ที่มา หน้า 2 มติชนรายวัน
เผยแพร่ วันที่ 26 มิถุนายน 2561
หมายเหตุ – นักการเมืองและนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุจะตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 200 คน ด้วยตนเอง ส่วนอีก 50 คน คัดสรรมาจากประชาชน จะกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เนื่องจาก ส.ว.ทั้ง 250 คน จะมีสิทธิเลือกนายกฯในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ดิเรก ถึงฝั่ง
อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นนทบุรี
ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ตั้งแต่แรกแล้ว นายกรัฐมนตรีพูดอยู่ตลอดเวลาว่าอยากทำประชาธิปไตยให้เป็นสากล แต่เมื่อเขียนรัฐธรรมนูญออกมาแบบนี้เป็นสากลไม่ได้หรอก มันย้อนยุค
ผมไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้นโดยเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอก การกำหนดให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งตามบทเฉพาะกาล รวมทั้งการให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ และอีกหลายๆ ประเด็นที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่อง ส.ว. เพราะ ส.ว.มันควรเข้าไปทำหน้าที่พิจารณากฎหมาย
ทั้งนี้ เมื่อเราจะปฏิรูปประเทศ มันก็ควรพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น แต่กลับเขียนรัฐธรรมนูญย้อนหลัง ย้อนยุคแบบนี้ มันก็จะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยหรือหายจากความขัดแย้งได้ยาก แม้กระทั่งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่เพิ่งเริ่มตั้งพรรคการเมืองก็ยังประกาศเลยว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งหลายๆ คนที่เขาไม่พูดกันอีก เพราะเขาอยากให้มีการเลือกตั้งให้เรียบร้อย เลือกตั้งแล้วก็ค่อยเข้าสู่กระบวนการแก้ไข
วิรัตน์ กัลยาศิริ
หัวหน้าคณะกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ใน 5 ปีแรกซึ่งอยู่ในบทเฉพาะกาลจะมี 250 คน โดยมีที่มา 2 ประเภท คือ 1.ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรรหาผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้ได้ 200 คน เพื่อเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือก 50 คนและขึ้นสำรองไว้อีก 50 คน
อีกประเภท ให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา สรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนให้ได้ 400 คน เสนอ คสช.เพื่อคัดเลือกให้ได้ 194 คน รวมกับ 1.ปลัดกระทรวงกลาโหม 2.ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) 3.ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) 4.ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) 5.ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และ 6.ผู้บัญชาการตำรวจ (ผบ.ตร.) รวมเป็น 200 คน
ส.ว.ทั้ง 2 ประเภทที่ กกต.เลือกมาและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คัดให้เหลือ 50 คน และที่คณะกรรมการสรรหาคัดมา 400 คน เสนอ คสช.แต่งตั้ง 194 คน และโดยตำแหน่ง 6 คน เมื่อได้ ส.ว.จำนวน 250 คน ตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล 5 ปีแรกแล้ว หัวหน้า คสช. ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาเพื่อทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งวุฒิสมาชิก 5 ปีแรกจำนวน 250 คน ซึ่งผู้ที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก็คือ หัวหน้า คสช.นั่นเอง
