ถอดความข้อเสนอเชิงนโยบาย "หยุดยื้อการตายในผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่สมัครใจ" ในรายการ นโยบาย By ประชาชน
พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล นายกสมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย กล่าวว่า ปัจจุบัน มีผู้ป่วยระยะสุดท้ายใกล้เสียชีวิตจำนวนมากที่ไม่ได้แสดงเจตนา หรือสั่งเสียไว้ก่อนว่า พวกเขาต้องการการดูแลแบบใดหากเขาสื่อสารไม่ได้และใกล้ตาย ด้วยลักษณะการแพทย์ปัจจุบัน พวกเขาจึงถูกยื้อชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งเป็นหัตถการที่ทรมานสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีโอกาสหาย
ดังนั้น ในปี 2550 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ จึงมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิ์ในการแสดงเจตนาเลือกวิธีการรักษาในช่วงท้ายของชีวิตผ่านการเขียนเอกสารแสดงเจตนาที่เรารู้จักว่า Living Will หรือพินัยกรรมชีวิต แต่สิทธิ์ข้อนี้ ผู้ป่วยและครอบครัวยังไม่ค่อยรู้ว่ามีอยู่
กฎหมายข้อนี้ ช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าร่วมวางแผนสุขภาพช่วงท้ายล่วงหน้าไว้ก่อน ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า สมุดเบาใจ ซึ่งเป็นหนังสือแสดงเจตนาอีกเวอร์ชันหนึ่ง
ในเล่ม จะมีหัวข้อให้ทบทวนว่าในช่วงท้ายของชีวิต แต่ละคนต้องการการดูแลแบบใด ทั้งด้านร่างกาย ด้านจิตใจ สังคม การเลือกตัวแทนสุขภาพ รวมทั้งการจัดการร่างกายและงานศพ ดาวน์โหลดหรือสั่งซื้อได้ที่
http://www.happydeathday.co/baojai
พญ.ศรีเวียง เสนอให้ศูนย์ดูแลแบบประคับประคองและโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ มีส่วนช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยและครอบครัวคิดวางแผนสุขภาพช่วงท้ายล่วงหน้าร่วมกับทีมแพทย์เจ้าของไข้ เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิตจะได้เข้าถึงการดูแลสุขภาพตามที่ได้แสดงเจตนาไว้ และเข้าถึงการตายดีได้อย่างทั่วถึง
หากเห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณหมอศรีเวียง คลิกร่วมลงชื่อได้ที่เว็บไซต์...
https://www.change.org/p/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8-%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%88
.
- - - - - - - - - -
.
คำถามและข้อโต้แย้งจากตัวแทนประชาชน
.
- - - - - - - - -
.
ถาม: ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้นหรือที่มีสิทธิ์ทำ Living Will
ตอบ: ทุกคน ทุกวัย สามารถทำหนังสือฉบับนี้ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา ทำหนังสือเสร็จแล้วให้เก็บไว้กับตัวหนึ่งฉบับ ถ่ายเอกสารแล้วแจ้งให้หมอทราบ เพื่อให้เจตนาของผู้ป่วยได้ถูกสื่อสารในระบบข้อมูลของโรงพยาบาล
- - - - - - - - -
.
ถาม: บางครั้ง ระยะสุดท้ายมันก็ไม่แน่เสมอไป การเขียนเอกสารนี้จะทำให้หมอทิ้งการรักษาหรือไม่
ตอบ: หากแพทย์พิจารณาว่า การรักษาแม้ในผู้ป่วยระยะสุดท้าย หากยังช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคหรือมีคุณภาพชีวิตดี และเป็นความประสงค์ของผู้ป่วยที่ต้องการเช่นนั้น แพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยต่อไป
- - - - - - - - -
.
