คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 9
เท่าที่เห็นก็น่ามี 1.อนาคตังสญาณ - รู้เหตุการณ์ในกาลข้างหน้าต่อไปได้ และ 2.ปัจจุปปันนังสญาณ - รู้เหตุปัจจุบันว่า ขณะนี้อะไรเป็นอะไรได้ พระหรือฆราวาสที่ปฏิบัติจนเข้าถึงสามารถที่จะรู้ด้วยญาณพิเศษพวกนี้ได้มากน้อยตามกำลังของแต่ละคน (ทั้งสองข้อจัดอยู่ในทิพจักขุญาณ)
หลักในทางพุทธสรุปให้ง่ายสุดก็คือความรู้ทั้งหมดทั้งมวลที่เรียนมาเมื่อรู้แล้วให้วาง จิตจึงจะเข้าถึงนิพพาน (นิพพาน ความเป็นนิรันดร์หรือพระเจ้า พระอัลลอฮ์ จิตจักรวาลหรืออะไรก็แล้วแต่ผมมองว่ามันคือสิ่งเดียวกัน เป็นสภาวะของจิตบริสุทธิ์ที่อยู่ได้ทุกที่ในเวลาเดียวกัน) ในทางพุทธเมื่อกล่าวถึงโลกจะไม่ได้หมายถึงเฉพาะโลกมนุษย์แต่หมายถึง 3 โลก {ไตรภพ คือโลกนรก, โลกมนุษย์, โลกสวรรค์(เทวดาและพรหม)} แต่ระหว่างทางที่ปฏิบัติเรียนรู้ จิตของผู้ปฏิบัติจะสัมผัสประสบการณ์ต่างๆได้ด้วยตัวเองตามกำลังของแต่ละคน เช่น ญาณพิเศษต่างๆ
อัชฌาศัยสุกขวิปัสสโก
สุกขวิปัสสโก หมายถึง บรรลุแบบง่ายๆ ท่านไม่มีฌานสูง ท่านไม่มีญาณพิเศษอย่างท่านวิชชาสาม ท่านไม่มีฤทธิ์ ท่านไม่มีความรู้พิเศษอะไรทั้งสิ้น เป็นพระอรหันต์ประเภทรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ไม่มีคุณพิเศษอื่นนอกจากบรรลุมรรคผล
อัชฌาศัยเตวิชโช (วิชชา 3)
๑. ได้จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ที่ตายไปแล้วไปเกิด ณ ที่ใด ที่มาเกิดนี้มาจากไหน
๒. เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์จิตของคนและสัตว์
๓. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่เกิดมาแล้วในกาลก่อนได้
๔. อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีตได้
๕. อนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในกาลข้างหน้าต่อไปได้
๖. ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เหตุปัจจุบันว่า ขณะนี้อะไรเป็นอะไรได้
๗. ยถากัมมุตาญาณ รู้ผลกรรมของสัตว์ บุคคล เทวดา และพรหมได้ว่าเขา
มีสุขมีทุกข์เพราะผลกรรมอะไรเป็นเหตุ
อัชฌาศัยฉฬภิญโญ (อภิญญา 6)
๑. อิทธิฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
๒. ทิพยโสต มีหูเป็นทิพย์ สามารถฟังเสียงในที่ไกล หรือเสียงอมนุษย์ได้ยิน
๓. จุตูปปาตญาณ รู้การตายและการเกิดของคนและสัตว์
๔. เจโตปริยญาณ รู้ความรู้สึกในความในใจของคนและสัตว์
๕. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติต่างๆ ที่ล่วงมาแล้วได้
๖. อาสวักขยญาณ ได้แก่ การทำอาสวะให้หมดสิ้นไป
อัชฌาสัยปฏิสัมภิทัปปัตโต (ความรู้ยิ่งกว่าอภิญญา 6)
๑. มีความสามารถทรงความรู้พร้อม ไม่บกพร่องในหัวข้อธรรมวินัยที่
พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ได้โดยครบถ้วน แม้ท่านจะย่างเข้ามาอุปสมบทในพระ-
