ตอนนี้ที่บ้านกำลังมีปัญหา เพราะว่าน้องชายชอบทำร้ายร่างกายแฟน ทุกครั้งที่เค้ามีการทะเลาะกัน
ไม่ได้มีเจตนาจะประจานนะคะ แค่อยากสอบถามความรู้เกี่ยวกับทางกฎหมาย,ความคิดเห็นของคนที่มีประสบการณ์ผ่านเรื่องนี้มาก่อนน่ะค่ะ
ว่าทางบ้านควรจะรับมือกันยังไงกันดี
ครอบครัวเราเคยมี4คนเป็นครอบครัวเล็กสนิทกันหมด คุยปรึกษากันได้ในทุกๆเรื่อง เราก็บน้องชายอาจจะห่างกันหน่อยเพราะเค้าอยู่โรงเรียนประจำ ตั้งแต่ประถม เราโตกว่าน้องชาย เรา2ปี
เราจบม.ปลายก็ไปเรียนต่อต่างประเทศ
บ้านเราเป็นโรงงานขนาดเล็ก พอมีเงินเก็บเงินหมุดเวียนแต่ไม่ได้ใหญ่โตอะคุณพ่อเป็นคนคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัว คุณแม่เป็นแค่แม่บ้าน ไม่ได้ทำงานเพราะตั้งแต่แต่งงานก็เลี้ยงลูกเองมาโดยตลอด ทางโรงงานมีคุณอาช่วยดูแลด้านการผลิต ส่วนคุณพ่อเป็นฝ่ายดิวกับทางลูกค้า
อย่างที่ได้เล่าไปแล้วว่าถึงที่บ้านจะไม่ได้ใหญ่โตอะไรแต่คุณพ่อคุณแม่ก็ลงทุนกับลูกทุกคนเท่าๆกัน ตอนปริญาตรีเราได้ไปเรียนต่อต่างประเทศที่ยุโรป ประมาณช่วงปี2ก็ได้คุยกับที่บ้านว่าถ้าเรียนจบเราว่างอนาคตไว้ยังไงกันดี ความคิดเราในตอนนั้นคือคิดว่าจะหางานทำในด้านที่เราจบมาก่อนที่ยุโรปนั่นแหล่ะมีประสบการณ์แล้วค่อยกลับบ้านเพราะรู้สึกว่าจะไปเป็นนายคนไม่ได้ถ้าไม่เคยเป็นลูกน้องใครมาก่อน แต่คุณแม่ก็ขอร้องให้ไปเรียนต่อทันทีเพราะน้องชายไม่ยอมไปเนื่องจากตอนนั้นน้องไม่ยอมไปเรียนต่อด้วยเหตุผลที่ว่า แฟนเค้าไม่ยอมให้ไป ได้มีการโอนค่าเทอมแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเรียน
ที่บ้านเรามี4ห้องนอน ห้องนอนเรากับห้องนอนของแม่มีห้องน้ำในตัว แต่ของน้องชายกับพ่อใช้ห้องน้ำด้วยกัน พ่อพึ่งซื้อฟูงนอนให้เราใหม่ เรายังไม่เคยได้นอนเลยเพราะยังไม่ได้กลับบ้าน น้องชายเรามาใช้ห้องนอนเราเพราะว่ามีห้องน้ำในตัว ไม่ได้ขอเรา แต่ที่บ้านก็ยอมเพราะเห็นว่าเรายังไม่ได้กลับ น้องเราได้พาแฟนเค้ามาใช้ห้องเรา แม่เราจะเข้าไปเก็นห้องก็เห็นว่าฟูกเปื้นมีคลาบ เหมือนประจำเดือนเลอะเต็มฟูก เราทั้งโกรธทั้งรู้สึกรังเกียจ ทะเลาะกับที่บ้านว่าทำไมยอม แต่เรื่องมันก็ผ่านไป
ตอนนั้นมันคงเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆอย่างโดยที่เราเองก็ไม่ได้รู้ตัวไม่ได้คาดคิดมาก่อนเหมือนกัน