ถาม: การวินิจฉัยของแพทย์ว่าป่วยระยะสุดท้าย อาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสหรือไม่
ตอบ: แพทย์ต้องชั่งน้ำหนักว่า การรักษาครั้งนี้ยังทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิตหรือมีคุณภาพชีวิตหรือไม่ ถ้าไม่ การรักษานั้นอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และเพิ่มความทุกข์ทรมาน
นอกจากนี้ การรักษาพยาบาล แพทย์จะไม่ใช่ผู้ตัดสิน แต่เป็นผู้ให้ข้อมูลและบอกทางเลือก ส่วนผู้ตัดสินใจคือผู้ป่วยและครอบครัว ขณะทำเอกสาร จึงต้องมีทีมสุขภาพให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อดีข้อเสีย สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อตัดสินใจรักษาแบบนี้ๆ
- - - - - - - - -
.
ถาม: ถ้าผู้ป่วยบอกว่าอย่างไรก็อยากให้ยื้อชีวิตไว้ก่อนจะได้ไหม
ตอบ: มีผู้ป่วยหลายคนที่แสดงเจตนาว่า ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ ฉันต้องการให้พยุงชีพ ซึ่งเป็นสิทธิ์ของผู้ป่วยที่ทำได้ แต่จากประสบการณ์ของคุณหมอพบว่า ผู้ป่วยมักได้รับการยื้อชีวิตและจากไปอย่างทรมาน
- - - - - - - - -
.
ถาม: เครื่องพยุงชีพ ใส่ง่าย ถอดยาก หมายถึงปฏิบัติการ หรือหมายถึงใจ
ตอบ: ยากทั้งสองอย่าง ถ้าไม่ได้เตรียมการไว้ก่อน การใส่ท่อ เป็นเรื่องที่ใส่ง่าย แต่ถอดยาก เพราะคนถอดจะมีความรู้สึกเหมือนพรากชีวิตผู้ป่วย จึงเป็นเรื่องลำบากที่ตามมา
- - - - - - - - -
.
ถาม: หากหมอพยุงชีพผู้ป่วย แม้ผู้ป่วยจะเขียนว่าไม่ต้องการให้ยื้อชีวิต หมอจะผิดไหม
ตอบ: ในกฎหมายไม่มีบทลงโทษหมอที่ไม่ทำตามเจตนา ดังนั้น แม้ไม่ทำตามเจตนา หมอก็ไม่มีความผิด หากทำไปตามหลักวิชาการและจริยธรรมทางการแพทย์
นอกจากนี้ หากแพทย์ใส่ท่อช่วยให้ใจผู้ป่วยระยะสุดท้ายไปแล้ว ต่อมาพบหนังสือแสดงเจตนาขอไม่ใส่ท่อช่วยหายใจในภายหลัง แพทย์ก็สามารถถอดท่อช่วยหายใจได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
- - - - - - - - -
.
ถาม: หากวัยรุ่นเขียนเจตนาไว้ว่าไม่ประสงค์ได้รับการยื้อชีวิต แล้วประสบอุบัติเหตุ จะทำให้แพทย์ตัดสินใจไม่พยุงชีพ และทำให้พวกเขาจากไปก่อนเวลาอันควรหรือไม่
ตอบ: เอกสารจะเขียนไว้ชัดเจนว่า Living Will ฉบับนี้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น ไม่นับความเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุที่ยังรักษาฟื้นฟูให้กลับคืนสุ่สภาพปกติได้ ดังนั้น โดยทั่วไป วัยรุ่นที่ประสบอุบัติเหตุยังคงต้องได้รับการพยุงชีพแม้จะเขียนแสดงเจตนาไว้
- - - - - - - - -
.
ถาม: หากมีลูกที่ไม่ต้องการให้แม่ที่ป่วยระยะสุดท้ายจากไป แต่ท่านเขียนแสดงเจตนาไม่ขอรับการรักษาไว้ ขอให้หมอยื้อชีวิตแม่ไว้เถิด คุณหมอจะทำอย่างไร
ตอบ: คงต้องปลอบประโลมญาติเป็นอันดับแรก แล้วพูดความจริงว่าคุณแม่มาถึงจุดที่การรักษาลำบากแล้ว หากรักษาต่อไปจะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
- - - - - - - - -
.
ถาม: จะให้ประชาชนเข้าถึงพินัยกรรมชีวิตนี้ให้ทั่วถึงได้อย่างไร
ตอบ: ควรจะสนับสนุนให้ประชาชนเขียนหนังสือแสดงเจตนาในโรงพยาบาล เพราะจะมีทีมสุขภาพให้ข้อแนะนำผู้ป่วยและครอบครัว
- - - - - - - - -
.
