*ก่อนอื่นขอชี้แจงถึงบทความปนความนิยายต่อไปนี้ว่าเขียนมาจากสิ่งที่จขบค.ได้เจอมากับตัว และไม่มีเจตนาจะชี้นำหรือบอกว่าสิ่งที่เจอดีหรือไม่ดี หรือไม่ได้มีเจตนาจะชักชวนให้ไปแลกเปลี่ยน หรือชักชวนว่าไม่ให้ไป เนื่องจากชีวิตและเส้นทางการดำเนินชีวิตล้วนเป็นการเลือกของเราทุกคนทั้งสิ้น เพียงแต่ความรู้สึกในการบรรยายล้วนเป็นความรู้สึกส่วนตัวของจขบท. ไม่ว่าจะเป้นความรู้สึกในขณะนั้น และในขณะนี้ก็ตาม ขอบคุณสำหรับการเข้ามาอ่าน หากมีผู้ใดสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียด สามารถสอบถามได้หลังไมค์ และหากท่านใดอยากจะเข้ามาพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในกระทู้นี้ สามารถทำได้ค่ะ แต่จะเป็นการดีมาก ถ้าไม่มีคำหยาบคาย และhate speech สุดท้ายนี้ จขบท.หวังว่ากระทู้นี้และกระทู้ต่อๆไป จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นในด้านการเดินทางท่องเที่ยวในตปท.หรือเป็นบทเรียนนได้ศึกษากัน ขอบคุณค่ะ *
CHAPTER 1
Flashback , ภาพนิ่งที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในความทรงจำ ฉันจะกลับไปรู้สึกมันอีกครั้ง
ฉันนั่งมองภาพนิ่งมายมายในโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นเคยเป็นเหมือนกันไหม ภาพบางภาพที่เคยถ่ายไว้ มันก็ไม่ใช่แค่ภาพธรรมดา ถึงมันจะเป็นภาพนิ่งและอาจจะถูกถ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ บ้างก็มือไปบ้าง บ้างก็ไม่ครบองค์ประกอบ แต่พอมองเข้าไป เหมือนภาพมันดูดความคิดและจิตวิญญาณของเราให้กลับไปอยู่ในความทรงจำเก่าๆ คล้ายๆ เวลาเราเห็นข้อความหรือคำบางคำบนหนังสือ แล้วทำให้คิดไปถึงเรื่องบางเรื่องได้ในทันที
ภาพที่ฉันกำลังจ้องมองอยู่และมักจะใช้เวลาจ้องมองเป็นภาพที่ฉันถ่ายไว้เมื่อเกือบ6ปีที่แล้ว เมื่อตอนที่ชีวิตวัยมัธยมปลายของฉันและตัวของฉันได้เปลี่ยนไปตลอดกาลอย่างที่ฉันไม่เคยคิด ฉันมักจะใช้ปลายนิ้วสไลด์เลื่อนภาพไปมาบ่อยๆ เพื่อทบทวนความจำ คล้ายๆตอนที่เราเอากระดาษโน้ตเล็กๆขึ้นมาอ่านก่อนเข้าห้องสอบ หรือบางเวลาที่สิ่งของบางอย่างเข้ามาทำให้คิดถึงมัน เช่นตอนเปิดตู้รองเท้าและเจอรองเท้านักเรียนสีดำที่เคยใส่ไปเรียนตอนประถมแล้วโดนพวนแกล้งเหยียบให้ไปรอยในวันที่เราขัดมันให้เงา
พวกมันเป็นเหมือนความทรงจำเล่มหนึ่ง ที่ฉันอยากจะกดปุ่มโอนเอาข้อมูลทุกอย่างในหัวที่มันยังหลงเหลืออยู่ลงบนเทป เผื่อว่าวันหนึ่งที่ฉันอยากรู้สึกและสัมผัสมันอีกครั้งแต่ภาพเคลื่อนไหวในดันเลือนรางจนฉันจำมันไม่ได้
ในช่วงชีวิตหนึ่งของฉันที่มีโอกาสได้เดินทางไปใช้ชีวิตเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศที่สหรัฐอเมริกา ที่ใครๆเขาว่ากันว่าเป็นประเทศแห่งเสรีภาพ จะเรียกว่ามันสั้นเหลือเกินเมื่อเทียบกับอายุไขของมนุษย์ก็ได้ แต่ก็มีคุณค่าที่สุดในบรรดาความทรงจำทั้งหมดจากที่ผ่านมา มันยังเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมออกมาตัวตัวฉันในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านที่ดีหรือร้าย
ในตอนนั้นฉันอยู่ม.ต้นตอนปลาย ประมาณม.3ได้ เป็นเด็กน้อยที่มีความบ้าคลั่งในศิลปินสาวTaylor swift