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดที่ฝรั่งเศส จึงเป็นการพูดตามรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล เพียงแต่ไม่ได้พูดถึงกระบวนการคัดสรรหรือกระบวนการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา เพียงแต่สรุปเอาตอนที่เป็นอำนาจของหัวหน้า คสช. ที่จะคัดเลือกรายชื่อและนำความกราบบังคมทูล รวมทั้งลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ดังนั้นการที่ พล.อ.ประยุทธพูดว่า ?ผมขอเลือกเองก็แล้วกัน? ถ้าเลือกก่อน กกต. ดำเนินการหรือเลือกก่อนคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาดำเนินการ การกระทำดังกล่าวย่อมไม่ชอบ แต่ถ้าจะจิ้มเอาตอนที่ กกต.เสนอรายชื่อมาแล้วหรือคณะกรรมการสรรหาเสนอรายชื่อมาแล้ว ย่อมเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
ถ้าดูตาม บทเฉพาะกาลนี้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ประสงค์จะลงแข่งขันในตำแหน่งนายกฯ หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 ก็ให้พรรคการเมืองที่มีโอกาสได้ ส.ส. เกินกว่า 25 คน เสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็น 1 ใน 3 ของบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ก็มีคะแนนอยู่ 250 คะแนน รองรับอยู่แล้ว สามารถมองได้ว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนและเป็นกติกาที่เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น
สามารถ แก้วมีชัย
คณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย
ในรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาล ส.ว.จะมี 250 คน โดย 50 ให้มาจากกลุ่มอาชีพ เลือกไขว้กันไปมาจำนวนหนึ่ง แต่ในที่สุดแล้วปลายน้ำใครจะได้ก็อยู่ที่ คสช.เลือกอยู่ดี บทเฉพาะกาลเขียนไว้ว่าให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการก็เป็นคนที่ คสช.ตั้ง แล้วก็ไปเลือกคนที่เหมาะสมใส่ถาดมาให้ คสช.หยิบเอา สรุปแล้วก็คือบั้นปลายสุดท้ายก็ คสช.เลือกทั้ง 250 คน
พล.อ.ประยุทธ์ไปพูดกับคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศว่าเขาจะไปสมัคร ส.ส.ได้อย่างไร รัฐธรรมนูญห้ามไว้ ฟังดูดี แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามกรณีเสนอชื่อนายกฯ ดังนั้น ไม่ว่า ส.ว.เสนอ หรือพรรคการเมืองเสนอในรอบที่ 2 หรือแม้แต่จะเสนอในรอบแรกเลยก็เป็นไปได้ เช่น พรรคพลังประชารัฐ เพราะรัฐธรรมนูญให้เสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกฯไม่เกิน 3 ชื่อ เขาก็อาจจะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์เข้าไป ตรงนี้ก็จะเป็นปัญหาต่อไป เพราะจะไปขัดกับรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้ผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคมาครอบงำพรรค
พล.อ.ประยุทธ์สมัคร ส.ส.ไม่ได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์อาจจะให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกฯหลังเลือกตั้งได้ อย่างไรก็ตาม สมมุติไม่ได้เสนอชื่อในรอบแรกก่อนเลือกตั้ง ก็สามารถเสนอชื่อรอบ 2 ได้ แต่ต้องผ่านด่านการงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราก่อน ซึ่งต้องใช้เสียง 500 เสียงในสภา แม้พรรคเพื่อไทยจะได้เสียง 260 เสียง ก็อาจจะถูกบีบให้ร่วมกับ ส.ว.ในการงดใช้รัฐธรรมนูญ เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้