ข้อโต้แย้ง: การหยุดยื้อการตายในผู้ป่วยระยะสุดท้าย อาจจะกลายเป็นตราบาปในชีวิตของลูกหลาน การได้ดูแลบุพการีช่วงท้ายของชีวิตอาจทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้น
ข้อสนับสนุน: การเขียน Living Will เป็นสิทธิ์ที่รัฐให้ประชาชน ประชาชนอยู่ในฐานะแสดงสิทธิ์ข้อนี้ เขาจะใช้หรือไม่ใช้สิทธิ์ข้อนี้ก็ได้ เป็นเรื่องของเขาที่จะใช้สติปัญญาใคร่ครวญว่าจะจัดการชีวิตของตัวเองอย่างไร
ส่วนเรื่องความกตัญญู อยากให้ลูกหลานพิจารณาว่า หากเราต้องการแสดงความกตัญญุจริง เราควรคิดถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง หากเรายื้อชีวิตเพื่อป้องกันคำครหา นั่นอาจไม่ใช่การแสดงความกตัญญูที่แท้จริง หากเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของตัวลูกหลานเอง
- - - - - - - - -
.
ข้อโต้แย้ง: ส่วนตัวไม่เชื่อว่า เราจะยอมรับความตายได้จริง คนเรามีชีวิตอยู่ได้เพราะความหวัง ความฝัน หากยื่นสมุดเล่มนี้โดยแพทย์จะบั่นทอนความหวังในการมีชีวิตของผู้ป่วย
คำชี้แจง: สมุดเบาใจ ไม่ใช่เอกสารที่อยู่ดีๆ จะเขียนขึ้นเฉยๆ แต่ผู้ป่วย ครอบครัว และแพทย์ ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อวางแผนล่วงหน้า ผู้ป่วยต้องคิดทบทวนให้ดี ซักถามแพทย์จนหมดข้อสงสัยเสียก่อน จึงค่อยเขียนเอกสารแสดงเจตนา
- - - - - - - - -
.
ข้อโต้แย้ง: คนเข้าใจผิดคิดว่าการเขียนแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาคือการทำการุณยฆาต
หากเห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณหมอศรีเวียง คลิกร่วมลงชื่อได้ที่เว็บไซต์ Change.orgดยาให้ตาย แต่ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 คือการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ป่วยในการแสดงเจตนาขอจากไปตามธรรมชาติ แต่ไม่ใช่การยื้อ และไม่ใช่การเร่งให้ตายเร็วขึ้น
- - - - - - - - -
.
ข้อโต้แย้ง: แพทย์ที่ทำงานด้านนี้มีน้อย หากนโยบายเกิดขึ้น บุคลากรจะเพียงพอหรือไม่
คำชี้แจง: ขณะนี้ มีผู้ป่วยระยะท้ายจำนวนมาก จึงควรเร่งให้โรงพยาบาลมีศูนย์ดูแลแบบประคับประคองหรือ Palliative Care เพื่อดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคที่รักษาได้ยากทั้งในขณะระหว่างการรักษา และในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต
- - - - - - - - -
.
ข้อโต้แย้ง: หากนโยบายนี้เกิดขึ้น จะเกิดผลดีกับโรงพยาบาลอย่างไร
คำชี้แจง: นโยบาย Palliative Care จะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างเป็นระบบ ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ แน่นอนว่าการดูแลผู้ป่วยที่รักษาไม่หาย อาจไม่ช่วยให้เกิดรายได้มากนัก แต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
ผู้ป่วยระยะท้ายที่มีทีม Pallaitive Care ไปดูแล มีแนวโน้มจะได้เสียชีวิตอย่างสงบ เพราะสามารถหลีกเลี่ยงการสอดท่อ การใช้ห้องไอซียูโดยที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ขณะเดียวกัน จะทำให้โรงพยาบาลมีเตียงรองรับผู้ป่วยที่มีโอกาสหายได้มากขึ้น
- - - - - - - - -
.