พอเราเรียนจบ ก็กลับไทยไปเรียนภาษาของประเทศ(ที่ทางบ้านทำงานด้วย)แล้วก็มาเรียนต่อเลย ตอนที่มาเรียนคุณพ่อได้มาด้วยกันด้วย เพราะจะมาติดต่อลูกค้าแล้วก็เหมือนมาส่งเราเข้าเรียนด้วย คุณพ่อก้กลับไปไทยได้3วัน ญาติที่เป็นพี่ชายของเราเค้าก็โทรมาหา ตอนนั้นพี่ชายเราทำงานอยู่กับบริษัทที่เป็นคู่ค้ากับทางโรงงานที่บ้าน บอกว่า "เย็นนี้เราต้องกลับบ้านกันแล้วล่ะ" เราก็พอจะรู้ว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่เพราะมหาลัยยังไม่ทันได้เปิดเทอมเลย ก็เรียกกลับ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ก็ถามเค้าไปว่า "พ่อหรอ?" พี่ชายก็แค่ตอนมาสั้นๆว่า "อื้อ เค้าหลับแล้วไม่ตื่น" ตอนนั้นตัวชา ไม่รู้ว่าจะเริ่มอะไรยังไง พี่เราก็บอกว่าเดี๋ยวไปรับที่มหาลับแล้วไปสนามบินกลับบ้านกัน พอเรามีสติก็โทรหาแม่ ปลอบเค้าว่าเดี๋ยวเจอกันพรุ่งนี้เช้า อดทนไปก่อนเดี๋ยวก็กลับแล้ว โทรหาเพื่อนสนิท แล้วก็แฟน
พอบินกลับมาถึงก็เลยรู้เรื่องว่า ที่พ่อหลับไม่ตื่น เพราะเค้าเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ ไม่มีใครรู้ตัวพ่อเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น มันเป็นอะไรที่กระทันหัน แต่ไม่มีเวลาให้เสียใจ เพราะหน้าที่ภาระของพ่อ ต้องแบ่งกันรับผิดชอบ จัดสรรหน้าที่กันใหม่ เราโชคดีที่มีพี่ชายกับอา เข้ามาช่วย เพราะเราไม่มีประสบการณ์ทำงานอะไรเลย ภาษาก็ยังไม่ได้ เรามีหน้าที่คือเรียนต่อแล้วรีบกลับบ้าน
ตอนนั้นเรานึกว่าน้องชายเราคงคิดได้เพราะเห็นว่าทุกคนมีหน้าที่ภาระที่ต้องทำ พ่อไม่อยู่แล้ว เราต้องอยู่กันได้ด้วยตัวเอง
พอเคลียเรื่องงานศพกับงานที่โรงงานแล้วก็บินกลับมาเรียนต่อ ก่อนจะกลับก็ยังคุยกับน้องชายว่าจะเอายังไงต่อ เพราะน้องชายเราออกจากมหาลัยมาประมาณ3ที่แล้ว คือไม่ยอมเรียน แล้วเราพึ่งมารู้ตอนงานศพของพ่อว่า พ่อเราเคยต้องไปประกันตัวน้องชายเราออกมาเพราะต่อยตีกับเพื่อน เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้องชายเราได้เปลี่ยนไปขนาดนี้แล้ว น้องเราเคยเกือบจะทำร้ายร่างกายแม่ เราก็พึ่งจะมารู้เรื่องตอนนั้นเหมือนกัน
น้องเราตอนนี้ก็ยังคงเรียนปริญาตรีอยู่ อายุ24แล้ว ก็ยังเรียนไม่จบ ที่ยังเรียนอยู่ตอนนี้เพราะว่าน้องเราไม่อยากเกณฑ์ทหาร น้องเราเชื่อว่าถ้าจบป.ตรีแล้วจะได้เป็นทหารแค่เพียงปีเดียว เราก็ไม่รู้ข้อเท็จจริงในตรงนี้
พอเรากลับมาเรียนต่อไม่กี่เดือน ก็มีเรื่อง น้องเราไปเที่ยวทะเลกับแฟน ทะเลาะกันน้องเราก็ทำร้ายร่างกายเค้า ฟกช้ำ จมูกหัก ผู้หญิงได้เข้าไปแจ้งความดำเนินคดี มาเรียกร้องให้ทางบ้านจ่ายค่าเสียหายไม่งั้นจะเอาน้องเราเข้าคุก เราก็บอกแม่ไปว่าไม่ต้องช่วย นอนคุกก็นอนคุก ต้องยอมรับความจริงเราทำเค้า ก็ต้องรับผลจากการกระทำ ผู้หญิงให้แม่เค้าโทรมาคุย ต่อว่าบ้านเรา
