ปฏิบัติการ "ทรัมป์ เอฟเฟคท์" (Trump Effect) โดย มิตร กัลยาณมิตร เว็บ Share2Trade

กระทู้ข่าว
    http://www.share2trade.com/index.php?route=content/content&path=9&content_id=3013
จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วน ก่อนจะมาถึงในวันนี้ วันนี้ คนทั้งโลกรู้ว่า “นายโดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้ง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ด้วยคะแนนเสียง 289 ต่อ 218 คะแนน เบียดคู่ชิง “นางฮิลลารี คลินตัน” จากพรรคเดโมแครตไปแบบฉิวเฉียด เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ก็เกิดปรากฏการณ์ “ทรัมป์ ช็อก” ทันที ไม่ว่าจะเป็นตลาดทุน ตลาดเงิน เพราะหลังทราบผลการเลือกตั้ง นักลงทุนทั่วโลกลดความเสี่ยงด้วยเข้าไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย ดันราคาทองคำในตลาดโลกไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเงินสกุลหลัก เช่น เยน และฟรังก์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

    ย้อนกลับไปอีก กับนโยบายการหาเสียงของเขา "ทรัมป์" ได้ประกาศข้อสัญญาที่ให้กับผู้ลงคะแนนเสียงว่า วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาจะทำ 7 ข้อเพื่อปกป้องแรงงานอเมริกัน คือ...

    หนึ่ง จะเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) และหากไม่ได้ก็จะถอนตัวออกจากข้อตกลงนี้ ซึ่งทำแล้ว

    ข้อสอง จะถอนตัวออกจากความตกลงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ก็ทำให้เห็นแล้ว แต่ก็มีท่าทีว่าจะยอมกลับไปเข้าร่วมใหม่ หากได้ข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐ มากกว่าข้อตกลงเดิมที่สหรัฐเข้าร่วมมาก่อนหน้า

    ข้อสาม จะสั่งการรัฐมนตรีคลังจัดการปัญหาที่เกิดจากเงินหยวนของจีนผูกขาดตลาด ก็ทำแล้ว

    ข้อสี่ จะสั่งการรัฐมนตรีพาณิชย์และผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ตรวจสอบคู่ค้าที่เอาเปรียบแรงงานอเมริกัน โดยจะใช้กฎหมายสหรัฐและกฎหมายระหว่างประเทศแก้ปัญหาดังกล่าวทันที อันนี้ก็ทำแล้วเช่นกัน

    ข้อห้า จะปลดล็อกข้อจำกัดการสร้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เชลล์แก๊ส รวมถึงถ่านหิน

    ข้อหก จะยกเลิกข้อจำกัดในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นในยุคประธานาธิบดีโอบามาและสร้างโครงการใหม่ที่มีความสำคัญกับสหรัฐ

    และเจ็ด จะยกเลิกการจ่ายเงินสนับสนุนโครงการของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) แล้วนำเงินดังกล่าวมาแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนชาวอเมริกันแทน

    สิ่งที่เขาทำ เป็นการทำตามที่ได้หาเสียงเอาไว้ เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจ แม้บางคนจะคิดว่าว่า "เขาบ้า" แต่เขากำลังทำเพื่อคนอเมริกัน และเป็นนโยบายที่กำลังทำให้เห็นว่า นับจากนี้ไป สหรัฐอเมริกา จะเดินหน้าด้วยนโยบายสร้างการเติบโตจากภายในประเทศ และน่าจะเป็นผู้นำเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ในรอบ 86 ปี ที่ประกาศจะกีดกันทางการค้ากับประเทศที่เขาเห็นว่าเอาเปรียบแรงงานและคนอเมริกัน

    ช่วงที่เขารับตำแหน่ง เขาต้องการแก้ปัญหาของสหรัฐ ที่ขาดดุลการค้าให้จีนมากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และวันนี้ เขากำลังทำอยู่ และกำลังเดินหน้าอย่างเต็มสูบ แต่ว่า ผลชัดๆ เราคงต้องรอวันที่ 6 กรกฎาคม นี้ แต่สัญญาณบางส่วน ถือว่า อ่อนลงมาบ้าง เช่น การลดความเข้มงวดเกี่ยวกับแผนการจำกัดการลงทุนจากจีนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐ หลังจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐกำลังร่างกฎหมายเพื่อห้ามไม่ให้บริษัทที่มีชาวจีนถือหุ้นอยู่อย่างน้อย 25% เข้าซื้อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ

    ก็ต้องย้อนกลับไปดูยุทธศาสตร์ชาติของจีนปี 2016-2120 ที่จีนตั้งใจจะส่งออกคน และเงินไปทั่วโลก เพราะคนเยอะ เงินเยอะ "ทรัมป์" คงมองเห็นแล้วว่า การแพร่ขยายคนออกไปทุกมุมโลก "มันอันตราย" ในเมืองไทยเอง คนจีนมาลุยธุรกิจเองหลายอย่าง โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร แม้กระทั่งรถบัสที่ให้บริการท่องเที่ยว เรียกได้ว่า เข้ามาแล้ว "กินรวบ" หมด อะไรที่คนจีนชอบ และพร้อมจ่ายตังค์ ไม่เว้นแม้แต่กิจการ "นวดแผนโบราณ" คนจีนก็เป็นเจ้าของ ธุรกิจสวนผลไม้ ก็ไปเหมาสวน แล้วเอามาขาย มาส่งออก ให้คนจีนด้วยกัน