ข้อสนับสนุน: หัวใจสำคัญของ ม.12 คือการสนับสนุนให้ประชาชนมาร่วมวางแผนการรักษาร่วมกับทีมสุขภาพ แต่ที่ผ่านมา ผู้ป่วยไม่มีโอกาสร่วมวางแผนตรงนี้
หากจะทำให้เรื่องนี้เป็นไปตามเจตนารมย์ ต้องทำงาน 3 เรื่อง 1) สร้างความเข้าใจว่าเรื่องนี้คือการวางแผนการรักษา ไม่ใช่ทอดทิ้งการรักษา 2) ทำงานกับครอบครัวให้เข้าใจว่า จะร่วมกันคิดวางแผนช่วยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบได้อย่างไร 3) ทำงานกับตัวเอง ให้ตระหนักว่า เราจะมีส่วนวางแผนชีวิตของตัวเองอย่างไร นโยบายนี้จึงทำให้เป็นจริง เพื่อที่คนๆ หนึ่งจะได้รับการรักษาที่ดีที่สุด สมกับที่คนๆ หนึ่งจะได้รับ
- - - - - - - - -
.
พญ.ศรีเวียง สรุปข้อเสนอโดยย้ำว่า นโยบายนี้ เกิดขึ้นเพื่อหยุดยื้อการตายในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ท่านเสนอให้ทุกโรงพยาบาลที่มีศูนย์ประคับประคองควรทำหน้าที่สร้างความตระหนัก ให้ทีมสุขภาพและประชาชนทั่วไป เข้าถึงระบบการทำหนังสือแสดงเจตนา นำไปสู่การวางแผนเมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งจะเอื้อให้เกิดการตายดี อันเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนควรได้รับ
- - - - - - - - -
.
เมื่อกรรมการฟังการเสนอเชิงนโยบายของคุณหมอศรีเวียงแล้ว เห็นด้วยกับข้อเสนอ 2 ต่อ 1
สำหรับ อ.สุขุม ผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย แย้งว่า ลึกๆ แล้ว คนเราอยากมีชีวิตอยู่ ท่านเคยเห็นคนใกล้ตายที่พูดว่าทำใจยอมรับความตายได้ เมื่อความตายเข้ามาประชิดตัวจริงๆ ก็ล้วนแต่มีสายตาวิงวอนขอต่อชีวิต ไม่อยากตายด้วยกันทั้งนั้น
นอกจากนี้ ชีวิตของเราไม่ใช่ของเราเพียงคนเดียว หากเป็นของคนรอบข้างด้วย การตัดสินใจที่จะพยุงชีพผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือไม่ ต้องปล่อยให้คนรอบข้างเป็นผู้ตัดสิน ทั้งนี้ หากผู้ป่วยจะแสดงเจตจำนง ก็เป็นสิทธิ์ที่ผู้ป่วยพึงทำได้
- - - - - - - - -
.
แล้วคุณล่ะ เห็นด้วยหรือไม่กับนโยบายนี้
หากเห็นด้วย คลิกสนับสนุนนโยบายที่เสนอโดย พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล ได้ที่
https://www.change.org/p/โรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ-หยุดยื้…
- - - - - - - - -
.