ผู้หญิงเวลาทะเลาะกับน้องเราก็พูดจาหยาบคาย ต่อว่าบ้านเราแม่เราว่าแม่เราเป็น" กระห_ี่"
เราก็งงว่าบ้านเราไปทำอะไรให้ ทะเลาะกันก็เป็นเรื่องของคน2คนแล้วทำไมถึงใช้คำแบบนี้ว่า บุพการีคนอื่น ทั้งๆที่แทบจะไม่เคยได้คุยกันเลย เวลาเค้ามาบ้านก็หลบๆเข้าห้องน้องเรา แต่พอมีเรื่องก็กันก็มาลำบากคนอื่น
แต่พอจากนั้นไม่นานน้องเราก็กลับไปคบกับผู้หญิงต่อ พาผู้หญิงมานอนบ้าน มีอยู่คืนนึงผู้หญิงเมาอาเจียนให้องนอนน้องเราโมโหก็ตบตีเค้า ผู้หญิงก็วิ่งมาขอความช่วยเหลือกับแม่เรา นุ่งผ้าเช็ดตัวมาผื้นเดียว แม่เราก็ช่วย
แม่เรามีโรคประจำตัว ทั้งเบาหวานความดัน หัวใจ นอนก็ไม่ได้นอน เวลาแม่โทรมาเล่าเรื่องที่บ้าน บอกตรงๆเลยว่าไม่อยากฟังเลยเพราะฟังแล้วเราไม่มีแรงจะไปทำอะไรเลย แต่แม่เองก็ไม่เหลือใครแล้ว ก็พยายามจะเป็นที่พึ่งให้เค้า
ตอนจบของเรื่องนี้ก็คือ ป้าเราต้องไปขึ้นโรงพักเป็นคนจ่ายค่าเสียหายที่เค้าเรียกมา70,000เพราะไม่อยากให้หลานนอนคุก อาเราก็เลยเอาเงินจากโรงงานจ่ายคืนป้าไป
ก็เหมือนเดิม บ้านเราก็นึกว่าน้องเราจะหยุด
ปีที่แล้ว น้องเราเริ่มคบกับผู้หญิงคนใหม่ คนนี้อายุ30 แล้ว ทำงานเป็นผนักงานขาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งตามร้านอาหาร ผับ บาร์
น้องเราคงได้ไปเจอเค้าที่ ที่ทำงานเค้า ก็ดูคบกันได้2อาทิตย์ก็พาเข้าบ้าน ไม่ได้บอกผู้ใหญ่ เข้ามาอยูาอาศัยเลย ตอนแรกก็ดูจะไปในทิศทางที่ดี ผู้หญิงดูโตอายุมากกว่าน้องชายเราเยอะมีวุฒิภาวะ แต่พออไม่นานก็เริ่มทะเลาะกัน มีปากเสียง
เรากลับบ้านช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ ปีล่ะครั้งแล้วก็เป็นช่วงครบรอบของพ่อพอดีด้วย ก่อนเรากลับบ้านไม่นานน้องเราก็เริ่มทำร้ายร่างกายเค้า พอมีเรื่องผู้หญิงก็วิ่งมาขอความช่วยเหลือจากแม่เรา แม่เราก็ทายาให้ บอกว่าให้กลับบ้านไปก่อนเถอะ ผู้หญิงก็ไม่ยอมกลับ เราก็เข้าใจนะว่าเค้าคงจะรักน้องเรามากในตอนนั้น
สุดท้ายก็ดีกัน ตอนเรากลับไปอยู่บ้านช่วงปิดเทอม น้องเราคงอึดอัดที่เรากลับมาอยู่บ้านเลยพาแฟนไปอยู่บ้านญาติ ในระหว่างที่อยู่บ้านญาติก็ทะเลาะทำร้ายร่างกายผู้หญิง ป้าๆอาๆเราก็ต้องเข้ามาห้าม วุ่นวายกันไปหมด
พอเรากลับมาเรียนต่อ น้องเราก็กลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิมพาแฟนกลับมาด้วย ก่อนหน้านี้ผู้หญิงโดนไล่ออกจากงานน้องชายเราบอกว่าเพราะว่าหยุดเยอะเพื่อมาช่วงงานศพของป้าเรา แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเค้าได้กลับไปทำงานเดิมของเค้า ผู้หญิงกลับมาบ้านเราตอนตี4 มีปากเสียงกันทะเลาะกันจนถึง8-9โมงเช้า
