[CR] 7. ไปขึ้นเขาชางซานกับคนอิสรเอล 2 คน ต่อจากนั้นขี้นรถโดยสารไปลี่เจียง

ขณะที่ผมกำลังพักนั่งอยู่บนที่นั่งที่โต๊ะอาหารของที่พัก ซึ่งมีโต๊ะอาหารประมาณ 6-8 โต๊ะส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ บางคนทานอาหารบางคนเล่นเน็ตบนมือถือบ้าง โน๊คบุ๊คบ้าง ผมพบและทักทายชายหญิงคู่หนึ่ง(เป็นแฟนกัน)ซึ่งทราบภายหลังว่าพวกเธอมาจากอิสรเอล พึ่งปลดจากทหารทั้งสองคนและได้มาท่องเที่ยวที่เมืองจีน คุยกันได้พักหนึ่งเขาถามผมว่าจะ “มาจากไหน?ทำงานอะไร?ท่องเที่ยวนานเท่าไร?”ผมตอบว่ามาจากเมืองไทย เดี๋ยวนี้ไม่ได้ทำงานแล้ว เออรี่มา 5 ปีแล้วยังไม่มั่นใจว่าจะท่องเที่ยวนานเท่าไร?”สองคนงง “แล้วคุณอายุเท่าไร?” ผมตอบว่า “55ปี”เขาถามผมต่อว่าทำไมหน้าไม่เหี่ยว ไม่ย่น ทำไมพุงไม่ออก” ผมตอบว่า “ผมกินข้าวนิดเดียว ส่วนใหญ่กินผลไม้และผัก”คุยกันได้สักพักพวกเขาถามผมว่า “ช่วงกลางวันจะไปขึ้นเขา ชางซาน ไปกันไหม เอาอาหารไปกินบนภูเขาด้วยเดินไปนะไปช่วงกลางวัน กลับ 6 โมงเย็น”ผมตอบตกลงแล้วผมรีบไปซื้อแป้งทอดที่ในตลาดโบราณ(ต้าหลี่)พร้อมน้ำเตรียมขึ้นเขา เรา 3 คนเดินขึ้นเขาไปได้สักพักพบเจ้าหน้าที่รีบเดินออกมาจากห้องทำงาน มาขวางทางพวกเรา ขอเก็บเงินค่าตั๋วขึ้นเขา คนละ 40 หยวน อิสรเอลผู้ชายบอกเขาว่า “นักศึกษาลดได้ไหม?”พร้อมยื่นบัตรดำน้ำให้เจ้าหน้าที่

               เจ้าหน้าที่เอามาดูสักพักพร้อมพยักหน้าบอกว่าได้ จ่ายคนละ 20 หยวนส่วนผมไม่มีบัตรดำน้ำหรือบัตรอื่นๆจ่าย 40 หยวน หลังจากนั้นเดินมาได้สักพักอิสรเอลผู้ชายบอกผมว่า “นี่บัตรดำน้ำ”และเอาให้ผมดู ผมบอกว่า เคยได้ยินว่า สมัยก่อนคนต่างชาติไปทำบัตรนักศึกษาปลอมแล้วเอาที่จีนเพื่อเวลาเข้าสถานที่ต่างๆได้ลดราคาครึ่งหนึ่ง ซึ่งบางคน เคยบอกผมว่าบางคนมีบัตรเครดิตแต่รุ่นที่มีรูปถ่ายติดด้วย เจ้าหน้าที่คงจะอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกก็ลดราคาให้ครึ่งราคา ขึ้นไปอีกหน่อยพบเจ้าหน้าที่อีก 2-3 คนขอตรวจและขอยึดไฟแช็ค เพราะห้ามสูบบุหรี่บนภูเขา พวกเราเดินขึ้นไปเรื่อยๆเห็น เก้าอี้เคเบิ้ลกำลังเคลื่อนตัวอยู่บนสายเคเบิ้ล มีคนนั่งอยู่ถูกลากขึ้นไปเป็นแถวๆ ทางขึ้นเขานี้มีทั้งหิน ดิน ไม่มีการเทปูนราดเลย  ขึ้นไปก็พักไปเรื่อยๆบางครั้งผู้หญิงบอก ขอพักก่อนพวกเราก็หยุด ผู้ชาอิสรเอลถามผมว่าดูท่าทางคุณ ทำไมไม่เหนื่อยหล่ะ? ผมบอกว่า “อยู่เมืองไทยผมจะขี่จักรยานเกือบทุกๆวันเพื่อเป็นการออกกำลังกาย ชาวบ้านหลายคนทั้งที่ตลาสดจะเห็นผมขี่แต่จักรยาน แต่จริงๆแล้วผมมีรถยนต์อยู่แล้ว คนส่วนใหญ่แถวบ้านผมจะซื้อรถมาขับหรือไม่ก็ซื้อมอร์เตอร์มาขี่ พวกเขาไม่นิยมขี่จักรยาน”