ในตอนนั้นความฝันของฉันคือการได้เจอเธอ ได้ดูคอนเสิร์ตของเธอที่แสดงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง ความมั่นใจ และความเชื่อ ฉันชอบคอนเสิร์ตของเธอที่เธอเป็นคนจัดการสร้างสรรค์ออกมาให้บรรยกาศและทุกอย่างในคอนเสิร์ตเป็นตัวเธอทั้งหมดและเพลงที่เธอแต่ง เพลงพวกนั้นแต่ออกมาได้สละสลวยและมีความหมายที่ลึกซึ้ง แถมยังลงตัวกับทำนองเพลง Taylor swift เป็นศิลปินหญิงในวัยเด็ก ที่จุดประกายอะไรหลายๆอย่างในตัวฉันให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจับกีต้าขึ้นมาเล่นเป็นครั้งแรกแล้วร้องเพลงไปด้วย ที่มาของการซื้อซีดีคอนเสิร์ตแผ่นแรกก็มาจากเธอ และที่สำคัญที่สุดคือการพยายามขวนขวายในการเข้าใจภาษาอังกฤษ เผื่อว่าวันหนึ่งที่ฉันมีโอกาสได้เจอกับเธอตัวเป็นๆ เธอจะได้ข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดในทันที และในตอนนั้น ฉันคงจะตะโกนด้วยความดีใจไปหาเธอที่กำลังเดินผ่านว่า ‘เธอคือIdolของฉัน ของคุณสำหรับแรงบันดาลใจหลายๆอย่าง สู้ๆกับทุกสิ่งที่ทำอยู่นะ’
ขอหยุดไว้แค่นี้สำหรับเรื่องวัยเด็กและไอดอลชื่อดังของฉัน ฮ่าๆๆ เพราะเดี๋ยวมันจะเพ้อเจ้อไปกันใหญ่ (แค่ย่อหน้าแรกๆก็พรรนณายาวเหยียดซะแล้ว) เอาเป็นว่าจุดเริ่มต้นของชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากความอยากเพิ่มskillภาษาอังกฤษส่วนหนึ่งเนื่องจากตัวฉันเองคำนึงถึงความสำคัญของมัน และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นความรู้สึกที่ว่า การเอาตัวเองออกไปเรียนรู้โลกกว้าง โลกที่ต่างจากเราทั้งความคิดความอ่าน วัฒนธรรมและภาษา (แถมระยะทางไกลกันตั้งครึ่งซีกโลกเชียวนะ แค่คิดถึงตอนนั่งอยู่ในเครื่องบินก็เมื่อยก้นแล้วหล่ะ) อีกอย่างการลองออกไปใช้ชีวิตที่ไม่มีพ่อแม่และครอบครัวมันก็อาจจะคุ้มค่า เหมือนเป็นการซื้อบทเรียนชีวิตมาอ่านเล่มหนึ่งโดยที่เราเป็นคนเขียนมันขึ้นมาเอง และเลือกเอง ว่าจะเรียนอะไรบทไหน
ติดตามอ่านต่อตอนต่อไปด้วยนะคะ
Chapter2: On my own , ก้าวแรกของเด็กอายุ16 รู้ซึ้งถึงคำว่า awkward
บรรยายเยอะไปขออภัย
บันทึกนักเรียนแลกเปลี่ยน chapter1 Flashback , ภาพนิ่งที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในความทรงจำ ฉันจะกลับไปรู้สึกมันอีกครั้ง
ฉันนั่งมองภาพนิ่งมายมายในโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นเคยเป็นเหมือนกันไหม ภาพบางภาพที่เคยถ่ายไว้ มันก็ไม่ใช่แค่ภาพธรรมดา ถึงมันจะเป็นภาพนิ่งและอาจจะถูกถ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ บ้างก็มือไปบ้าง บ้างก็ไม่ครบองค์ประกอบ แต่พอมองเข้าไป เหมือนภาพมันดูดความคิดและจิตวิญญาณของเราให้กลับไปอยู่ในความทรงจำเก่าๆ คล้ายๆ เวลาเราเห็นข้อความหรือคำบางคำบนหนังสือ แล้วทำให้คิดไปถึงเรื่องบางเรื่องได้ในทันที
ภาพที่ฉันกำลังจ้องมองอยู่และมักจะใช้เวลาจ้องมองเป็นภาพที่ฉันถ่ายไว้เมื่อเกือบ6ปีที่แล้ว เมื่อตอนที่ชีวิตวัยมัธยมปลายของฉันและตัวของฉันได้เปลี่ยนไปตลอดกาลอย่างที่ฉันไม่เคยคิด ฉันมักจะใช้ปลายนิ้วสไลด์เลื่อนภาพไปมาบ่อยๆ เพื่อทบทวนความจำ คล้ายๆตอนที่เราเอากระดาษโน้ตเล็กๆขึ้นมาอ่านก่อนเข้าห้องสอบ หรือบางเวลาที่สิ่งของบางอย่างเข้ามาทำให้คิดถึงมัน เช่นตอนเปิดตู้รองเท้าและเจอรองเท้านักเรียนสีดำที่เคยใส่ไปเรียนตอนประถมแล้วโดนพวนแกล้งเหยียบให้ไปรอยในวันที่เราขัดมันให้เงา
