AOT เสือ(ไม่)นอนกิน โดย อีหล่าน้อย บทความจากเว็บไซต์ Share2Trade

กระทู้ข่าว
http://www.share2trade.com/index.php?route=content/content&path=9&content_id=3031
      ยอดเติบโตของการเดินทางทางอากาศของไทย ไม่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ยอดเที่ยวบินก็ไม่ติดอันดับ และสนามบินที่เติบโตเร็วก็ไม่มีชื่อสนามบินไทย แต่บริษัทบริหารสนามบินอย่าง กลับมีกิจการเป็นขาขึ้นตลอดเวลา ทั้งที่บริหารสนามบินทั่วประเทศแค่ 6 แห่งเท่านั้น ทำไม?

    คำตอบคือ เพราะไม่ใช่เสือต้องนอนกินอย่างเดียว

    ด้วยข้อเท็จจริง สนามบินพาณิชย์ในประเทศไทยเกือบทั้งหมด(ไม่นับสนามบินที่เอกชนสร้างเองไม่กี่แห่ง)เป็นของรัฐ ทั้งที่เป็นพลเรือน และดัดแปลงมาจากสนามบินทหารของกองทัพ บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือ AOT ก็แปรรูปมาจากรัฐวิสาหกิจเช่นกัน ได้รับสิทธิ์บริหารสนามบิน 6 แห่ง เท่านั้น

    บังเอิญว่า สนามบินที่ AOT ได้รับสิทธิ์ผูกขาดจากรัฐทั้ง 6 แห่ง (สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่) ล้วนแต่เป็น"ไข่ห่านทองคำ"ที่มียอดคนใช้บริการล่าสุดรวมกันมากกว่า 100 ล้านคนต่อปี

    ในยุคที่คนไทยเริ่มมีกำลังซื้อมากพอที่จะทำให้การเดินทางอากาศไม่ถือว่าแพงเกิน นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าออกหรือแวะเปลี่ยนเครื่องมากขึ้นทวีคูณ และค่าโดยสารถูกลงจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทั้งสายการบินปกติและโลว์คอสท์ สนามบินในกำมือของ AOT จึงกลายเป็นขุมทรัพย์ที่ใหญ่โตมหาศาล

    AOT ได้รับประโยชน์โดยตรง(ค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน)และโดยอ้อม(ค่าเช่าพื้นที่ในดูแลจากบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้องกันการเดินทางสารพัด) จนกลายเป็นธุรกิจขาขึ้นยาวนาน ซึ่งส่งผลต่อราคาหุ้นและมาร์เก็ตแค็ปโดยปริยาย

    เสียงบ่นว่าด้วยบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่เคยพอเพียงที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ สะท้อนถึง"ปัญหาของธุรกิจขาขึ้น"โดยตรงที่ชัดเจน

    ต้นปีนี้ AOT กลายเป็นตำนานโด่งดังทั่วโลกเพราะมาร์เก็ตแค็ป 1.0 ล้านล้านบาท จากราคาหุ้นที่เหนือ 70.00 บาท ทำให้นอกเหนือจากเป็นบริษัทขนาดใหญ่อันดับ 2  ของตลาดหุ้นไทย รองจาก ปตท. แล้ว ยังแซงหน้าบริษัทบริหารสนามบินทั่วโลกเป็นบริษัทใหญ่อันดับหนึ่งของโลกไปด้วย

    เพียงแต่อันดับหนึ่งด้านมาร์เก็ตแค็ปไม่ได้ยั่งยืนอะไร เพราะสามารถเพิ่ม หรือลดได้จากราคาหุ้น

    ยามนี้ ในช่วงเวลาที่ราคาหุ้น AOT ต่ำกว่า 65.00 บาท ไม่มีใครพูดถึงมาร์เก็ตแค็ปอันดับระดับโลกอีกชั่วคราว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า อนาคตของบริษัทนี้จะเศร้าหมอง เพราะยังสามารถเดินหน้าทำธุรกิจปกติเพื่อเติบโตไม่หยุดยั้ง

    ล่าสุด อาคารผู้โดยสารใหม่และสาธารณูปโภคล่าสุดที่จะแก้ปัญหาแออัดของสนามบินภูเก็ต ก็เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการไปหมาดๆ เพิ่มขีดความสามารถอีกกว่า 1 เท่าตัว รองรับเที่ยวบินได้ 20 เที่ยวบินต่อชั่วโมง และรองรับผู้โดยสารจากเดิม 6.5 ล้านคนต่อปี เป็น 12.5 ล้านคนต่อปี แบ่งเป็นอาคารระหว่างประเทศ 5 ล้านคนต่อปี และอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ 7.5 ล้านคนต่อปี มีหลุมจอดเพิ่มเป็น 34 หลุมจอด และที่จอดรถยนต์สามารถรองรับเพิ่มเป็น 1,500 คัน

    ในขณะที่แผนงานอนาคต ก็ยังเดินหน้าไปเรื่อยตามระยะเวลา เช่น 1) การเปิดประมูลใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ในสุวรรณภูมิและพื้นที่ใกล้สุวรรณภูมิในปลายปีนี้ ที่มีเอกชนเสนอตัว 20-30 รายแล้ว 2) เพิ่มพื้นที่คาร์โก้ในสุวรรณภูมิดึงเอกชนร่วมทุน PPP คาดดำเนินการได้ปลายปี 2561  3) โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) วงเงินลงทุน 42,084.564 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการไปแล้ว รออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของช่วงการลงทุนขยายสนามบินที่ใช้งบลงทุนราว1.3 แสนล้านบาท (โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 วงเงินลงทุนราว 6.7 หมื่นล้านบาท ที่จะรองรับผู้โดยสารเพิ่มอีก 15 ล้านคน/ปี จากปัจจุบันรองรับ 45 ล้านคน/ปี) ที่จะเปิดใช้บริการในปี 2563 4) โครงการพัฒนาท่าอากาศดอนเมืองแบบเร่งด่วน คือ เตรียมก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ เพื่อใช้เป็นที่พักคอยสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางเป็นกลุ่มในเส้นทางระหว่างประเทศ เพื่อลดความหนาแน่นของผู้โดยสารในอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ

    ตัวเลขงบการเงินสิ้นไตรมาสที่สองของ AOT (สิ้นงวดมีนาคม 2561) ยังคงมีสุขภาพดีเด่น มีหนี้สินต่ำกว่าส่วนผู้ถือหุ้น ค่า ดี/อีเพียงแค่ 0.3 เท่า แต่มีกำไรสะสมมากถึง 1.03 แสนล้านบาท อัตราส่วนสภาพคล่อง 3.72 เท่า ถือว่ามีเงินสดล้นเกินจำนวนมาก พร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคตที่จะไม่ต้องเพิ่มทุนหรือก่อหนี้เพิ่ม เว้นเสียแต่ด้วยเหตุผล หรือเจตนาอื่นๆ

    ที่สำคัญ อัตรากำไรสุทธิที่ดีเยี่ยมในระดับหัวแถวระดับล่าสุด 46% ถือว่าสุดยอด (ถ้าไม่คิดส่านี่เป็นธุรกิจที่ใช้อำนาจรัฐมาส่งเสริม และกีดกันคู่แข่งรายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดนี้) หากจะลดลง เพราะการลงทุนในระยะต่อไป ก็ยังไม่น่ากังวล และไม่ส่งผลถึงความสามารถในการแข่งขัน

    เหตุผลคือ ธุรกิจของ AOT จะยังคงเป็นขาขึ้นต่อไป หากไม่เกิดสงครามใหญ่ เพราะหากวิเคราะห์ภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคเอเชีย ยังคงมีความโดดเด่นอย่างมาก ตัวเลขการเดินทางของผู้โดยสารทั่วโลกสำรวจโดยสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือไออาต้าเมื่อปีสิ้นปี2016 จะพบว่า 35% เดินทางโดยใช้สายการบินในเอเชีย โดยเฉพาะผู้โดยสารชาวจีนหลายสิบล้านคน เป็นผู้โดยสารที่เดินทางท่องเที่ยวโดยเครื่องบิน

    ยิ่งกว่านั้น ไออาต้าก็ประเมินว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า จีนจะแซงหน้าสหรัฐฯ กลายเป็นตลาดการเดินทางทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยผู้โดยสารชาวจีนจะเพิ่มจาก 537 ล้านคน เมื่อปี 2016 เป็น 1.46 พันล้านคน ในปี 2036

    นอกจากนั้น ผู้โดยสารชาวอินเดีย ก็มีตัวเลขขยายตัวกว่า 3 เท่า แม้เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำ แต่เมื่อพิจารณาว่าเหตุผลที่คนอินเดียเดินทางท่องเที่ยวโดยเครื่องบินมากขึ้นเพราะผู้คนมีรายได้มากขึ้น จำนวนชนชั้นกลางและประชากรในวัยทำงานเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ก็ถือว่ามีศักยภาพที่สนามบินจะต้องเติบโตรองรับให้ทัน เมื่อมีผู้โดยสารเดินทางมากขึ้น ความแออัดของสนามบินจะตามมา เป็นความจำเป็นต้องขยาย และก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ ๆตามไปด้วย

    สภาพข้อเท็จจริงดังกล่าว ที่ทำให้ตัวเลขซึ่งเปิดเผยล่าสุดโดยนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT) ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่

    ในรอบ 8 เดือนของปี 60/61 (ตุลาคม 2560- พฤษภาคม 2561) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยาน 6 แห่งของทอท. จำนวน 95,536,222 คน เพิ่มขึ้น 9.88% แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 55,021,195 คน โต 14.03% และผู้โดยสารภายในประเทศ 40,515,027 คน เพิ่มขึ้น 4.71% โดยผู้โดยสารต่างประเทศที่มาใช้บริการมากที่สุด 5 อันดับแรก (ไม่รวมสัญชาติไทย) ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย และรัสเซีย

    ส่วนเที่ยวบินมีจำนวน 585,423 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 6.17% แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 309,218 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 12.63% และเที่ยวบินภายในประเทศ 276,205 เที่ยวบิน ลดลง 0.24%. และมีปริมาณการขนถ่ายสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ จำนวน 1,100,980 ตัน เพิ่มขึ้น 5.77%

    โครงการอนาคตดังกล่าว ยังไม่สำคัญเท่ากับตัวเลขเฉพาะหน้า ที่นายนิตินัยออกมาคาดการณ์ประมาณการจำนวนผู้โดยสารในงวดปี 61 (ต.ค.60-ก.ย.61) จะมีอัตราเติบโต 9-10% จากปีก่อนที่มีจำนวนผู้โดยสาร 126 ล้านคน

    ส่งสัญญาณมาขนาดนี้ จะบอกนัยว่า ราคาหุ้นล่าสุดที่ค่าพี/อี ที่ระดับ 39 เท่า มันต่ำเกิน ก็น่าจะได้ เพียงแต่สัญญาณที่ว่า ต่างชาติและพอร์ตโบรกเกอร์จะเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหนว่า อนาคตของ AOT เป็นมากกว่าแค่เสือนอนกิน

/////////////////////
ขอบคุณบทความจาก www.facebook.com/Share2Trade/
http://www.share2trade.com
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่