พุทธศาสนาเพียงวันเดียวทั้งๆ ที่ไม่เคยศึกษาคำสอนมาก่อนเลย ตามนัยที่ปรากฏ
ในพระสูตรต่างๆ ที่มาในพระไตรปิฎกว่า มีมากท่านที่มีความเลื่อมใสในสมเด็จ-
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพอฟังเทศน์จบ ท่านก็ได้บรรลุอรหันต์ชั้นปฏิสัมภิทาญาณ
ท่านทรงพระไตรปิฏก คือเข้าใจในข้อวัตรปฏิบัติครบถ้วนทุกประการได้ทันท่วงที
๒. มีความฉลาดในการขยายความในธรรมภาษิต ที่พระพุทธเจ้าตรัส
ไว้โดยย่อให้พิสดารได้อย่างถูกต้อง
๓. ย่อความในคำสอนที่พิสดารให้สั้นเข้า โดยไม่เสียใจความ
๔. สามารถเข้าใจ และพูดภาษาต่างๆ ได้ทุกภาษา ไม่ว่าภาษามนุษย์
หรือภาษาสัตว์ (ความเห็นส่วนตัวน่าจะเรียกว่าภาษาจิต เพราะจะสื่อสารระหว่างจิตโดยตรงไม่ผ่านสมองจึงไม่ต้องเสียเวลาแปล จิตมีความเร็วเป็นอนันต์เข้าถึงได้ในทุกที่ๆ แสงเข้าไม่ถึง จิตของทุกคนคือพุทธะหรือพระเจ้า จะเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้ ถ้าเราสามารถสลัดหลุดจากเครื่องพันธนาการจิตได้ ในทางพุทธเรียกสังโยชน์ 10 กิเลสเครื่องพันธนาการร้อยรัดจิตให้ติดอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิด)
แต่เป้าหมายจริงๆ ที่ควรจะรู้คือ ให้รู้แจ้งใน ขันธ์ 5, ไตรลักษณ์, อริยสัจจ์ 4 (ความรู้ในญาณพิเศษต่างๆ นอกจากนี้เป็นส่วนเกินหรือของแถมมาตามกำลังของผู้ปฏิบัติ จะรู้หรือไม่ก็ได้เหมือนเรียนวิชาบังคับแล้วที่เหลือเป็นวิชาเลือก ถ้ามีกำลังพอก็อาจจะรู้ได้) ที่สำคัญคือถึงรู้ทุกเรื่องก็ต้องวางทุกเรื่อง แม้แต่นิพพาน, พระเจ้า, อัลลอฮ์ เมื่อเราวางได้จิตจึงจะเข้าถึง...
หลักในทางพุทธสรุปให้ง่ายสุดก็คือความรู้ทั้งหมดทั้งมวลที่เรียนมาเมื่อรู้แล้วให้วาง จิตจึงจะเข้าถึงนิพพาน (นิพพาน ความเป็นนิรันดร์หรือพระเจ้า พระอัลลอฮ์ จิตจักรวาลหรืออะไรก็แล้วแต่ผมมองว่ามันคือสิ่งเดียวกัน เป็นสภาวะของจิตบริสุทธิ์ที่อยู่ได้ทุกที่ในเวลาเดียวกัน) ในทางพุทธเมื่อกล่าวถึงโลกจะไม่ได้หมายถึงเฉพาะโลกมนุษย์แต่หมายถึง 3 โลก {ไตรภพ คือโลกนรก, โลกมนุษย์, โลกสวรรค์(เทวดาและพรหม)} แต่ระหว่างทางที่ปฏิบัติเรียนรู้ จิตของผู้ปฏิบัติจะสัมผัสประสบการณ์ต่างๆได้ด้วยตัวเองตามกำลังของแต่ละคน เช่น ญาณพิเศษต่างๆ
อัชฌาศัยสุกขวิปัสสโก
สุกขวิปัสสโก หมายถึง บรรลุแบบง่ายๆ ท่านไม่มีฌานสูง ท่านไม่มีญาณพิเศษอย่างท่านวิชชาสาม ท่านไม่มีฤทธิ์ ท่านไม่มีความรู้พิเศษอะไรทั้งสิ้น เป็นพระอรหันต์ประเภทรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ไม่มีคุณพิเศษอื่นนอกจากบรรลุมรรคผล
อัชฌาศัยเตวิชโช (วิชชา 3)
๑. ได้จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ที่ตายไปแล้วไปเกิด ณ ที่ใด ที่มาเกิดนี้มาจากไหน
๒. เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์จิตของคนและสัตว์
๓. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่เกิดมาแล้วในกาลก่อนได้