    ล่าสุด "เตะตัดขา" การย้ายไปลงทุนในต่างประเทศของยักษ์ใหญ่ด้านรถมอเตอร์ไซด์รายใหญ่ของสหรัฐ "ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน" กับคำขู่ที่ว่า จะถูกเก็บภาษี"ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน" หากพวกเขาตัดสินใจโยกฐานการผลิตออกจากสหรัฐ ซึ่งตามแผนพวกเขาต้องการโยกย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย ซึ่ง "ทรัมป์" ก็ย้ำว่า "มอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ไม่ควรมีการผลิตขึ้นในต่างประเทศ มีการสร้างกระแสต่อต้านการย้ายฐานการผลิต "ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน" พร้อมๆ กับคำขู่ ว่าจะเป็น "จุดเริ่มต้นของจุดจบ" หากยังไม่พับแผนที่ว่านี้

    ปฏิบัติการ "ทรัมป์ เอฟเฟคท์" (Trump Effect) ยังไม่จบง่ายๆ ดูเหมือนว่า มันได้สะท้อนมายังรายงานความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของคณะกรรมการการประชุม (Conference Board (CB) Consumer Confidence) ของสหรัฐ ที่ใช้วัดระดับค่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจ รายงานนี้ ถือเป็นดัชนีสำคัญเนื่องจากเป็นดัชนีที่ทำนายการใช้จ่ายของผู้บริโภค มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ค่าตัวเลขที่สูงขึ้นชี้แสดงถึงการมองในแง่บวกของผู้บริโภคที่มีค่ามากขึ้น และตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตัวเลขก็ขึ้นๆ ลงๆ กระทั่งล่าสุด ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 126.4 ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 128.0 ในเดือนพ.ค. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 128.1 โดยผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมีมุมมองทรงตัวต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่ไม่มีความเชื่อมั่นมากนักต่อทิศทางในช่วง 6 เดือนข้างหน้า

    ความกังวลของคนอเมริกันใช่หรือไม่ ?

    ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ได้แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และจากการที่นักลงทุนมีมุมมองเป็นบวกต่อข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐที่ยังคงขยายตัวในเดือนเม.ย. ตรงนี้ก็ได้กดราคาทองคำในตลาดนิวยอร์ก ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 6 เดือนเมื่อคืนนี้ (26 มิ.ย.) เพราะการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ส่งผลให้สัญญาทองคำมีความน่าดึงดูดน้อยลง ทำให้นักลงทุนเทขายทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และหันไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้น

    "ทรัมป์ เอฟเฟคท์" (Trump Effect) ไล่ล่าคนทั้งโลก เพื่ออเมริกันชน การขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ก็จะมีประโยชน์ในมุมที่สหรัฐฯ จะได้ภาษีจากสินค้านำเข้ามากกว่าเสียภาษีจากการส่งออก และประโยชน์อีกหนึ่งต่อ คือ ราคาสินค้าจากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประชากรสหรัฐฯกลับมาซื้อสินค้าที่ผลิตโดยสหรัฐฯมากขึ้น เพราะราคาที่ถูกกว่าเนื่องจากไม่โดนภาษีนำเข้า ประกอบกับคุณภาพสินค้าที่ใกล้กัน และต่อไปเขาอาจจะใช้คำว่า "อเมริกาซื้อของอเมริกาใช้ของอเมริกา" จะสร้างการเติบโตของ GDP ซึ่งประกอบด้วย (การบริโภค C + การลงทุนภาคเอกชน I + การลงทุนภาครัฐ G + การส่งออก X - การนำเข้า M ) ที่มั่นคงมากขึ้น จะได้จากการบริโภค C

    สิ่งที่เขาทำ เป็นการทำตามที่ได้หาเสียงเอาไว้ เป็นนโยบายที่กำลังทำให้เห็นว่า นับจากนี้ไป สหรัฐอเมริกา จะเดินหน้าด้วยนโยบายสร้างการเติบโตจากภายในประเทศ และน่าจะเป็นผู้นำเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ในรอบ 86 ปี ที่ประกาศจะกีดกันทางการค้ากับประเทศที่เขาเห็นว่าเอาเปรียบทั้งแรงงาน และคนอเมริกัน แน่นอนด้านทรัพย์สินทางปัญญา

    งานนี้กระทบชิ่งมากที่สุดคือ "จีน" ที่ต้องการจะกินรวบคนทั้งโลก ตามแผนยุทธศาสตร์ ที่ต้องการส่งทั้งคน และเงิน ไปทั่วโลก

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่