           พอพวกเราขึ้นไปถึงบนยอดภูเขาเล่นเอาเหงื่อแตกเลยเพราะใช้เวลานาน บนภูเขาน้ำเปล่าขวดเล็กราคา 4 หยวนและมีของขบเคี้ยวขายบ้างพวกเรานั่งกินอาหารกลางวันใต้ร่มหลังคาบนยอดเขา กินไปคุยกันไป คุยเรื่องต่างๆนาๆ พบคนจีนมากันหลายๆคน คนจีนส่วนใหญ่จะนั่งเก้าอี้เคเบิ้ลขึ้นมาเพราะไม่ค่อยมีเวลา(ส่วนมากทำงานบริษัท) ขากลับจะค่อยๆเดินลง ซึ่งบางคนเดินลงไม่ไหวก็จะนั่งม้ารับจ้างลง ซึ่งผมเคยมาเที่ยวที่จีนเมืองหลายปีก่อน น่าจะภูเขาน้ำแข็ง “เหม่ยลี่”อยู่เลยเชียงกรีล่าไปหน่อย ค่าม้าขาลงน่าจะ 100 หยวน พวกเราเดินลงมาเรื่อยๆใช้เวลานานพอดูกว่าจะถึงข้างล่างก็ 5-6 โมงเย็นแล้ว


              วันต่อมาผมก็มาเดินเล่นที่เมืองโบราณอีก ซึ่งลูกค้าของที่นี่เป็นคนจีนเป็นส่วนใหญ่ ผมพบคนหนุ่มไทยได้แฟนเป็นสาวคนจีนกำลังกินผลไม้รวมและนั่งอยู่ ผมได้ทักทายเขาบอกว่า “เป็นคนกรุงเทพฯที่ทำงานอยู่เชียงใหม่ได้แฟนเป็นคนจีน”เขาถามผมเรื่องการท่องเที่ยว ไปไงมายังไง ผมบอกว่าผมไปเรื่อยๆเพราะหยุดทำงานแล้ว ส่วนใหญ่จะท่องเที่ยวแถวเอเซียซะมาก เช่น ลาว ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งลาวผมเคยไปหลายๆครั้งมากๆเคยคิดจะไปลงทุนแต่ผมยังโชคดีที่ไม่ได้ลงทุน ทำห้องพักและซื้อที่ดินที่นั่น เพราะมีคนเวียดนามที่เกิดและโตที่ลาว ผมนับถือแกเป็นเหมือนพี่ชายแกบอกผมเป็นการส่วนตัวเลยว่า “ทำไมได้น้อง น้องจะทำธุรกิจที่นี่ไม่ได้”และแกเล่าลายเอียดตัวต่อตัวเลย ส่วนแฟนแกก็บอกผมตรงๆเลย “เรื่องเจ้าหน้าที่ ที่นี่เป็นอย่างไร...”แฟนของพี่ชายเป็นคนเปิดเผยและตรงไปตรงมา เช่นสาวที่นั่นมาค้าประเวณีที่ไทยแล้วถูกจับได้พวกสาวๆจะบอกว่าถูกหลอกมาทำหน้าเศร้าๆ พี่สาวคนนี้ชี้แจงให้ผมฟังอย่างละเอียดเลยแบบไม่ปิดบัง และไม่เข้าข้างชาติเดียวกัน พี่สาวคนนี้ยุติธรรมากๆเลย ผมเลยเคารพเธอมากๆ “ผมไปเมืองลาวทุกๆครั้งจะไปเยี่ยมครอบครัวนี้ถ้าไม่ได้ครอบครัวนี้เงินผมคงจะสูญหายไปเยอะ เพราะผมเป็นคนไม่ค่อยฉลาด”หนุ่มไทยคนนี้ก็บอกผมเหมือนกันว่า “เพื่อนมาทำธุรกิจที่นี่แต่อยู่ไม่รอดเพราะเจ้าหน้าที่ที่นี่ ต้องรีบหนีกลับไปอยู่เมืองไทย”ผมเลยบอกเขาว่า “แรกๆผมมาผมคิดว่าทำไมคนไทยไม่มาทำธุรกิจที่นี่ แต่พอไปถามเพื่อนๆรุ่นพี่ๆแล้วที่เคยมาอยู่ที่นี่แล้วเขาสั่นหัวเลย ยิ่งพวกมาทำไม้เมื่อประมาณ 40-50 กว่าปีก่อนโดนหนักมากๆรีบหนีกลับไปอยู่เมืองไทยหมดเลย”