ป.ล. เพจ Peaceul Death เห็นด้วยกับนโยบายข้อนี้ หากนโยบายนี้สำเร็จ จะช่วยให้ทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และบุคลากรโรงพยาบาล ได้ร่วมกันวางแผนดูแลสุขภาพช่วงท้ายของชีวิต ซึงจะช่วยเพิ่มโอกาสแห่งการจากไปอย่างสงบได้มากกว่าการดูแลโดยปราศจากการสื่อสารหรือวางแผนการรักษาล่วงหน้า
(ส่วนการจะทำตามแผนได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของโรคและเหตุปัจจัยอีกมากมาย)
ออกอากาศครั้งแรก 2 ก.ค. 61
rerun 9 ก.ค. 61
ช่อง Thai PBS
https://www.facebook.com/happydeathdayproject/photos/a.285226691489084.79183.250414464970307/2264992306845836/?type=3
ถอดความข้อเสนอเชิงนโยบาย "หยุดยื้อการตายในผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่สมัครใจ" ในรายการ นโยบาย By ประชาชน
พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล นายกสมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย กล่าวว่า ปัจจุบัน มีผู้ป่วยระยะสุดท้ายใกล้เสียชีวิตจำนวนมากที่ไม่ได้แสดงเจตนา หรือสั่งเสียไว้ก่อนว่า พวกเขาต้องการการดูแลแบบใดหากเขาสื่อสารไม่ได้และใกล้ตาย ด้วยลักษณะการแพทย์ปัจจุบัน พวกเขาจึงถูกยื้อชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งเป็นหัตถการที่ทรมานสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีโอกาสหาย
ดังนั้น ในปี 2550 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ จึงมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิ์ในการแสดงเจตนาเลือกวิธีการรักษาในช่วงท้ายของชีวิตผ่านการเขียนเอกสารแสดงเจตนาที่เรารู้จักว่า Living Will หรือพินัยกรรมชีวิต แต่สิทธิ์ข้อนี้ ผู้ป่วยและครอบครัวยังไม่ค่อยรู้ว่ามีอยู่
กฎหมายข้อนี้ ช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าร่วมวางแผนสุขภาพช่วงท้ายล่วงหน้าไว้ก่อน ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า สมุดเบาใจ ซึ่งเป็นหนังสือแสดงเจตนาอีกเวอร์ชันหนึ่ง
ในเล่ม จะมีหัวข้อให้ทบทวนว่าในช่วงท้ายของชีวิต แต่ละคนต้องการการดูแลแบบใด ทั้งด้านร่างกาย ด้านจิตใจ สังคม การเลือกตัวแทนสุขภาพ รวมทั้งการจัดการร่างกายและงานศพ ดาวน์โหลดหรือสั่งซื้อได้ที่ http://www.happydeathday.co/baojai
พญ.ศรีเวียง เสนอให้ศูนย์ดูแลแบบประคับประคองและโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ มีส่วนช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยและครอบครัวคิดวางแผนสุขภาพช่วงท้ายล่วงหน้าร่วมกับทีมแพทย์เจ้าของไข้ เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิตจะได้เข้าถึงการดูแลสุขภาพตามที่ได้แสดงเจตนาไว้ และเข้าถึงการตายดีได้อย่างทั่วถึง
หากเห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณหมอศรีเวียง คลิกร่วมลงชื่อได้ที่เว็บไซต์...
https://www.change.org/p/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8-%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%88
.
- - - - - - - - - -
.
คำถามและข้อโต้แย้งจากตัวแทนประชาชน
.
- - - - - - - - -
.
ถาม: ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้นหรือที่มีสิทธิ์ทำ Living Will
ตอบ: ทุกคน ทุกวัย สามารถทำหนังสือฉบับนี้ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา ทำหนังสือเสร็จแล้วให้เก็บไว้กับตัวหนึ่งฉบับ ถ่ายเอกสารแล้วแจ้งให้หมอทราบ เพื่อให้เจตนาของผู้ป่วยได้ถูกสื่อสารในระบบข้อมูลของโรงพยาบาล
- - - - - - - - -
.
ถาม: บางครั้ง ระยะสุดท้ายมันก็ไม่แน่เสมอไป การเขียนเอกสารนี้จะทำให้หมอทิ้งการรักษาหรือไม่
ตอบ: หากแพทย์พิจารณาว่า การรักษาแม้ในผู้ป่วยระยะสุดท้าย หากยังช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคหรือมีคุณภาพชีวิตดี และเป็นความประสงค์ของผู้ป่วยที่ต้องการเช่นนั้น แพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยต่อไป
- - - - - - - - -
.