๔. อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีตได้
๕. อนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในกาลข้างหน้าต่อไปได้
๖. ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เหตุปัจจุบันว่า ขณะนี้อะไรเป็นอะไรได้
๗. ยถากัมมุตาญาณ รู้ผลกรรมของสัตว์ บุคคล เทวดา และพรหมได้ว่าเขา
มีสุขมีทุกข์เพราะผลกรรมอะไรเป็นเหตุ
อัชฌาศัยฉฬภิญโญ (อภิญญา 6)
๑. อิทธิฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
๒. ทิพยโสต มีหูเป็นทิพย์ สามารถฟังเสียงในที่ไกล หรือเสียงอมนุษย์ได้ยิน
๓. จุตูปปาตญาณ รู้การตายและการเกิดของคนและสัตว์
๔. เจโตปริยญาณ รู้ความรู้สึกในความในใจของคนและสัตว์
๕. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติต่างๆ ที่ล่วงมาแล้วได้
๖. อาสวักขยญาณ ได้แก่ การทำอาสวะให้หมดสิ้นไป
อัชฌาสัยปฏิสัมภิทัปปัตโต (ความรู้ยิ่งกว่าอภิญญา 6)
๑. มีความสามารถทรงความรู้พร้อม ไม่บกพร่องในหัวข้อธรรมวินัยที่
พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ได้โดยครบถ้วน แม้ท่านจะย่างเข้ามาอุปสมบทในพระ-
พุทธศาสนาเพียงวันเดียวทั้งๆ ที่ไม่เคยศึกษาคำสอนมาก่อนเลย ตามนัยที่ปรากฏ
ในพระสูตรต่างๆ ที่มาในพระไตรปิฎกว่า มีมากท่านที่มีความเลื่อมใสในสมเด็จ-
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพอฟังเทศน์จบ ท่านก็ได้บรรลุอรหันต์ชั้นปฏิสัมภิทาญาณ
ท่านทรงพระไตรปิฏก คือเข้าใจในข้อวัตรปฏิบัติครบถ้วนทุกประการได้ทันท่วงที
๒. มีความฉลาดในการขยายความในธรรมภาษิต ที่พระพุทธเจ้าตรัส
ไว้โดยย่อให้พิสดารได้อย่างถูกต้อง
๓. ย่อความในคำสอนที่พิสดารให้สั้นเข้า โดยไม่เสียใจความ
๔. สามารถเข้าใจ และพูดภาษาต่างๆ ได้ทุกภาษา ไม่ว่าภาษามนุษย์
หรือภาษาสัตว์ (ความเห็นส่วนตัวน่าจะเรียกว่าภาษาจิต เพราะจะสื่อสารระหว่างจิตโดยตรงไม่ผ่านสมองจึงไม่ต้องเสียเวลาแปล จิตมีความเร็วเป็นอนันต์เข้าถึงได้ในทุกที่ๆ แสงเข้าไม่ถึง จิตของทุกคนคือพุทธะหรือพระเจ้า จะเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้ ถ้าเราสามารถสลัดหลุดจากเครื่องพันธนาการจิตได้ ในทางพุทธเรียกสังโยชน์ 10 กิเลสเครื่องพันธนาการร้อยรัดจิตให้ติดอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิด)
แต่เป้าหมายจริงๆ ที่ควรจะรู้คือ ให้รู้แจ้งใน ขันธ์ 5, ไตรลักษณ์, อริยสัจจ์ 4 (ความรู้ในญาณพิเศษต่างๆ นอกจากนี้เป็นส่วนเกินหรือของแถมมาตามกำลังของผู้ปฏิบัติ จะรู้หรือไม่ก็ได้เหมือนเรียนวิชาบังคับแล้วที่เหลือเป็นวิชาเลือก ถ้ามีกำลังพอก็อาจจะรู้ได้) ที่สำคัญคือถึงรู้ทุกเรื่องก็ต้องวางทุกเรื่อง แม้แต่นิพพาน, พระเจ้า, อัลลอฮ์ เมื่อเราวางได้จิตจึงจะเข้าถึง...
แสดงความคิดเห็น
ครูบาเห็นด้วยอะไร จึงกล้าพยากรณ์ล่วงหน้า 2-3 วัน