พวกมันเป็นเหมือนความทรงจำเล่มหนึ่ง ที่ฉันอยากจะกดปุ่มโอนเอาข้อมูลทุกอย่างในหัวที่มันยังหลงเหลืออยู่ลงบนเทป เผื่อว่าวันหนึ่งที่ฉันอยากรู้สึกและสัมผัสมันอีกครั้งแต่ภาพเคลื่อนไหวในดันเลือนรางจนฉันจำมันไม่ได้
ในช่วงชีวิตหนึ่งของฉันที่มีโอกาสได้เดินทางไปใช้ชีวิตเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศที่สหรัฐอเมริกา ที่ใครๆเขาว่ากันว่าเป็นประเทศแห่งเสรีภาพ จะเรียกว่ามันสั้นเหลือเกินเมื่อเทียบกับอายุไขของมนุษย์ก็ได้ แต่ก็มีคุณค่าที่สุดในบรรดาความทรงจำทั้งหมดจากที่ผ่านมา มันยังเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมออกมาตัวตัวฉันในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านที่ดีหรือร้าย
ในตอนนั้นฉันอยู่ม.ต้นตอนปลาย ประมาณม.3ได้ เป็นเด็กน้อยที่มีความบ้าคลั่งในศิลปินสาวTaylor swift
ในตอนนั้นความฝันของฉันคือการได้เจอเธอ ได้ดูคอนเสิร์ตของเธอที่แสดงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง ความมั่นใจ และความเชื่อ ฉันชอบคอนเสิร์ตของเธอที่เธอเป็นคนจัดการสร้างสรรค์ออกมาให้บรรยกาศและทุกอย่างในคอนเสิร์ตเป็นตัวเธอทั้งหมดและเพลงที่เธอแต่ง เพลงพวกนั้นแต่ออกมาได้สละสลวยและมีความหมายที่ลึกซึ้ง แถมยังลงตัวกับทำนองเพลง Taylor swift เป็นศิลปินหญิงในวัยเด็ก ที่จุดประกายอะไรหลายๆอย่างในตัวฉันให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจับกีต้าขึ้นมาเล่นเป็นครั้งแรกแล้วร้องเพลงไปด้วย ที่มาของการซื้อซีดีคอนเสิร์ตแผ่นแรกก็มาจากเธอ และที่สำคัญที่สุดคือการพยายามขวนขวายในการเข้าใจภาษาอังกฤษ เผื่อว่าวันหนึ่งที่ฉันมีโอกาสได้เจอกับเธอตัวเป็นๆ เธอจะได้ข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดในทันที และในตอนนั้น ฉันคงจะตะโกนด้วยความดีใจไปหาเธอที่กำลังเดินผ่านว่า ‘เธอคือIdolของฉัน ของคุณสำหรับแรงบันดาลใจหลายๆอย่าง สู้ๆกับทุกสิ่งที่ทำอยู่นะ’
ขอหยุดไว้แค่นี้สำหรับเรื่องวัยเด็กและไอดอลชื่อดังของฉัน ฮ่าๆๆ เพราะเดี๋ยวมันจะเพ้อเจ้อไปกันใหญ่ (แค่ย่อหน้าแรกๆก็พรรนณายาวเหยียดซะแล้ว) เอาเป็นว่าจุดเริ่มต้นของชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากความอยากเพิ่มskillภาษาอังกฤษส่วนหนึ่งเนื่องจากตัวฉันเองคำนึงถึงความสำคัญของมัน และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นความรู้สึกที่ว่า การเอาตัวเองออกไปเรียนรู้โลกกว้าง โลกที่ต่างจากเราทั้งความคิดความอ่าน วัฒนธรรมและภาษา (แถมระยะทางไกลกันตั้งครึ่งซีกโลกเชียวนะ แค่คิดถึงตอนนั่งอยู่ในเครื่องบินก็เมื่อยก้นแล้วหล่ะ) อีกอย่างการลองออกไปใช้ชีวิตที่ไม่มีพ่อแม่และครอบครัวมันก็อาจจะคุ้มค่า เหมือนเป็นการซื้อบทเรียนชีวิตมาอ่านเล่มหนึ่งโดยที่เราเป็นคนเขียนมันขึ้นมาเอง และเลือกเอง ว่าจะเรียนอะไรบทไหน
ติดตามอ่านต่อตอนต่อไปด้วยนะคะ
บรรยายเยอะไปขออภัย