สวัสดีค่ะ จขกท ตอนนี้อายุ 36 ปี คบกับแฟนมาได้เกือบ 10 ปีแล้ว เมื่อ 3 ปีที่แล้วมีเหตุที่ทำให้ต้องเปลี่ยนสถานภาพจากแฟนมาเป็นสามี เนื่องจากต้องทำวีซ่าผู้ติดตามให้กับแฟน (แฟนเคยขอวีซ่าไม่ผ่าน และไม่มีช่องทางไหนที่เค้าจะไปกับเราได้ นอกจากทางนี้เท่านั้นค่ะ)
แฟน จขกท อายุเท่ากัน เป็นคนมนุษสัมพันธ์ดี พูดเก่ง เข้ากับคนง่าย ดูผิวเผินก็คงเป็น ผช ที่หน้าตาโอเค และดูอบอุ่น ช่วงแรกๆ รักกันใหม่ๆ อะไรมันก็สวยงามค่ะ เค้าพูดจาเพราะ เรียกเราแต่ละคำมีคะขาตลอด จขกท ยอมรับค่ะว่าข้อดีเหล่านี้ ทำให้รักเค้ามากๆ จนมองข้ามข้อเสียอื่นๆไปมากมาย เพราะคิดว่าคนเราจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เมื่อรักใครสักคนนึง เพื่อทำใก้คนที่เรารักมีความสุข
แต่.... 1 ปีก็แล้ว 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, และ 9 ปีก็แล้ว ทุกอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ชีวิตแบบแฟนของเราอยู่กันแบบที่เรียกว่า American share ค่ะ เพราะแชร์กันทุกอย่างมาโดยตลอด ส่วนตัวแล้ว จขกท คิดว่า ผญ ไม่ควรคิดหวังพึ่ง ผช อยู่ฝ่ายเดียว ไม่ควรไปอยากได้ใคร่ดีในสิ่งใดๆ ของใครที่เราไม่ได้เป็นคนหามา ดังนั้นจึงไม่เคยคิดว่าการแชร์ทุกสิ่ง (ทุกสิ่งจริงๆ) เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยโอเคนัก หลังๆเจอแบบที่ ขนาดฝากซื้อข้าวจานละ 40-50 ยังรีบทวงเลยค่ะ ทั้งๆที่ จขกท ไม่เคยเอาเปรียบเลยสักครั้ง แบบนี้จึงเริ่มคิดว่าไม่โอเคแล้วหล่ะค่ะ ว่ามั้ยละคะ
คราวนี้มาดูนิสัยตัว จขกท กันบ้างนะคะ ตัว จขกท เองเป็นคนที่ค่อนข้างระเบียบจัด ไม่ชอบเอาเปรียบใคร ไม่ชอบเบ่ง ไม่อิจฉา ไม่อยากได้ใคร่มีของคนอื่น มีตรรกะของตัวเองว่า อยากได้สิ่งใดก็ลงมือทำเองหาเอง ดังนั้นจึงเป็นคนที่กระตือรือร้นและทะเยอทะยานสูง บวกกับยึดถึงคำว่าโอกาสในชีวิตและทดแทนบุญคุณเป็นที่ตั้ง เอาตามตรงว่าชีวิตนี้ ยังไม่เคยค้นพบว่าตัวเองอยากเป็นหรืออยากจะทำอะไร เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนหยิบยื่นโอกาสมาให้ หากวิเคราะห์แล้วว่าดี ก็ไม่เคยปฏิเสธค่ะ แถมยังมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งใดที่ทำ ไม่ว่าทำให้ใคร จะด้วยหน้าที่หรือไม่ ต้องทำให้ดีที่สุด และทำด้วยความเต็มใจ แม้ว่าในบางครั้งจะมากกว่าหน้าที่ก็ตาม
คุณคิดว่า จขกท กับแฟน จขกท ต่างกันขนาดไหนคะ