       หนุ่มไทยกับแฟนมาจีนไม่กี่วัน เขาถามผมว่า “ท่องเที่ยวนานเท่าไร”ผมตอบว่า “ไม่รู้ เพราะผมไม่ได้ทำงานแล้ว ไปเรื่อยๆครับ” เขาถามผมต่อว่า “พี่เคยทำงานอะไรถึงมีเงิน ทำไมเลิกทำงานไวจัง” ผมตอบว่า “เคยค้าขายที่แหล่งท่องเที่ยว หลายๆปีพอมีเงินบ้างผมก็พอ แต่การท่องเที่ยวผมท่องเที่ยวมา 20 กว่าปี คือท่องเที่ยวทุกๆปี” ผมเดินกลับที่พักพบชาวต่างชาติที่เคยมาทำงานเมืองไทย พอพูดภาษาไทยได้บ้าง อายุคนกลุ่มนี้ประมาณ 25-30 ปีมากัน 6 คน ที่พักที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นต่างชาติ หรือจีนก็บางครั้ง จีนในอเมริกาครับ ส่วนใหญ่อายุคนที่มาพักที่แบบนี้ 20-35 ปีคนสูงวัยไม่ค่อยมีคนที่ลุยท่องเที่ยวแบบนี้อายุน้อยๆทั้งนั้นเลย ผมพักอยู่ที่นี่ 2-3 เตรียมตัวจะไปลี่เจียงเมืองโบราณเช่นกัน ลี่เจียงผมเคยไปมาน่า 2 ครั้งแล้ว ผมดูที่เคาท์เตอร์ที่พัก มีป้ายราคาค่าตั๋วไปลี่เจียง 90 หยวนใช้เวลานั่งรถเกือบ 3 ชั่วโมง ผมซื้อตั๋ว 1ใบสำหรับวันพรุ่งนี้ ที่สถานที่พักนี้ ผมพบสาวหน้าจีนๆที่มาท่องเที่ยวพักที่นี่ สาวสองคนนี้ เธอไม่ได้มาด้วยกัน ผมไม่ทักพวกเธอ