ครั้งนี้ผู้หญิงเมา ละเมอปัสวะในห้องนอน เลยทะเลาะะแล้วทำร้ายร่างกายกัน น้องเราล็อคห้องไม่ให้ผู้หญิงเข้า เค้าเลยเอาไม้กอล์ฟเก่าของพ่อเราทุบประตู เอาเสื้อผ้าน้องชายเรามาเผาหน้าห้องนอน พอเกิดเรื่องก็เหมือนเดิมน้องเรามาฟ้องแม่ให้ไล่แฟนออกจากบ้าน ปกติแม่เราไม่เคยยุ่งอะไรอยู่แล้วตอนเค้าดีกันก็ไม่เคบยุ่ง ไม่เคยร้องข้ออะไร มีแค่อยากได้ความสงบสุขในบ้านเท่านั้น แม่เราก็ไม่ได้พูดอะไร ผู้หญิงก็ไปหลบหน้าในห้องน้ำ ระหว่างที่แม่เราลงไปปรึกษากับอาว่าเอาไงดีแจ้งตำรวจดีไม๊ เพราะว่าผู้หญิงเผาบ้านเรา แฟนน้องเราเข้าไปในห้องนอนน้องชายล็อคประตูแบกเอาคอม เอาเครื่องเกมส์ สร้องทอง ของน้อง ปีนลงหน้าต่างขับรถออกจากบ้านไป ยามเราต้องปีนหน้าต่างขึ้นมาเปิดประตูให้น้อง
สักพักผู้หญิงโทรมาฟ้องเเม่เรา ว่าเค้าเมาละเมอปัสวะในห้องนอน เค้าให้เหตุผลว่าน้องเราเอาเงินไปซื้อเกมส์ ไม่มีงเิน เค้าต้องออกไปหาเงิน ซึ่งงานเค้าคือเซลขายเหล้านั่นแหล่ะถ้าจะพูดให้เค้าใจกันง่ายๆ ไม่ใช่เด็กนั่งดริ้งก์นะ แต่เค้าบอกว่าเค้าต้องดื่มกับลูกค้าด้วยดื่มไวน์แค่แก้วเดียว แต่เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแฟนน้องเราถึงได้เมาขนาดนั้น พอน้องเราโมโหก็ตบตีเค้า แม่เราก็ไม่รู้จะตอบจะพูดอะไรยังไง แต่แค่บอกว่าไม่ยุ่งนะโตกันแล้ว ไม่เคยยุ่งแล้วตอนนี้ก็จะไม่ยุ่งด้วย
แฟนน้องออกไปตอยเช้า พอตอน3ทุ่มวันเดียวกันก็กลับเข้ามาที่บ้าน มาทะเลาะ น้องเราก็มาเคาะประตูเรียกแม่ให้มาช่วยเคลีย แม่เราก็ไม่รู้จะช่วยพูดยังไง เริ่มรู้สึกมึนหัวจะอาเจียน ตอนนั้นผู้หญิงก็บอกแม่เราว่าเค้าจะฟ้องนะเรียก200,000 เรื่องที่เล่าตอนนี้คือพึ่งเกิดวันนี้เลยค่ะ
อย่างที่บอกไป ไม่ได้เจตนาจะมาประจานน้องตัวเอง แค่รู้สึกอึดอัดตัวคนเดียวไม่อยากเล่าให้คนรอบข้างฟังแล้วเพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้สึกว่ามีแต่เรื่อง
ยอมรับว่าตั้งแต่พ่อเสีย เราเองก้ต้องปรับตัวเยอะ อยู่ไกลบ้าน กดดันกับอนาคต เราก็อยากจะพาโรงงานให้ได้ไปต่อไม่อยากให้มาเจ๊งเพราะเรา มีหลายปากท้องต้องดูแล แต่ก็ต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้ตลอดมันปั่นทอนจิตใจ ตอนนี้ใกล้เรียนจบแล้วจะจบปีหน้าช่วงมีนาก็คงรีบกลับบ้าน
แต่ตอนนี้ที่อยากจะปรึกษาคือทางกฎหมายว่าเราควรจะรับมือกันยังไงดีคะ
ส่วนเรื่องน้องชายในระยะยาว เราควรจะเริ่มจากอะไรก่อนดีคะ