คำตอบ
จขกท... หน้าที่การงานดี (เกิดจากการทำงานอย่างสุดความสามารถ ขวนขวาย กระตือรือร้น พยายามถีบตัวเองให้สูงขึ้นด้วยความสามารถ)
แฟน จขกท... ไม่กะตือรือร้น ไม่คิดขวนขวาย ไม่มีการมีงานทำก็ไม่เดือดร้อน ส่วนนึงมาจากศักยภาพในตัวของเค้า คือความสามารถที่เค้ามีไม่มากพอที่จะทำให้คนประทับใจหรืออยากจ้างงาน ทำคอมไม่ได้ พูดอังกฤษไม่เป็น และไม่คิดเรียนรู้เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น
จขกท... ไม่ชอบเอาเปรียบคนอื่น แม้จะมีหรือไม่มี ไม่เคยใช้เป็นข้ออ้างในการเอาเปรียบผู้อื่น
แฟน จขกท... ไม่เคยปฏิเสธในของฟรี ของดี ของใดๆในโลก และไม่เคยผิดที่เหมือนเราไปเอาเปรียบคนอื่น หรือรู้สึกว่าต้องควรรู้จักเสียสละบ้าง แต่กลับคิดว่าใครมีมากกว่าก็ถูกต้องแล้วที่เค้าจะทำให้เรา ก็ไม่มีจะให้ทำงัยอ่ะ
พอจะมองออกบ้างมั้ยคะว่า ชีวิตของ จขกท จะเป็นยังงัยเมื่อต้องจดทะเบียนกับเค้า เพื่อให้เค้าได้วีซ่าไปเมืองนอกกับ จขกท
ถูกต้องค่ะ จขกท ก็ต้องสตรองงัยคะ สายแข็ง ต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่เอกสาร เตรียมสัมภาษณ์ หาที่พัก หารถ แก้ไขปัญหา เอาเป็นว่าสารพัดที่ ผญ คนนึงจะทำได้ อะไรที่ไม่รู้ ก็ได้อากู๋คอยแนะนำตลอด ทั้งๆที่เราทั้งสองคนไม่รู้ไม่เป็นทั้งคู่ แต่อีกฝ่ายจบแค่นั้น ไม่เป็นก็คือไม่ทำ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ คนที่พูดได้ก็จัดการไปสิ แต่อยากได้ใคร่มี และต้องหารให้เท่าเทียมกัน ปัจจุบัน อยู่อเมริกาเข้าปีที่ 3 แล้ว แฟน จขกท ยังทำอะไรไม่เป็น พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ วันๆเอาแต่หาของ ใช้เงิน สะสมรองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า ของใช้ ของแต่งต่างๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น แต่สิ่งเดียวที่ไม่สะสมคือ... เงิน เวลาเกิดปัญหา สิ่งเดียวที่ได้ยินตลอดคือ จะทำยังงัย เครียด คิดอะไรไม่ออก ก็เลยไม่คิดมันซะเลย จบมั้ยคะ แล้วใครละคะที่ต้องทำ ก็ จขกท เองจะใครหล่ะ จริงมั้ยคะ
