามีลูกเรากลัวว่าครอบครัวจะลำบากไหม กลัวอยู่ๆกันไปมีปัญหาเรื่องเงินไม่พอใช้ขึ้นมาก็ทะเลาะกันครอบครัวไม่มีความสุข แต่ฝ่ายชายบอกว่าหนี้สินทั้งหมดนี้จะหมดภายในอีก 5 ปี ข้างหน้า ซึ่งตอนนั้นเงินเดือนก็ได้เลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ และจะได้ใช้เงินเดือนเต็มๆ ถ้ามีลูกก็จะเข้าโรงเรียนพอดี คงมีเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวได้เยอะขึ้น สะดวกสบายขึ้น และตอนนั้นเราก็จะผ่อนรถหมดพอดี 5 ปีแรกที่แต่งงานกันก็จะลำบากหน่อย แต่ผู้ชายคนนี้เป็นคนค่อนข้างถนอมน้ำใจคน ใจดี เวลาพูดเวลาไปไหนจะคอยถาม คอยเอาใจใส่เราดีอยู่เสมอ ถึงเค้ามีไม่มากแต่เรารู้สึกว่าเค้าไม่เคยเอาเปรียบเรา แค่พาเราไปกินไปเที่ยวในที่ ที่กำลังเค้าสามารถพาไปได้แค่นั้น เราอยู่คนละที่ อย่างเราจะขับรถไปหา เค้าก็จะไม่ให้ไป เป็นห่วง เค้าก็จะขับรถมาเราเอง ระยะทางประมาณ 120 กม. เวลาไปไหน ก็จะคอยถาม คอยห่วง จะถามเราตลอดว่าถ้าไม่ชอบอะไรในตัวเค้าให้รีบบอกเค้าจะปรับปรุงตัว นิสัยการใช้เงินของเค้าค่อนข้างประหยัด ไม่แต่งตัว ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ส่วนมากชอบซื้อต้นไม้ดอกไม้มาปลูก ปั่นจักรยาน เล่นกีฬา ใช้ชีวิตบ้านๆ กินอยุ่ของใช้บ้านๆ ตลาดทั่วๆไป ส่วนเราก็เป็นคนประหยัดไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้า อยู่คนเดียวค่อนข้างสบาย ออกท่องเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ อยากกินอะไรกิน อยากซื้ออะไรซื้อ ส่วนมากของใช้เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ซื้อในห้าง กินข้าวร้านอาหาร แต่ไม่บ่อย เพราะไม่มีภาระอื่นๆ ใช้เงินสบายๆ ถ้าแต่งงานกับผู้ชายคนนี้เราคงต้องปรับพฤติกรรมการใช้ของ การกินอยู่ อยากปรึกษาว่าเราควรที่จะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้มั้ย เราคิดไม่ตกว่าจะตอบตกลง หรือว่าปฏิเสธเค้าไปเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลากันทั้งคู่ เพราะเราอายุเยอะกันมาแล้ว
จะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ดีมั้ย
-ผู้ชาย อายุ 39 ปี อาชีพรับราชการ มีรถ 1 คัน บ้านธรรมดาๆ ที่อยู่ทุกวันนี้ 1 หลัง
-เป็นพ่อหม้าย ลูกติด 1 คน อายุ 13 ปี
-เงินเดือน 22,000 บาท
-มีหนี้สินจากการกู้เงินไปแต่งงานครั้งก่อน (เค้าแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง เลิกกันเพราะผู้หญิงนอกใจ ทั้ง 2 ครั้ง) ส่งเดือนละ 4000 บาท
-หนี้สินจากการกู้เงินเรียน ป.โท ส่งเดือนละ 2,500 บาท
-ค่าใช้จ่ายลูก ลูกอยู่กับบ้านย่า ซึ่งบ้านอยู่ติดกัน เดือนละ 4,000 บาท
-เงินเก็บไม่มี ทุกวันนี้ใช้เงินเดือนชนเดือน
-ถ้าแต่งงานกันเค้าบอกจะไปกู้เงินประมาณ 400,000 บาท มาเป็นค่าสินสอดค่าจัดงาน และผ่อนจ่ายเอง
-ถ้ากู้เงินมาแต่งงานเค้าก็จะมีภาระหนี้เพิ่มอีกเดือนละประมาณ 4,500 บาท