ขอบคุณมากค่ะ
ทำยังไงให้น้องชายกลับตัวกลับใจดีคะ
ไม่ได้มีเจตนาจะประจานนะคะ แค่อยากสอบถามความรู้เกี่ยวกับทางกฎหมาย,ความคิดเห็นของคนที่มีประสบการณ์ผ่านเรื่องนี้มาก่อนน่ะค่ะ
ว่าทางบ้านควรจะรับมือกันยังไงกันดี
ครอบครัวเราเคยมี4คนเป็นครอบครัวเล็กสนิทกันหมด คุยปรึกษากันได้ในทุกๆเรื่อง เราก็บน้องชายอาจจะห่างกันหน่อยเพราะเค้าอยู่โรงเรียนประจำ ตั้งแต่ประถม เราโตกว่าน้องชาย เรา2ปี
เราจบม.ปลายก็ไปเรียนต่อต่างประเทศ
บ้านเราเป็นโรงงานขนาดเล็ก พอมีเงินเก็บเงินหมุดเวียนแต่ไม่ได้ใหญ่โตอะคุณพ่อเป็นคนคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัว คุณแม่เป็นแค่แม่บ้าน ไม่ได้ทำงานเพราะตั้งแต่แต่งงานก็เลี้ยงลูกเองมาโดยตลอด ทางโรงงานมีคุณอาช่วยดูแลด้านการผลิต ส่วนคุณพ่อเป็นฝ่ายดิวกับทางลูกค้า
อย่างที่ได้เล่าไปแล้วว่าถึงที่บ้านจะไม่ได้ใหญ่โตอะไรแต่คุณพ่อคุณแม่ก็ลงทุนกับลูกทุกคนเท่าๆกัน ตอนปริญาตรีเราได้ไปเรียนต่อต่างประเทศที่ยุโรป ประมาณช่วงปี2ก็ได้คุยกับที่บ้านว่าถ้าเรียนจบเราว่างอนาคตไว้ยังไงกันดี ความคิดเราในตอนนั้นคือคิดว่าจะหางานทำในด้านที่เราจบมาก่อนที่ยุโรปนั่นแหล่ะมีประสบการณ์แล้วค่อยกลับบ้านเพราะรู้สึกว่าจะไปเป็นนายคนไม่ได้ถ้าไม่เคยเป็นลูกน้องใครมาก่อน แต่คุณแม่ก็ขอร้องให้ไปเรียนต่อทันทีเพราะน้องชายไม่ยอมไปเนื่องจากตอนนั้นน้องไม่ยอมไปเรียนต่อด้วยเหตุผลที่ว่า แฟนเค้าไม่ยอมให้ไป ได้มีการโอนค่าเทอมแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเรียน
ที่บ้านเรามี4ห้องนอน ห้องนอนเรากับห้องนอนของแม่มีห้องน้ำในตัว แต่ของน้องชายกับพ่อใช้ห้องน้ำด้วยกัน พ่อพึ่งซื้อฟูงนอนให้เราใหม่ เรายังไม่เคยได้นอนเลยเพราะยังไม่ได้กลับบ้าน น้องชายเรามาใช้ห้องนอนเราเพราะว่ามีห้องน้ำในตัว ไม่ได้ขอเรา แต่ที่บ้านก็ยอมเพราะเห็นว่าเรายังไม่ได้กลับ น้องเราได้พาแฟนเค้ามาใช้ห้องเรา แม่เราจะเข้าไปเก็นห้องก็เห็นว่าฟูกเปื้นมีคลาบ เหมือนประจำเดือนเลอะเต็มฟูก เราทั้งโกรธทั้งรู้สึกรังเกียจ ทะเลาะกับที่บ้านว่าทำไมยอม แต่เรื่องมันก็ผ่านไป
ตอนนั้นมันคงเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆอย่างโดยที่เราเองก็ไม่ได้รู้ตัวไม่ได้คาดคิดมาก่อนเหมือนกัน