บ่อยครั้งที่แฟน จขกท จะเลือกเอาเปรียบคนอื่น รวมทั้งทำกับ จขกท ด้วยคำว่า ไม่มี และคำว่าไม่มีเกิดจาก ไม่มีพอที่จะใช้ร่วมกับคนอื่น แต่มีพอที่จะหาขอสะสมมาเพิ่มเติม จขกท ยอมรับนะคะว่าหลังๆ เริ่มเสียความรู้สึก ทั้งขอร้อง ทั้งพูดดี ทั้งให้กำลังใจ ขอให้เค้าพยายามทำเพื่อตัวเอง ด้วยการพัฒนาสิ่งต่างๆ เริ่มจากแค่พูดภาษาอังกฤษให้ได้ เพราะจะได้ไม่เอาเปรียบเพื่อนร่วมงานของเรา แต่จนแล้วจนเล่า ก็เหมือนเดิม อ้างสารพัดว่าไม่มีเงินมากพอที่จะเอาไปเรียน (เพราะเดี๋ยวไม่มีใช้สปอยล์ตัวเอง) ให้ฝึกจากคลิปก็บอกว่าไม่รู้เรื่อง ทั้งๆที่ไม่เคยตั้งใจทำ ดูคลิปครึ่งชั่วโมงหลับ แต่หาของในอีเบย์ได้เป็นวันๆ แล้วก็เกิดคำพูดที่ว่า ทำแล้วแต่ทำไม่ได้ หาหนังสือให้อ่าน ก็อ้างว่าอ่านไม่รู้เรื่อง ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่พยายามมากพอ จนหลังๆ จขกท ก็หงุดหงิดใส่มากขึ้น ความสวีทที่เคยมีก็เริ่มจางหายไป มีความรู้สึกผิดหวังเบื่อหน่ายเข้ามาทดแทน จนบางครั้งก็ใส่อารมณ์กับคำถามโง่ๆ ของเค้า จขกท เองก็รู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับเค้า มี่บางครั้งไปหงุดหงิดอารมณ์เสียใส่เค้ามากไป แต่สิ่งที่เค้าทำกับ จขกท ก็ทำให้ความรู้สึกดีๆ มันค่อยๆจางไป ปากบอกจะให้โอกาสอีกครั้งเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ใจอ่อน หวังเพียงแค่อยากทำให้เค้าภูมิใจในตัวเอง อยากให้พ่อแม่เค้าหมดห่วง ก็ให้โอกาส พยายามหาทุกสิ่งมาประเคนให้ เช่นที่เรียนภาษาฟรี บอกเคล็ดลับให้ช่วยพัฒนาตัวเอง แต่ขาดอย่างเดียวคือเจ้าตัวต้องลงมือทำ แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม คำสัญญาที่เคยให้เป็นแค่ลมปาก โกหกบ่อยครั้งเพียงเพื่อให้ความผิดพ้นตัวเองไป เวลาพูดอะไรกับใครก็ดูสวยงามต่างจากความเป็นจริง เอาจริงๆว่าตอนนี้ มันแน่นหน้าอก จุกที่ลิ้นปี พูดอะไรไม่ถูก บางทีมันก็แค่รู้สึกว่าน้ำตามันเอ่ออยู่ตลอดเวลา พอจะต้องทิ้งเค้าไป ก็ห่วงว่าเค้าจะเป็นยังงัยต่อ จะมีใครห่วงเค้าแบบที่เราห่วงมั้ย ถึงแม้ว่า จขกท จะชอบหงุดหงิดหรือเหวี่ยงใส่เค้าบ่อยๆก็ตาม จนบางครั้งเค้าพูดว่า เค้ากลัวจนไม่กล้าพูดอะไร เพราะกลัวพูดอะไรก็ผิด แค่ จขกท ก็หวังดี ยอมเหนื่อย และเสียสละเผื่อเค้าเสมอ การกระทำสำคัญกว่าคำพูดไม่ใช่หรอคะ แต่เค้ากลับพูดเสมอว่าการที่ จขกท เมินเฉย หรือชินชาเพราะเสียความรู้สึกในสิ่งที่ถูกเค้ากระทำมาตลอด คือความไม่รัก ยัดเหยียดความคิดตัวเอง หาว่า จขกท ทำร้ายเค้าสารพัด ล่าสุด คือ จขกท จับได้ว่าเค้าแอบกลับไปสูบบุหรี่หลังจากสัญญาครั้งที่เท่าไหร่จำไม่ได้ว่าจะเลิก (ที่ขอให้เลิกเพราะเค้าเป็นความดันสูง หมอสั่งให้เลิกสูบ) โดย จขกท