เมื่อไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ คสช.ก็รักษาการต่อ มาตรา 44 ก็อยู่ต่อ ประชาชนก็อาจจะกดดันว่าอยากให้ คสช.ไป อยากให้มาตรา 44 หมดไป อยากให้ร่วมมือกัน เราก็อาจจะจำเป็นที่ต้องไปร่วมในการงดใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้รัฐบาลที่ไม่ใช่ คสช. และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องมีคนเสนอ พล.อ.ประยุทธ์
แต่ถึงวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ เขาต้องเข้ามาทำงานในสภาผู้แทนฯ เขาจะทำงานไม่ได้ ไม่ลาออกก็ต้องยุบสภา แต่ไม่ว่าจะทำทางไหนก็วนมาแบบเดิมอีก ในอนาคตปัญหาบ้านเมืองก็จะมีมากตามรายทาง
วันนี้ภาพคือ พล.อ.ประยุทธ์เลือก ส.ว. แล้ว ส.ว.ก็กลับมาเลือก พล.อ.ประยุทธ์ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะแสดงสปิริตไม่เป็นคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือขัดกัน ท่านจะต้องประกาศให้ชัดเจนว่าไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ หลังจากการเลือกตั้ง จะได้สง่างาม
ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ถ้าพูดกันทางการเมืองคือน่าเกลียด เพราะวาระแรกกำหนดไว้เลยว่า ส.ว.มาจากการเลือกโดย คสช. ค่อนข้างชัดอยู่แล้วว่า ให้ ส.ว.มีที่มาจาก คสช. แล้วก็ให้ ส.ว.สามารถเลือกสมาชิก คสช. กี่คนก็ได้กลับมาอีกทีหนึ่งได้ แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ทำได้ แต่ผิดมารยาททางการเมือง ตั้งแต่มีข้อความพวกนี้บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว
ถึงแม้ว่าจริงๆ จะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่พัฒนาการทางการเมืองของเราต้องการกีดกันบทบาทของ ส.ว.ออกไป ไม่ให้เกี่ยวข้องกับการเมือง เรารู้ว่า ส.ว.ไม่ควรมาจากการแต่งตั้ง เพราะสุดท้ายแล้วนายกฯก็จะเลือกมาจากข้าราชการประจำทั้งหลาย สุดท้ายแล้ว ส.ว.ที่ล็อบบี้ตำแหน่งข้าราชการประจำต่างหากคือผลประโยชน์ทับซ้อนของจริง การเอาผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มันหายไปนานแล้ว ไม่คิดว่าจะเอากลับมาทำอีก
ที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกจะเลือก ส.ว.เอง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ คสช.ตั้งคณะกรรมการเลือก ส.ว. วาระแรกอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ห้ามให้ คสช. เป็นคณะกรรมการเลือก สุดท้ายแล้วอำนาจในการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับ คสช.อยู่ดี แล้ว คสช.จะเลือกใคร ยังไงก็ต้องเลือกพรรคพวกตัวเองอยู่แล้ว เมื่อ ส.ว.มีสิทธิโหวตนายกฯ ก็ต้องเลือกสมาชิกใน คสช.อยู่แล้ว
หากเปรียบเทียบความชอบธรรมเหมือนอังกฤษที่มี ส.ว.จากการแต่งตั้ง เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์มาก่อน ที่ประเทศอังกฤษมี 2 สภา คือ ส.ส.กับ ส.ว. โดยสภา ส.ว.ส่วนมากเป็นขุนนางเก่า พูดง่ายๆ คือเป็นที่ปรึกษาในระบบสภาเก่า และส.ว.ของอังกฤษ ไม่ได้มีอำนาจทางกฎหมายมาก เขามีอำนาจในเชิงพฤติการณ์มากกว่า คือ ส.ว.อังกฤษไม่มีอำนาจยับยั้งร่างกฏหมาย หาก ส.ว.อังกฤษไม่เห็นด้วยกับการร่างกฎหมายส่งคืนมาแล้ว ส.ส.ยืนยันกลับไปก็จบ และไม่มีสิทธิโหวตเลือกนายกฯ
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ที่นายกฯบอกว่าจะขอเลือก ส.ว.250 คนเอง ถ้าดูจากรัฐธรรมนูญก็เป็นอำนาจของ คสช. ที่จะคัดสรร ส.ว.ในวาระ 5 ปีแรก ที่นายกฯเน้นเป้าไม่เอาสภาผัวเมียเป็นการมองเพียงประเด็นเดียว และการกล่าวแบบนี้ไม่อยู่กับร่องกับรอย เพราะ สนช.ที่ถูกตั้งขึ้นมาก็มีลักษณะความสัมพันธ์แบบเครือญาติ