        เธอคนหนึ่งสักลวดลายบนแขนและขาแบบชาวตะวันตกเลยท่าทางเปิดเผยแบบสาวตะวันตก ส่วนอีกคนค่อนข้างเรียบร้อยไม่มีรอยสัก และเห็นหน้าแว๊ปๆชายหญิงคู่หนึ่งแต่ผมไม่ได้ทักทายเพราะไม่มีเวลา ช่วงเช้าผมรีบไปกินก๊วยเตี๋ยวที่ตลาดและซื้อซาละเปา ผลไม้ พร้อมน้ำเปล่า เตรียมไปกินบนรถเพราะผมส่วนใหญ่จะกินอาหารตรงเวลา ผมกลับเข้าที่พักรีบจัดเสื้อผ้าส่ิงของใส่เป้เตรียมตัวไป “ลี่เจียง”ผมมานั่งรอรถที่เคาท์เตอร์พร้อมเป้สองใบ หลังจากนั้นอีกสักครู่มีผู้หญิงมาที่เคาท์เตอร์มาถามพนักงานว่า “ผู้โดยสารอยู่ไหน?”พนักงานผายมือมาทางผมและบอกว่า “มีคนมารับขึ้นรถมาถึงแล้วให้ไปกับผู้หญิงคนนี้”ผู้หญิงที่มารับพาผมไปที่ร้านทัวร์เพื่อให้ยืนรอรถโดยสารมาส่วนใหญ่ผู้โดยสารเป็นคนจีนล้วนๆเลย หลังจากนั้นรถมาถึงผู้โดยสารขึ้นรถ นั่งรถไปจนถึงต้าหลี่แล้ว ผู้โดยสารจีนลงรถอย่างว่องไว ผมยังงมโข่งอยู่ เราไม่รีบเวลายังมีเยอะ ค่อยๆลงแล้วเดินมาถามรปภ.และผมเปิดชื่อห้องพักเยาวชนในมือถือให้ดู เขาบอกให้ผมไปรอนั่งรถเมล์แล้วลงที่นี่ค่ารถ 1 หยวนผมเลยให้เขาเขียนเป็นภาษาจีนว่าลงที่ป้ายไหนบนกระดาษและผมก็จดคำอ่านเป็นภาษาไทยและกล่าวขอบคุณเขา หลังจากผมขึ้นรถบนบอกคนขับว่าจะลงป้ายไหน?พร้อมโชว์กระดาษที่จดบันทึกไว้ ผมลงรถและเดินมาเรื่อยๆฝนก็ตกเดินก็ไกล ค่อยๆเดินไปหยุดถามไปเรื่อยๆพอมาถึงทางเข้าแทบช๊อค ทางเข้าหน้ากว้างประตูห้องบานเดียวห้องพักเยาวชนถูกล้อมรอบด้วยร้านขายมือถือ...ผมเกือบเดินเลยห้องพักนี้ไปยังดีที่คนขายอาหารพาผมมาส่ง.....


           ผมเดินเข้าไปในช่องเข้าที่พัก ซึ่งภายในเคาท์เตอร์ห้องพักติดกล้องวงจรปิดอยู่ ได้ยินเสียงผู้ชาย “คนนิจิวะ” ผมก็ตอบ “คนนิจิวะ”เข้าของห้องพักคงคิดว่าผมเป็นญี่ปุ่นเลยทักแบบนี้ ผมยื่นหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่สาวนั่งอยู่ข้างๆเจ้าของห้องพัก และจ่ายเงินค่าห้องพัก และได้รับกุญแจห้อง หลังจากนั้นผมเปิดประตูห้อง ผมมึนเลยมีแต่กลิ่นบุหรี่ในห้อง ห้องนี้เป็นห้องพักรวม 4 เตียงผมเห็นบนโต๊ะมีอาหารอยู่ เช่น ขนมขบเคี้ยว ผมเลยถามเจ้าของห้องพักว่าคนที่พักอยู่เป็นคนสัญชาติไหน?เขาบอกว่าจีน มินะหล่ะ กลิ่นบุหรี่คลุ้งเลย พี่จีนนี่เอง ผมเอาถังขยะซึ่งมีขี้บุหรี่ออกมาตั้งข้างนอกห้อง....เจ้าของห้องพักบอกว่าแย่จริงคนจีนนี่มาพักห้องรวม Dorm แล้วยังสูบบุหรี่ในห้องอีก ขณะนั้นผมพบชายหญิงคู่หนึ่ง ที่ผมเคยเห็นแว๊ปๆที่พักที่ต้าหลี่ ผมทักทายและถามว่าพวกเขาสองคนไหมที่พักที่ต้าหลี่(jade Emu) เขาตอบว่าใช่ หลังจากนั้นผมพบผู้ชาย ชาวอเมริกาอีกคนหนึ่งซึ่งพักอยู่ที่นี่ก่อนผมมาถึง เขามาเรียนภาษาจีนและสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศจีนกำลังจะกลับประเทศอเมริกา เราทั้งหมดนัดกันไปกินข้าว ซึ่งชาวอเมริกาเป็นคนพาไปและแปลภาษาจีนจากเมนูอาหารเป็นอังกฤษให้พวกเราฟังก่อนสั่งอาหาร เพราะเมนูที่นี่เป็นภาษาจีนล้วนๆ(ก็ลูกค้าที่นี่เป็นจีนทั้งนั้นนี่)....
ชื่อสินค้า:   7. ไปขึ้นเขาชางซานกับคนอิสรเอล 2 คน ต่อจากนั้นขี้นรถโดยสารไปลี่เจียง
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

  • อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆสมาชิกบางท่านที่ไม่เคยไปเมืองจีนบ้าง ไม่มาก็น้อยครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่