ให้เค้ากำหนดระยะเวลาเองว่าพร้อมเมื่อไหร่ ให้บอกมา และเมื่อบอกว่าจะเลิกแล้ว พอถึงกำหนดที่ตัวเองตั้งมาก็ต้องทำให้ได้ ตอนนี้จึงทำให้เสียใจจนบอกไม่ถูก เพราะ จขกท เคยลั่นว่าจาไว้ว่าถ้าจับได้ว่าโกหกอีกจะเลิก เกลียดคนโกหก เพราะเคยถูกเค้าทั้งโกหก สวมเขา และไหนจะคำโกหกทั้งเรื่องเล็กเรื่องน้อยอื่นๆอีก แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับหวิวๆ พูดไม่ถูก
เพื่อนๆคิดว่า จขกท ควรทำยังงัยดีคะ มันปวดใจบอกไม่ถูก เกือบ 10 ปีที่คบกัน มันไม่ใช่ระยะเวลาน้อยๆเลย ความห่วงใย ความผูกพันมันมากมาย แต่ความเจ็บปวด ความทุกข์ ความเสียใจ ในสิ่งที่เค้าทำกับเราก็มากมายเช่นกัน บอกตรงๆว่าแทบหมดศรัทธาในความรักครั้งไปแล้ว แต่ก็ไม่เข้มแข็งพออย่างปากตัวเองว่า 😿😿😿
ควรไปต่อ.... หรือควรจะหยุดดีคะ ขอคำแนะนำค่ะ
แฟน จขกท อายุเท่ากัน เป็นคนมนุษสัมพันธ์ดี พูดเก่ง เข้ากับคนง่าย ดูผิวเผินก็คงเป็น ผช ที่หน้าตาโอเค และดูอบอุ่น ช่วงแรกๆ รักกันใหม่ๆ อะไรมันก็สวยงามค่ะ เค้าพูดจาเพราะ เรียกเราแต่ละคำมีคะขาตลอด จขกท ยอมรับค่ะว่าข้อดีเหล่านี้ ทำให้รักเค้ามากๆ จนมองข้ามข้อเสียอื่นๆไปมากมาย เพราะคิดว่าคนเราจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เมื่อรักใครสักคนนึง เพื่อทำใก้คนที่เรารักมีความสุข
แต่.... 1 ปีก็แล้ว 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, และ 9 ปีก็แล้ว ทุกอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ชีวิตแบบแฟนของเราอยู่กันแบบที่เรียกว่า American share ค่ะ เพราะแชร์กันทุกอย่างมาโดยตลอด ส่วนตัวแล้ว จขกท คิดว่า ผญ ไม่ควรคิดหวังพึ่ง ผช อยู่ฝ่ายเดียว ไม่ควรไปอยากได้ใคร่ดีในสิ่งใดๆ ของใครที่เราไม่ได้เป็นคนหามา ดังนั้นจึงไม่เคยคิดว่าการแชร์ทุกสิ่ง (ทุกสิ่งจริงๆ) เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยโอเคนัก หลังๆเจอแบบที่ ขนาดฝากซื้อข้าวจานละ 40-50 ยังรีบทวงเลยค่ะ ทั้งๆที่ จขกท ไม่เคยเอาเปรียบเลยสักครั้ง แบบนี้จึงเริ่มคิดว่าไม่โอเคแล้วหล่ะค่ะ ว่ามั้ยละคะ