นายกฯบอกว่าจะเลือกเอง แต่ก็ต้องมีหลักการว่าเลือกอย่างไรที่จะให้ได้คนที่เหมาะสมเพื่อมาทำหน้าที่ ส.ว. ไม่มั่นใจว่าคนที่เลือกมาจะหลีกความเป็นเครือญาติ พรรคพวกพี่น้องได้หรือไม่ เอาเข้าจริงไม่ได้หลุดหนีออกจากความใกล้ชิดเลย กังวลใจว่าสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำจะไม่ไปด้วยกัน ที่เจ็บปวดกว่าคือยังมีการแต่งตั้งวงศ์วานใกล้ชิดเข้ามาทำงานโดยให้เหตุผลง่ายๆ ว่าเพื่อความปลอดภัยเพื่อความมั่นใจ จริงๆ เป็นการเอาเครือญาติเข้ามาทำงาน
เมื่อพูดถึง ส.ว.250 คน ก็ต้องเอาคนใกล้ชิดมากๆ เพราะจะมีผลต่อการเลือกนายกฯด้วย เป็นเกมที่ คสช.วางไว้อยู่แล้ว ถ้าการเลือกตั้งพรรคที่หนุน คสช.ได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งก็ยังมี 250 เสียงนี้เป็นฐานคะแนนให้อยู่ ยังไงก็ต้องเลือกคนใกล้ชิด ถึงไม่ใช่ครอบครัวก็เหมือนครอบครัว ถึงไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ ต้องมีความไว้วางใจกันสูงในการยกมือโหวต จึงต้องหาคนที่ไว้ใจได้เพื่อตอบแทนกันและกัน
เป็นเกมที่ คสช.เล่นจนเกือบถึงสุดทางแล้ว คือการวางแผนเข้าสู่การเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องมีกลุ่มคนที่ยกมือโหวตในสภา ถ้า ส.ว. 250 คน ไม่ยกให้นายกฯ หรือ คสช.ทุกอย่างก็จบ ต้องหาคนที่ไว้ใจได้จริงๆ เพื่อเพิ่มเสียงขึ้นมาทั้งฝ่ายสภา และ ส.ว.
ที่เปรียบการสรรหา ส.ว.ของอังกฤษนั้น ถูกบางส่วนเพราะเขามาจากการสรรหา แต่เขามีระบบที่เป็นหลักการมีเหตุผลต่างจากของเราที่เป็นการสรรหาในลักษณะโน้มเอียงเข้าข้างกลุ่มก้อนตัวเองมากกว่าที่จะเลือกกลุ่มตรงข้าม และ ส.ว.ของเขาเลือกนายกฯไม่ได้
JJNY : วิพากษ์ที่มา 250 ส.ว. 'บิ๊กตู่-คสช.' คัดเอง
เผยแพร่ วันที่ 26 มิถุนายน 2561
หมายเหตุ – นักการเมืองและนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุจะตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 200 คน ด้วยตนเอง ส่วนอีก 50 คน คัดสรรมาจากประชาชน จะกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เนื่องจาก ส.ว.ทั้ง 250 คน จะมีสิทธิเลือกนายกฯในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ดิเรก ถึงฝั่ง
อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นนทบุรี
ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ตั้งแต่แรกแล้ว นายกรัฐมนตรีพูดอยู่ตลอดเวลาว่าอยากทำประชาธิปไตยให้เป็นสากล แต่เมื่อเขียนรัฐธรรมนูญออกมาแบบนี้เป็นสากลไม่ได้หรอก มันย้อนยุค
ผมไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้นโดยเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอก การกำหนดให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งตามบทเฉพาะกาล รวมทั้งการให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ และอีกหลายๆ ประเด็นที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่อง ส.ว. เพราะ ส.ว.มันควรเข้าไปทำหน้าที่พิจารณากฎหมาย
ทั้งนี้ เมื่อเราจะปฏิรูปประเทศ มันก็ควรพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น แต่กลับเขียนรัฐธรรมนูญย้อนหลัง ย้อนยุคแบบนี้ มันก็จะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยหรือหายจากความขัดแย้งได้ยาก แม้กระทั่งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่เพิ่งเริ่มตั้งพรรคการเมืองก็ยังประกาศเลยว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งหลายๆ คนที่เขาไม่พูดกันอีก เพราะเขาอยากให้มีการเลือกตั้งให้เรียบร้อย เลือกตั้งแล้วก็ค่อยเข้าสู่กระบวนการแก้ไข