-ซึ่งคำนวณจากค่าใช้จ่ายรายเดือนเค้าแล้ว หักแล้วจะเหลือเงินใช้จ่ายประมาน 8,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งต้องเป็นค่ากินอยู่ ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆทุกอย่าง
-เรา อายุ 32 ปี อาชีพรับราชการ
-โสด ไม่เคยแต่งงาน
-เงินเดือน 20,000 บาท โอที + รายได้อื่นๆ 6-8พันบาท ต่อเดือนรายรับประมาณ 28,000 บาท
-มีหนี้สิน ผ่อนรถ 1 คัน 5,000 บาท
-เก็บเงินรายเดือนไว้จ่าย กยศ. ประกันชีวิต ประกันรถ เดือนละ 3,000 บาท
-ให้แม่ 2,000 บาท
-เรามีเงินเหลือเก็บทุกเดือน มีหักฝาก มีหุ้นสหกรณ์ มีเงินสะสมกองทุน
-หักค่าใช้จ่ายแล้วเรามีเงินไว้สำหรับใช้จ่ายกินอยู่ เติมน้ำมัน ชอปปิ้ง ท่องเที่ยว ประมาณ 16,000-18,000 บาท
จากการที่เราคุยกันเรื่องเงินและค่าใช้จ่าย ทำให้เราลังเลเรื่องการแต่งงาน เพราะสถานการณ์ทางการเงินเค้าที่ดูตึงมาก ซึ่งเราเรามีแพลนว่าถ้าแต่งงานเราอยากมีลูกเลย ซึ่งถ้ามีลูกเรากลัวว่าครอบครัวจะลำบากไหม กลัวอยู่ๆกันไปมีปัญหาเรื่องเงินไม่พอใช้ขึ้นมาก็ทะเลาะกันครอบครัวไม่มีความสุข แต่ฝ่ายชายบอกว่าหนี้สินทั้งหมดนี้จะหมดภายในอีก 5 ปี ข้างหน้า ซึ่งตอนนั้นเงินเดือนก็ได้เลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ และจะได้ใช้เงินเดือนเต็มๆ ถ้ามีลูกก็จะเข้าโรงเรียนพอดี คงมีเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวได้เยอะขึ้น สะดวกสบายขึ้น และตอนนั้นเราก็จะผ่อนรถหมดพอดี 5 ปีแรกที่แต่งงานกันก็จะลำบากหน่อย แต่ผู้ชายคนนี้เป็นคนค่อนข้างถนอมน้ำใจคน ใจดี เวลาพูดเวลาไปไหนจะคอยถาม คอยเอาใจใส่เราดีอยู่เสมอ ถึงเค้ามีไม่มากแต่เรารู้สึกว่าเค้าไม่เคยเอาเปรียบเรา แค่พาเราไปกินไปเที่ยวในที่ ที่กำลังเค้าสามารถพาไปได้แค่นั้น เราอยู่คนละที่ อย่างเราจะขับรถไปหา เค้าก็จะไม่ให้ไป เป็นห่วง เค้าก็จะขับรถมาเราเอง ระยะทางประมาณ 120 กม. เวลาไปไหน ก็จะคอยถาม คอยห่วง จะถามเราตลอดว่าถ้าไม่ชอบอะไรในตัวเค้าให้รีบบอกเค้าจะปรับปรุงตัว นิสัยการใช้เงินของเค้าค่อนข้างประหยัด ไม่แต่งตัว ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ส่วนมากชอบซื้อต้นไม้ดอกไม้มาปลูก ปั่นจักรยาน เล่นกีฬา ใช้ชีวิตบ้านๆ กินอยุ่ของใช้บ้านๆ ตลาดทั่วๆไป ส่วนเราก็เป็นคนประหยัดไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้า อยู่คนเดียวค่อนข้างสบาย ออกท่องเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ อยากกินอะไรกิน อยากซื้ออะไรซื้อ ส่วนมากของใช้เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ซื้อในห้าง กินข้าวร้านอาหาร แต่ไม่บ่อย เพราะไม่มีภาระอื่นๆ ใช้เงินสบายๆ ถ้าแต่งงานกับผู้ชายคนนี้เราคงต้องปรับพฤติกรรมการใช้ของ การกินอยู่ อยากปรึกษาว่าเราควรที่จะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้มั้ย เราคิดไม่ตกว่าจะตอบตกลง หรือว่าปฏิเสธเค้าไปเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลากันทั้งคู่ เพราะเราอายุเยอะกันมาแล้ว