พอเราเรียนจบ ก็กลับไทยไปเรียนภาษาของประเทศ(ที่ทางบ้านทำงานด้วย)แล้วก็มาเรียนต่อเลย ตอนที่มาเรียนคุณพ่อได้มาด้วยกันด้วย เพราะจะมาติดต่อลูกค้าแล้วก็เหมือนมาส่งเราเข้าเรียนด้วย คุณพ่อก้กลับไปไทยได้3วัน ญาติที่เป็นพี่ชายของเราเค้าก็โทรมาหา ตอนนั้นพี่ชายเราทำงานอยู่กับบริษัทที่เป็นคู่ค้ากับทางโรงงานที่บ้าน บอกว่า "เย็นนี้เราต้องกลับบ้านกันแล้วล่ะ" เราก็พอจะรู้ว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่เพราะมหาลัยยังไม่ทันได้เปิดเทอมเลย ก็เรียกกลับ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ก็ถามเค้าไปว่า "พ่อหรอ?" พี่ชายก็แค่ตอนมาสั้นๆว่า "อื้อ เค้าหลับแล้วไม่ตื่น" ตอนนั้นตัวชา ไม่รู้ว่าจะเริ่มอะไรยังไง พี่เราก็บอกว่าเดี๋ยวไปรับที่มหาลับแล้วไปสนามบินกลับบ้านกัน พอเรามีสติก็โทรหาแม่ ปลอบเค้าว่าเดี๋ยวเจอกันพรุ่งนี้เช้า อดทนไปก่อนเดี๋ยวก็กลับแล้ว โทรหาเพื่อนสนิท แล้วก็แฟน
พอบินกลับมาถึงก็เลยรู้เรื่องว่า ที่พ่อหลับไม่ตื่น เพราะเค้าเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ ไม่มีใครรู้ตัวพ่อเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น มันเป็นอะไรที่กระทันหัน แต่ไม่มีเวลาให้เสียใจ เพราะหน้าที่ภาระของพ่อ ต้องแบ่งกันรับผิดชอบ จัดสรรหน้าที่กันใหม่ เราโชคดีที่มีพี่ชายกับอา เข้ามาช่วย เพราะเราไม่มีประสบการณ์ทำงานอะไรเลย ภาษาก็ยังไม่ได้ เรามีหน้าที่คือเรียนต่อแล้วรีบกลับบ้าน
ตอนนั้นเรานึกว่าน้องชายเราคงคิดได้เพราะเห็นว่าทุกคนมีหน้าที่ภาระที่ต้องทำ พ่อไม่อยู่แล้ว เราต้องอยู่กันได้ด้วยตัวเอง
พอเคลียเรื่องงานศพกับงานที่โรงงานแล้วก็บินกลับมาเรียนต่อ ก่อนจะกลับก็ยังคุยกับน้องชายว่าจะเอายังไงต่อ เพราะน้องชายเราออกจากมหาลัยมาประมาณ3ที่แล้ว คือไม่ยอมเรียน แล้วเราพึ่งมารู้ตอนงานศพของพ่อว่า พ่อเราเคยต้องไปประกันตัวน้องชายเราออกมาเพราะต่อยตีกับเพื่อน เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้องชายเราได้เปลี่ยนไปขนาดนี้แล้ว น้องเราเคยเกือบจะทำร้ายร่างกายแม่ เราก็พึ่งจะมารู้เรื่องตอนนั้นเหมือนกัน
น้องเราตอนนี้ก็ยังคงเรียนปริญาตรีอยู่ อายุ24แล้ว ก็ยังเรียนไม่จบ ที่ยังเรียนอยู่ตอนนี้เพราะว่าน้องเราไม่อยากเกณฑ์ทหาร น้องเราเชื่อว่าถ้าจบป.ตรีแล้วจะได้เป็นทหารแค่เพียงปีเดียว เราก็ไม่รู้ข้อเท็จจริงในตรงนี้
พอเรากลับมาเรียนต่อไม่กี่เดือน ก็มีเรื่อง น้องเราไปเที่ยวทะเลกับแฟน ทะเลาะกันน้องเราก็ทำร้ายร่างกายเค้า ฟกช้ำ จมูกหัก ผู้หญิงได้เข้าไปแจ้งความดำเนินคดี มาเรียกร้องให้ทางบ้านจ่ายค่าเสียหายไม่งั้นจะเอาน้องเราเข้าคุก เราก็บอกแม่ไปว่าไม่ต้องช่วย นอนคุกก็นอนคุก ต้องยอมรับความจริงเราทำเค้า ก็ต้องรับผลจากการกระทำ ผู้หญิงให้แม่เค้าโทรมาคุย ต่อว่าบ้านเรา