วิรัตน์ กัลยาศิริ
หัวหน้าคณะกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ใน 5 ปีแรกซึ่งอยู่ในบทเฉพาะกาลจะมี 250 คน โดยมีที่มา 2 ประเภท คือ 1.ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรรหาผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้ได้ 200 คน เพื่อเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือก 50 คนและขึ้นสำรองไว้อีก 50 คน
อีกประเภท ให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา สรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนให้ได้ 400 คน เสนอ คสช.เพื่อคัดเลือกให้ได้ 194 คน รวมกับ 1.ปลัดกระทรวงกลาโหม 2.ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) 3.ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) 4.ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) 5.ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และ 6.ผู้บัญชาการตำรวจ (ผบ.ตร.) รวมเป็น 200 คน
ส.ว.ทั้ง 2 ประเภทที่ กกต.เลือกมาและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คัดให้เหลือ 50 คน และที่คณะกรรมการสรรหาคัดมา 400 คน เสนอ คสช.แต่งตั้ง 194 คน และโดยตำแหน่ง 6 คน เมื่อได้ ส.ว.จำนวน 250 คน ตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล 5 ปีแรกแล้ว หัวหน้า คสช. ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาเพื่อทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งวุฒิสมาชิก 5 ปีแรกจำนวน 250 คน ซึ่งผู้ที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก็คือ หัวหน้า คสช.นั่นเอง
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดที่ฝรั่งเศส จึงเป็นการพูดตามรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล เพียงแต่ไม่ได้พูดถึงกระบวนการคัดสรรหรือกระบวนการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา เพียงแต่สรุปเอาตอนที่เป็นอำนาจของหัวหน้า คสช. ที่จะคัดเลือกรายชื่อและนำความกราบบังคมทูล รวมทั้งลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ดังนั้นการที่ พล.อ.ประยุทธพูดว่า ?ผมขอเลือกเองก็แล้วกัน? ถ้าเลือกก่อน กกต. ดำเนินการหรือเลือกก่อนคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาดำเนินการ การกระทำดังกล่าวย่อมไม่ชอบ แต่ถ้าจะจิ้มเอาตอนที่ กกต.เสนอรายชื่อมาแล้วหรือคณะกรรมการสรรหาเสนอรายชื่อมาแล้ว ย่อมเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
ถ้าดูตาม บทเฉพาะกาลนี้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ประสงค์จะลงแข่งขันในตำแหน่งนายกฯ หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 ก็ให้พรรคการเมืองที่มีโอกาสได้ ส.ส. เกินกว่า 25 คน เสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็น 1 ใน 3 ของบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ก็มีคะแนนอยู่ 250 คะแนน รองรับอยู่แล้ว สามารถมองได้ว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนและเป็นกติกาที่เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น
สามารถ แก้วมีชัย
คณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย
ในรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาล ส.ว.จะมี 250 คน โดย 50 ให้มาจากกลุ่มอาชีพ เลือกไขว้กันไปมาจำนวนหนึ่ง แต่ในที่สุดแล้วปลายน้ำใครจะได้ก็อยู่ที่ คสช.เลือกอยู่ดี บทเฉพาะกาลเขียนไว้ว่าให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการก็เป็นคนที่ คสช.ตั้ง แล้วก็ไปเลือกคนที่เหมาะสมใส่ถาดมาให้ คสช.หยิบเอา สรุปแล้วก็คือบั้นปลายสุดท้ายก็ คสช.เลือกทั้ง 250 คน
พล.อ.ประยุทธ์ไปพูดกับคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศว่าเขาจะไปสมัคร ส.ส.ได้อย่างไร รัฐธรรมนูญห้ามไว้ ฟังดูดี แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามกรณีเสนอชื่อนายกฯ ดังนั้น ไม่ว่า ส.ว.เสนอ หรือพรรคการเมืองเสนอในรอบที่ 2 หรือแม้แต่จะเสนอในรอบแรกเลยก็เป็นไปได้ เช่น พรรคพลังประชารัฐ เพราะรัฐธรรมนูญให้เสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกฯไม่เกิน 3 ชื่อ เขาก็อาจจะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์เข้าไป ตรงนี้ก็จะเป็นปัญหาต่อไป เพราะจะไปขัดกับรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้ผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคมาครอบงำพรรค
พล.อ.ประยุทธ์สมัคร ส.ส.ไม่ได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์อาจจะให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกฯหลังเลือกตั้งได้ อย่างไรก็ตาม สมมุติไม่ได้เสนอชื่อในรอบแรกก่อนเลือกตั้ง ก็สามารถเสนอชื่อรอบ 2 ได้ แต่ต้องผ่านด่านการงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราก่อน ซึ่งต้องใช้เสียง 500 เสียงในสภา แม้พรรคเพื่อไทยจะได้เสียง 260 เสียง ก็อาจจะถูกบีบให้ร่วมกับ ส.ว.ในการงดใช้รัฐธรรมนูญ เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้
เมื่อไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ คสช.ก็รักษาการต่อ มาตรา 44 ก็อยู่ต่อ ประชาชนก็อาจจะกดดันว่าอยากให้ คสช.ไป อยากให้มาตรา 44 หมดไป อยากให้ร่วมมือกัน เราก็อาจจะจำเป็นที่ต้องไปร่วมในการงดใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้รัฐบาลที่ไม่ใช่ คสช. และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องมีคนเสนอ พล.อ.ประยุทธ์
แต่ถึงวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ เขาต้องเข้ามาทำงานในสภาผู้แทนฯ เขาจะทำงานไม่ได้ ไม่ลาออกก็ต้องยุบสภา แต่ไม่ว่าจะทำทางไหนก็วนมาแบบเดิมอีก ในอนาคตปัญหาบ้านเมืองก็จะมีมากตามรายทาง
วันนี้ภาพคือ พล.อ.ประยุทธ์เลือก ส.ว. แล้ว ส.ว.ก็กลับมาเลือก พล.อ.ประยุทธ์ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะแสดงสปิริตไม่เป็นคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือขัดกัน ท่านจะต้องประกาศให้ชัดเจนว่าไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ หลังจากการเลือกตั้ง จะได้สง่างาม
ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ถ้าพูดกันทางการเมืองคือน่าเกลียด เพราะวาระแรกกำหนดไว้เลยว่า ส.ว.มาจากการเลือกโดย คสช. ค่อนข้างชัดอยู่แล้วว่า ให้ ส.ว.มีที่มาจาก คสช. แล้วก็ให้ ส.ว.สามารถเลือกสมาชิก คสช. กี่คนก็ได้กลับมาอีกทีหนึ่งได้ แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ทำได้ แต่ผิดมารยาททางการเมือง ตั้งแต่มีข้อความพวกนี้บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว
ถึงแม้ว่าจริงๆ จะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่พัฒนาการทางการเมืองของเราต้องการกีดกันบทบาทของ ส.ว.ออกไป ไม่ให้เกี่ยวข้องกับการเมือง เรารู้ว่า ส.ว.ไม่ควรมาจากการแต่งตั้ง เพราะสุดท้ายแล้วนายกฯก็จะเลือกมาจากข้าราชการประจำทั้งหลาย สุดท้ายแล้ว ส.ว.ที่ล็อบบี้ตำแหน่งข้าราชการประจำต่างหากคือผลประโยชน์ทับซ้อนของจริง การเอาผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มันหายไปนานแล้ว ไม่คิดว่าจะเอากลับมาทำอีก
ที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกจะเลือก ส.ว.เอง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ คสช.ตั้งคณะกรรมการเลือก ส.ว. วาระแรกอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ห้ามให้ คสช. เป็นคณะกรรมการเลือก สุดท้ายแล้วอำนาจในการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับ คสช.อยู่ดี แล้ว คสช.จะเลือกใคร ยังไงก็ต้องเลือกพรรคพวกตัวเองอยู่แล้ว เมื่อ ส.ว.มีสิทธิโหวตนายกฯ ก็ต้องเลือกสมาชิกใน คสช.อยู่แล้ว
หากเปรียบเทียบความชอบธรรมเหมือนอังกฤษที่มี ส.ว.จากการแต่งตั้ง เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์มาก่อน ที่ประเทศอังกฤษมี 2 สภา คือ ส.ส.กับ ส.ว. โดยสภา ส.ว.ส่วนมากเป็นขุนนางเก่า พูดง่ายๆ คือเป็นที่ปรึกษาในระบบสภาเก่า และส.ว.ของอังกฤษ ไม่ได้มีอำนาจทางกฎหมายมาก เขามีอำนาจในเชิงพฤติการณ์มากกว่า คือ ส.ว.อังกฤษไม่มีอำนาจยับยั้งร่างกฏหมาย หาก ส.ว.อังกฤษไม่เห็นด้วยกับการร่างกฎหมายส่งคืนมาแล้ว ส.ส.ยืนยันกลับไปก็จบ และไม่มีสิทธิโหวตเลือกนายกฯ
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ที่นายกฯบอกว่าจะขอเลือก ส.ว.250 คนเอง ถ้าดูจากรัฐธรรมนูญก็เป็นอำนาจของ คสช. ที่จะคัดสรร ส.ว.ในวาระ 5 ปีแรก ที่นายกฯเน้นเป้าไม่เอาสภาผัวเมียเป็นการมองเพียงประเด็นเดียว และการกล่าวแบบนี้ไม่อยู่กับร่องกับรอย เพราะ สนช.ที่ถูกตั้งขึ้นมาก็มีลักษณะความสัมพันธ์แบบเครือญาติ
นายกฯบอกว่าจะเลือกเอง แต่ก็ต้องมีหลักการว่าเลือกอย่างไรที่จะให้ได้คนที่เหมาะสมเพื่อมาทำหน้าที่ ส.ว. ไม่มั่นใจว่าคนที่เลือกมาจะหลีกความเป็นเครือญาติ พรรคพวกพี่น้องได้หรือไม่ เอาเข้าจริงไม่ได้หลุดหนีออกจากความใกล้ชิดเลย กังวลใจว่าสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำจะไม่ไปด้วยกัน ที่เจ็บปวดกว่าคือยังมีการแต่งตั้งวงศ์วานใกล้ชิดเข้ามาทำงานโดยให้เหตุผลง่ายๆ ว่าเพื่อความปลอดภัยเพื่อความมั่นใจ จริงๆ เป็นการเอาเครือญาติเข้ามาทำงาน
เมื่อพูดถึง ส.ว.250 คน ก็ต้องเอาคนใกล้ชิดมากๆ เพราะจะมีผลต่อการเลือกนายกฯด้วย เป็นเกมที่ คสช.วางไว้อยู่แล้ว ถ้าการเลือกตั้งพรรคที่หนุน คสช.ได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งก็ยังมี 250 เสียงนี้เป็นฐานคะแนนให้อยู่ ยังไงก็ต้องเลือกคนใกล้ชิด ถึงไม่ใช่ครอบครัวก็เหมือนครอบครัว ถึงไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ ต้องมีความไว้วางใจกันสูงในการยกมือโหวต จึงต้องหาคนที่ไว้ใจได้เพื่อตอบแทนกันและกัน
เป็นเกมที่ คสช.เล่นจนเกือบถึงสุดทางแล้ว คือการวางแผนเข้าสู่การเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องมีกลุ่มคนที่ยกมือโหวตในสภา ถ้า ส.ว. 250 คน ไม่ยกให้นายกฯ หรือ คสช.ทุกอย่างก็จบ ต้องหาคนที่ไว้ใจได้จริงๆ เพื่อเพิ่มเสียงขึ้นมาทั้งฝ่ายสภา และ ส.ว.
ที่เปรียบการสรรหา ส.ว.ของอังกฤษนั้น ถูกบางส่วนเพราะเขามาจากการสรรหา แต่เขามีระบบที่เป็นหลักการมีเหตุผลต่างจากของเราที่เป็นการสรรหาในลักษณะโน้มเอียงเข้าข้างกลุ่มก้อนตัวเองมากกว่าที่จะเลือกกลุ่มตรงข้าม และ ส.ว.ของเขาเลือกนายกฯไม่ได้