ถาม: การวินิจฉัยของแพทย์ว่าป่วยระยะสุดท้าย อาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสหรือไม่
ตอบ: แพทย์ต้องชั่งน้ำหนักว่า การรักษาครั้งนี้ยังทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิตหรือมีคุณภาพชีวิตหรือไม่ ถ้าไม่ การรักษานั้นอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และเพิ่มความทุกข์ทรมาน
นอกจากนี้ การรักษาพยาบาล แพทย์จะไม่ใช่ผู้ตัดสิน แต่เป็นผู้ให้ข้อมูลและบอกทางเลือก ส่วนผู้ตัดสินใจคือผู้ป่วยและครอบครัว ขณะทำเอกสาร จึงต้องมีทีมสุขภาพให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อดีข้อเสีย สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อตัดสินใจรักษาแบบนี้ๆ
- - - - - - - - -
.
ถาม: ถ้าผู้ป่วยบอกว่าอย่างไรก็อยากให้ยื้อชีวิตไว้ก่อนจะได้ไหม
ตอบ: มีผู้ป่วยหลายคนที่แสดงเจตนาว่า ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ ฉันต้องการให้พยุงชีพ ซึ่งเป็นสิทธิ์ของผู้ป่วยที่ทำได้ แต่จากประสบการณ์ของคุณหมอพบว่า ผู้ป่วยมักได้รับการยื้อชีวิตและจากไปอย่างทรมาน
- - - - - - - - -
.
ถาม: เครื่องพยุงชีพ ใส่ง่าย ถอดยาก หมายถึงปฏิบัติการ หรือหมายถึงใจ
ตอบ: ยากทั้งสองอย่าง ถ้าไม่ได้เตรียมการไว้ก่อน การใส่ท่อ เป็นเรื่องที่ใส่ง่าย แต่ถอดยาก เพราะคนถอดจะมีความรู้สึกเหมือนพรากชีวิตผู้ป่วย จึงเป็นเรื่องลำบากที่ตามมา
- - - - - - - - -
.
ถาม: หากหมอพยุงชีพผู้ป่วย แม้ผู้ป่วยจะเขียนว่าไม่ต้องการให้ยื้อชีวิต หมอจะผิดไหม
ตอบ: ในกฎหมายไม่มีบทลงโทษหมอที่ไม่ทำตามเจตนา ดังนั้น แม้ไม่ทำตามเจตนา หมอก็ไม่มีความผิด หากทำไปตามหลักวิชาการและจริยธรรมทางการแพทย์
นอกจากนี้ หากแพทย์ใส่ท่อช่วยให้ใจผู้ป่วยระยะสุดท้ายไปแล้ว ต่อมาพบหนังสือแสดงเจตนาขอไม่ใส่ท่อช่วยหายใจในภายหลัง แพทย์ก็สามารถถอดท่อช่วยหายใจได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
- - - - - - - - -
.
ถาม: หากวัยรุ่นเขียนเจตนาไว้ว่าไม่ประสงค์ได้รับการยื้อชีวิต แล้วประสบอุบัติเหตุ จะทำให้แพทย์ตัดสินใจไม่พยุงชีพ และทำให้พวกเขาจากไปก่อนเวลาอันควรหรือไม่
ตอบ: เอกสารจะเขียนไว้ชัดเจนว่า Living Will ฉบับนี้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น ไม่นับความเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุที่ยังรักษาฟื้นฟูให้กลับคืนสุ่สภาพปกติได้ ดังนั้น โดยทั่วไป วัยรุ่นที่ประสบอุบัติเหตุยังคงต้องได้รับการพยุงชีพแม้จะเขียนแสดงเจตนาไว้
- - - - - - - - -
.
ถาม: หากมีลูกที่ไม่ต้องการให้แม่ที่ป่วยระยะสุดท้ายจากไป แต่ท่านเขียนแสดงเจตนาไม่ขอรับการรักษาไว้ ขอให้หมอยื้อชีวิตแม่ไว้เถิด คุณหมอจะทำอย่างไร
ตอบ: คงต้องปลอบประโลมญาติเป็นอันดับแรก แล้วพูดความจริงว่าคุณแม่มาถึงจุดที่การรักษาลำบากแล้ว หากรักษาต่อไปจะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
- - - - - - - - -
.
ถาม: จะให้ประชาชนเข้าถึงพินัยกรรมชีวิตนี้ให้ทั่วถึงได้อย่างไร
ตอบ: ควรจะสนับสนุนให้ประชาชนเขียนหนังสือแสดงเจตนาในโรงพยาบาล เพราะจะมีทีมสุขภาพให้ข้อแนะนำผู้ป่วยและครอบครัว
- - - - - - - - -
.