คราวนี้มาดูนิสัยตัว จขกท กันบ้างนะคะ ตัว จขกท เองเป็นคนที่ค่อนข้างระเบียบจัด ไม่ชอบเอาเปรียบใคร ไม่ชอบเบ่ง ไม่อิจฉา ไม่อยากได้ใคร่มีของคนอื่น มีตรรกะของตัวเองว่า อยากได้สิ่งใดก็ลงมือทำเองหาเอง ดังนั้นจึงเป็นคนที่กระตือรือร้นและทะเยอทะยานสูง บวกกับยึดถึงคำว่าโอกาสในชีวิตและทดแทนบุญคุณเป็นที่ตั้ง เอาตามตรงว่าชีวิตนี้ ยังไม่เคยค้นพบว่าตัวเองอยากเป็นหรืออยากจะทำอะไร เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนหยิบยื่นโอกาสมาให้ หากวิเคราะห์แล้วว่าดี ก็ไม่เคยปฏิเสธค่ะ แถมยังมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งใดที่ทำ ไม่ว่าทำให้ใคร จะด้วยหน้าที่หรือไม่ ต้องทำให้ดีที่สุด และทำด้วยความเต็มใจ แม้ว่าในบางครั้งจะมากกว่าหน้าที่ก็ตาม
คุณคิดว่า จขกท กับแฟน จขกท ต่างกันขนาดไหนคะ
คำตอบ
จขกท... หน้าที่การงานดี (เกิดจากการทำงานอย่างสุดความสามารถ ขวนขวาย กระตือรือร้น พยายามถีบตัวเองให้สูงขึ้นด้วยความสามารถ)
แฟน จขกท... ไม่กะตือรือร้น ไม่คิดขวนขวาย ไม่มีการมีงานทำก็ไม่เดือดร้อน ส่วนนึงมาจากศักยภาพในตัวของเค้า คือความสามารถที่เค้ามีไม่มากพอที่จะทำให้คนประทับใจหรืออยากจ้างงาน ทำคอมไม่ได้ พูดอังกฤษไม่เป็น และไม่คิดเรียนรู้เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น
จขกท... ไม่ชอบเอาเปรียบคนอื่น แม้จะมีหรือไม่มี ไม่เคยใช้เป็นข้ออ้างในการเอาเปรียบผู้อื่น
แฟน จขกท... ไม่เคยปฏิเสธในของฟรี ของดี ของใดๆในโลก และไม่เคยผิดที่เหมือนเราไปเอาเปรียบคนอื่น หรือรู้สึกว่าต้องควรรู้จักเสียสละบ้าง แต่กลับคิดว่าใครมีมากกว่าก็ถูกต้องแล้วที่เค้าจะทำให้เรา ก็ไม่มีจะให้ทำงัยอ่ะ
พอจะมองออกบ้างมั้ยคะว่า ชีวิตของ จขกท จะเป็นยังงัยเมื่อต้องจดทะเบียนกับเค้า เพื่อให้เค้าได้วีซ่าไปเมืองนอกกับ จขกท
ถูกต้องค่ะ จขกท ก็ต้องสตรองงัยคะ สายแข็ง ต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่เอกสาร เตรียมสัมภาษณ์ หาที่พัก หารถ แก้ไขปัญหา เอาเป็นว่าสารพัดที่ ผญ คนนึงจะทำได้ อะไรที่ไม่รู้ ก็ได้อากู๋คอยแนะนำตลอด ทั้งๆที่เราทั้งสองคนไม่รู้ไม่เป็นทั้งคู่ แต่อีกฝ่ายจบแค่นั้น ไม่เป็นก็คือไม่ทำ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ คนที่พูดได้ก็จัดการไปสิ แต่อยากได้ใคร่มี และต้องหารให้เท่าเทียมกัน ปัจจุบัน อยู่อเมริกาเข้าปีที่ 3 แล้ว แฟน จขกท ยังทำอะไรไม่เป็น พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ วันๆเอาแต่หาของ ใช้เงิน สะสมรองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า ของใช้ ของแต่งต่างๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น แต่สิ่งเดียวที่ไม่สะสมคือ... เงิน เวลาเกิดปัญหา สิ่งเดียวที่ได้ยินตลอดคือ จะทำยังงัย เครียด คิดอะไรไม่ออก ก็เลยไม่คิดมันซะเลย จบมั้ยคะ แล้วใครละคะที่ต้องทำ ก็ จขกท เองจะใครหล่ะ จริงมั้ยคะ