ผู้หญิงเวลาทะเลาะกับน้องเราก็พูดจาหยาบคาย ต่อว่าบ้านเราแม่เราว่าแม่เราเป็น" กระห_ี่"
เราก็งงว่าบ้านเราไปทำอะไรให้ ทะเลาะกันก็เป็นเรื่องของคน2คนแล้วทำไมถึงใช้คำแบบนี้ว่า บุพการีคนอื่น ทั้งๆที่แทบจะไม่เคยได้คุยกันเลย เวลาเค้ามาบ้านก็หลบๆเข้าห้องน้องเรา แต่พอมีเรื่องก็กันก็มาลำบากคนอื่น
แต่พอจากนั้นไม่นานน้องเราก็กลับไปคบกับผู้หญิงต่อ พาผู้หญิงมานอนบ้าน มีอยู่คืนนึงผู้หญิงเมาอาเจียนให้องนอนน้องเราโมโหก็ตบตีเค้า ผู้หญิงก็วิ่งมาขอความช่วยเหลือกับแม่เรา นุ่งผ้าเช็ดตัวมาผื้นเดียว แม่เราก็ช่วย
แม่เรามีโรคประจำตัว ทั้งเบาหวานความดัน หัวใจ นอนก็ไม่ได้นอน เวลาแม่โทรมาเล่าเรื่องที่บ้าน บอกตรงๆเลยว่าไม่อยากฟังเลยเพราะฟังแล้วเราไม่มีแรงจะไปทำอะไรเลย แต่แม่เองก็ไม่เหลือใครแล้ว ก็พยายามจะเป็นที่พึ่งให้เค้า
ตอนจบของเรื่องนี้ก็คือ ป้าเราต้องไปขึ้นโรงพักเป็นคนจ่ายค่าเสียหายที่เค้าเรียกมา70,000เพราะไม่อยากให้หลานนอนคุก อาเราก็เลยเอาเงินจากโรงงานจ่ายคืนป้าไป
ก็เหมือนเดิม บ้านเราก็นึกว่าน้องเราจะหยุด
ปีที่แล้ว น้องเราเริ่มคบกับผู้หญิงคนใหม่ คนนี้อายุ30 แล้ว ทำงานเป็นผนักงานขาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งตามร้านอาหาร ผับ บาร์
น้องเราคงได้ไปเจอเค้าที่ ที่ทำงานเค้า ก็ดูคบกันได้2อาทิตย์ก็พาเข้าบ้าน ไม่ได้บอกผู้ใหญ่ เข้ามาอยูาอาศัยเลย ตอนแรกก็ดูจะไปในทิศทางที่ดี ผู้หญิงดูโตอายุมากกว่าน้องชายเราเยอะมีวุฒิภาวะ แต่พออไม่นานก็เริ่มทะเลาะกัน มีปากเสียง
เรากลับบ้านช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ ปีล่ะครั้งแล้วก็เป็นช่วงครบรอบของพ่อพอดีด้วย ก่อนเรากลับบ้านไม่นานน้องเราก็เริ่มทำร้ายร่างกายเค้า พอมีเรื่องผู้หญิงก็วิ่งมาขอความช่วยเหลือจากแม่เรา แม่เราก็ทายาให้ บอกว่าให้กลับบ้านไปก่อนเถอะ ผู้หญิงก็ไม่ยอมกลับ เราก็เข้าใจนะว่าเค้าคงจะรักน้องเรามากในตอนนั้น
สุดท้ายก็ดีกัน ตอนเรากลับไปอยู่บ้านช่วงปิดเทอม น้องเราคงอึดอัดที่เรากลับมาอยู่บ้านเลยพาแฟนไปอยู่บ้านญาติ ในระหว่างที่อยู่บ้านญาติก็ทะเลาะทำร้ายร่างกายผู้หญิง ป้าๆอาๆเราก็ต้องเข้ามาห้าม วุ่นวายกันไปหมด
พอเรากลับมาเรียนต่อ น้องเราก็กลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิมพาแฟนกลับมาด้วย ก่อนหน้านี้ผู้หญิงโดนไล่ออกจากงานน้องชายเราบอกว่าเพราะว่าหยุดเยอะเพื่อมาช่วงงานศพของป้าเรา แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเค้าได้กลับไปทำงานเดิมของเค้า ผู้หญิงกลับมาบ้านเราตอนตี4 มีปากเสียงกันทะเลาะกันจนถึง8-9โมงเช้า