ข้อโต้แย้ง: การหยุดยื้อการตายในผู้ป่วยระยะสุดท้าย อาจจะกลายเป็นตราบาปในชีวิตของลูกหลาน การได้ดูแลบุพการีช่วงท้ายของชีวิตอาจทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้น
ข้อสนับสนุน: การเขียน Living Will เป็นสิทธิ์ที่รัฐให้ประชาชน ประชาชนอยู่ในฐานะแสดงสิทธิ์ข้อนี้ เขาจะใช้หรือไม่ใช้สิทธิ์ข้อนี้ก็ได้ เป็นเรื่องของเขาที่จะใช้สติปัญญาใคร่ครวญว่าจะจัดการชีวิตของตัวเองอย่างไร
ส่วนเรื่องความกตัญญู อยากให้ลูกหลานพิจารณาว่า หากเราต้องการแสดงความกตัญญุจริง เราควรคิดถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง หากเรายื้อชีวิตเพื่อป้องกันคำครหา นั่นอาจไม่ใช่การแสดงความกตัญญูที่แท้จริง หากเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของตัวลูกหลานเอง
- - - - - - - - -
.
ข้อโต้แย้ง: ส่วนตัวไม่เชื่อว่า เราจะยอมรับความตายได้จริง คนเรามีชีวิตอยู่ได้เพราะความหวัง ความฝัน หากยื่นสมุดเล่มนี้โดยแพทย์จะบั่นทอนความหวังในการมีชีวิตของผู้ป่วย
คำชี้แจง: สมุดเบาใจ ไม่ใช่เอกสารที่อยู่ดีๆ จะเขียนขึ้นเฉยๆ แต่ผู้ป่วย ครอบครัว และแพทย์ ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อวางแผนล่วงหน้า ผู้ป่วยต้องคิดทบทวนให้ดี ซักถามแพทย์จนหมดข้อสงสัยเสียก่อน จึงค่อยเขียนเอกสารแสดงเจตนา
- - - - - - - - -
.
ข้อโต้แย้ง: คนเข้าใจผิดคิดว่าการเขียนแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาคือการทำการุณยฆาต
หากเห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณหมอศรีเวียง คลิกร่วมลงชื่อได้ที่เว็บไซต์ Change.orgดยาให้ตาย แต่ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 คือการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ป่วยในการแสดงเจตนาขอจากไปตามธรรมชาติ แต่ไม่ใช่การยื้อ และไม่ใช่การเร่งให้ตายเร็วขึ้น
- - - - - - - - -
.
ข้อโต้แย้ง: แพทย์ที่ทำงานด้านนี้มีน้อย หากนโยบายเกิดขึ้น บุคลากรจะเพียงพอหรือไม่
คำชี้แจง: ขณะนี้ มีผู้ป่วยระยะท้ายจำนวนมาก จึงควรเร่งให้โรงพยาบาลมีศูนย์ดูแลแบบประคับประคองหรือ Palliative Care เพื่อดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคที่รักษาได้ยากทั้งในขณะระหว่างการรักษา และในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต
- - - - - - - - -
.
ข้อโต้แย้ง: หากนโยบายนี้เกิดขึ้น จะเกิดผลดีกับโรงพยาบาลอย่างไร
คำชี้แจง: นโยบาย Palliative Care จะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างเป็นระบบ ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ แน่นอนว่าการดูแลผู้ป่วยที่รักษาไม่หาย อาจไม่ช่วยให้เกิดรายได้มากนัก แต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
ผู้ป่วยระยะท้ายที่มีทีม Pallaitive Care ไปดูแล มีแนวโน้มจะได้เสียชีวิตอย่างสงบ เพราะสามารถหลีกเลี่ยงการสอดท่อ การใช้ห้องไอซียูโดยที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ขณะเดียวกัน จะทำให้โรงพยาบาลมีเตียงรองรับผู้ป่วยที่มีโอกาสหายได้มากขึ้น
- - - - - - - - -
.