ครั้งนี้ผู้หญิงเมา ละเมอปัสวะในห้องนอน เลยทะเลาะะแล้วทำร้ายร่างกายกัน น้องเราล็อคห้องไม่ให้ผู้หญิงเข้า เค้าเลยเอาไม้กอล์ฟเก่าของพ่อเราทุบประตู เอาเสื้อผ้าน้องชายเรามาเผาหน้าห้องนอน พอเกิดเรื่องก็เหมือนเดิมน้องเรามาฟ้องแม่ให้ไล่แฟนออกจากบ้าน ปกติแม่เราไม่เคยยุ่งอะไรอยู่แล้วตอนเค้าดีกันก็ไม่เคบยุ่ง ไม่เคยร้องข้ออะไร มีแค่อยากได้ความสงบสุขในบ้านเท่านั้น แม่เราก็ไม่ได้พูดอะไร ผู้หญิงก็ไปหลบหน้าในห้องน้ำ ระหว่างที่แม่เราลงไปปรึกษากับอาว่าเอาไงดีแจ้งตำรวจดีไม๊ เพราะว่าผู้หญิงเผาบ้านเรา แฟนน้องเราเข้าไปในห้องนอนน้องชายล็อคประตูแบกเอาคอม เอาเครื่องเกมส์ สร้องทอง ของน้อง ปีนลงหน้าต่างขับรถออกจากบ้านไป ยามเราต้องปีนหน้าต่างขึ้นมาเปิดประตูให้น้อง
สักพักผู้หญิงโทรมาฟ้องเเม่เรา ว่าเค้าเมาละเมอปัสวะในห้องนอน เค้าให้เหตุผลว่าน้องเราเอาเงินไปซื้อเกมส์ ไม่มีงเิน เค้าต้องออกไปหาเงิน ซึ่งงานเค้าคือเซลขายเหล้านั่นแหล่ะถ้าจะพูดให้เค้าใจกันง่ายๆ ไม่ใช่เด็กนั่งดริ้งก์นะ แต่เค้าบอกว่าเค้าต้องดื่มกับลูกค้าด้วยดื่มไวน์แค่แก้วเดียว แต่เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแฟนน้องเราถึงได้เมาขนาดนั้น พอน้องเราโมโหก็ตบตีเค้า แม่เราก็ไม่รู้จะตอบจะพูดอะไรยังไง แต่แค่บอกว่าไม่ยุ่งนะโตกันแล้ว ไม่เคยยุ่งแล้วตอนนี้ก็จะไม่ยุ่งด้วย
แฟนน้องออกไปตอยเช้า พอตอน3ทุ่มวันเดียวกันก็กลับเข้ามาที่บ้าน มาทะเลาะ น้องเราก็มาเคาะประตูเรียกแม่ให้มาช่วยเคลีย แม่เราก็ไม่รู้จะช่วยพูดยังไง เริ่มรู้สึกมึนหัวจะอาเจียน ตอนนั้นผู้หญิงก็บอกแม่เราว่าเค้าจะฟ้องนะเรียก200,000 เรื่องที่เล่าตอนนี้คือพึ่งเกิดวันนี้เลยค่ะ
อย่างที่บอกไป ไม่ได้เจตนาจะมาประจานน้องตัวเอง แค่รู้สึกอึดอัดตัวคนเดียวไม่อยากเล่าให้คนรอบข้างฟังแล้วเพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้สึกว่ามีแต่เรื่อง
ยอมรับว่าตั้งแต่พ่อเสีย เราเองก้ต้องปรับตัวเยอะ อยู่ไกลบ้าน กดดันกับอนาคต เราก็อยากจะพาโรงงานให้ได้ไปต่อไม่อยากให้มาเจ๊งเพราะเรา มีหลายปากท้องต้องดูแล แต่ก็ต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้ตลอดมันปั่นทอนจิตใจ ตอนนี้ใกล้เรียนจบแล้วจะจบปีหน้าช่วงมีนาก็คงรีบกลับบ้าน
แต่ตอนนี้ที่อยากจะปรึกษาคือทางกฎหมายว่าเราควรจะรับมือกันยังไงดีคะ
ส่วนเรื่องน้องชายในระยะยาว เราควรจะเริ่มจากอะไรก่อนดีคะ
ขอบคุณมากค่ะ