ข้อสนับสนุน: หัวใจสำคัญของ ม.12 คือการสนับสนุนให้ประชาชนมาร่วมวางแผนการรักษาร่วมกับทีมสุขภาพ แต่ที่ผ่านมา ผู้ป่วยไม่มีโอกาสร่วมวางแผนตรงนี้
หากจะทำให้เรื่องนี้เป็นไปตามเจตนารมย์ ต้องทำงาน 3 เรื่อง 1) สร้างความเข้าใจว่าเรื่องนี้คือการวางแผนการรักษา ไม่ใช่ทอดทิ้งการรักษา 2) ทำงานกับครอบครัวให้เข้าใจว่า จะร่วมกันคิดวางแผนช่วยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบได้อย่างไร 3) ทำงานกับตัวเอง ให้ตระหนักว่า เราจะมีส่วนวางแผนชีวิตของตัวเองอย่างไร นโยบายนี้จึงทำให้เป็นจริง เพื่อที่คนๆ หนึ่งจะได้รับการรักษาที่ดีที่สุด สมกับที่คนๆ หนึ่งจะได้รับ
- - - - - - - - -
.
พญ.ศรีเวียง สรุปข้อเสนอโดยย้ำว่า นโยบายนี้ เกิดขึ้นเพื่อหยุดยื้อการตายในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ท่านเสนอให้ทุกโรงพยาบาลที่มีศูนย์ประคับประคองควรทำหน้าที่สร้างความตระหนัก ให้ทีมสุขภาพและประชาชนทั่วไป เข้าถึงระบบการทำหนังสือแสดงเจตนา นำไปสู่การวางแผนเมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งจะเอื้อให้เกิดการตายดี อันเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนควรได้รับ
- - - - - - - - -
.
เมื่อกรรมการฟังการเสนอเชิงนโยบายของคุณหมอศรีเวียงแล้ว เห็นด้วยกับข้อเสนอ 2 ต่อ 1
สำหรับ อ.สุขุม ผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย แย้งว่า ลึกๆ แล้ว คนเราอยากมีชีวิตอยู่ ท่านเคยเห็นคนใกล้ตายที่พูดว่าทำใจยอมรับความตายได้ เมื่อความตายเข้ามาประชิดตัวจริงๆ ก็ล้วนแต่มีสายตาวิงวอนขอต่อชีวิต ไม่อยากตายด้วยกันทั้งนั้น
นอกจากนี้ ชีวิตของเราไม่ใช่ของเราเพียงคนเดียว หากเป็นของคนรอบข้างด้วย การตัดสินใจที่จะพยุงชีพผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือไม่ ต้องปล่อยให้คนรอบข้างเป็นผู้ตัดสิน ทั้งนี้ หากผู้ป่วยจะแสดงเจตจำนง ก็เป็นสิทธิ์ที่ผู้ป่วยพึงทำได้
- - - - - - - - -
.
แล้วคุณล่ะ เห็นด้วยหรือไม่กับนโยบายนี้
หากเห็นด้วย คลิกสนับสนุนนโยบายที่เสนอโดย พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล ได้ที่
https://www.change.org/p/โรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ-หยุดยื้…
- - - - - - - - -
.
ป.ล. เพจ Peaceul Death เห็นด้วยกับนโยบายข้อนี้ หากนโยบายนี้สำเร็จ จะช่วยให้ทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และบุคลากรโรงพยาบาล ได้ร่วมกันวางแผนดูแลสุขภาพช่วงท้ายของชีวิต ซึงจะช่วยเพิ่มโอกาสแห่งการจากไปอย่างสงบได้มากกว่าการดูแลโดยปราศจากการสื่อสารหรือวางแผนการรักษาล่วงหน้า
(ส่วนการจะทำตามแผนได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของโรคและเหตุปัจจัยอีกมากมาย)
ออกอากาศครั้งแรก 2 ก.ค. 61
rerun 9 ก.ค. 61
ช่อง Thai PBS
https://www.facebook.com/happydeathdayproject/photos/a.285226691489084.79183.250414464970307/2264992306845836/?type=3