บ่อยครั้งที่แฟน จขกท จะเลือกเอาเปรียบคนอื่น รวมทั้งทำกับ จขกท ด้วยคำว่า ไม่มี และคำว่าไม่มีเกิดจาก ไม่มีพอที่จะใช้ร่วมกับคนอื่น แต่มีพอที่จะหาขอสะสมมาเพิ่มเติม จขกท ยอมรับนะคะว่าหลังๆ เริ่มเสียความรู้สึก ทั้งขอร้อง ทั้งพูดดี ทั้งให้กำลังใจ ขอให้เค้าพยายามทำเพื่อตัวเอง ด้วยการพัฒนาสิ่งต่างๆ เริ่มจากแค่พูดภาษาอังกฤษให้ได้ เพราะจะได้ไม่เอาเปรียบเพื่อนร่วมงานของเรา แต่จนแล้วจนเล่า ก็เหมือนเดิม อ้างสารพัดว่าไม่มีเงินมากพอที่จะเอาไปเรียน (เพราะเดี๋ยวไม่มีใช้สปอยล์ตัวเอง) ให้ฝึกจากคลิปก็บอกว่าไม่รู้เรื่อง ทั้งๆที่ไม่เคยตั้งใจทำ ดูคลิปครึ่งชั่วโมงหลับ แต่หาของในอีเบย์ได้เป็นวันๆ แล้วก็เกิดคำพูดที่ว่า ทำแล้วแต่ทำไม่ได้ หาหนังสือให้อ่าน ก็อ้างว่าอ่านไม่รู้เรื่อง ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่พยายามมากพอ จนหลังๆ จขกท ก็หงุดหงิดใส่มากขึ้น ความสวีทที่เคยมีก็เริ่มจางหายไป มีความรู้สึกผิดหวังเบื่อหน่ายเข้ามาทดแทน จนบางครั้งก็ใส่อารมณ์กับคำถามโง่ๆ ของเค้า จขกท เองก็รู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับเค้า มี่บางครั้งไปหงุดหงิดอารมณ์เสียใส่เค้ามากไป แต่สิ่งที่เค้าทำกับ จขกท ก็ทำให้ความรู้สึกดีๆ มันค่อยๆจางไป ปากบอกจะให้โอกาสอีกครั้งเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ใจอ่อน หวังเพียงแค่อยากทำให้เค้าภูมิใจในตัวเอง อยากให้พ่อแม่เค้าหมดห่วง ก็ให้โอกาส พยายามหาทุกสิ่งมาประเคนให้ เช่นที่เรียนภาษาฟรี บอกเคล็ดลับให้ช่วยพัฒนาตัวเอง แต่ขาดอย่างเดียวคือเจ้าตัวต้องลงมือทำ แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม คำสัญญาที่เคยให้เป็นแค่ลมปาก โกหกบ่อยครั้งเพียงเพื่อให้ความผิดพ้นตัวเองไป เวลาพูดอะไรกับใครก็ดูสวยงามต่างจากความเป็นจริง เอาจริงๆว่าตอนนี้ มันแน่นหน้าอก จุกที่ลิ้นปี พูดอะไรไม่ถูก บางทีมันก็แค่รู้สึกว่าน้ำตามันเอ่ออยู่ตลอดเวลา พอจะต้องทิ้งเค้าไป ก็ห่วงว่าเค้าจะเป็นยังงัยต่อ จะมีใครห่วงเค้าแบบที่เราห่วงมั้ย ถึงแม้ว่า จขกท จะชอบหงุดหงิดหรือเหวี่ยงใส่เค้าบ่อยๆก็ตาม จนบางครั้งเค้าพูดว่า เค้ากลัวจนไม่กล้าพูดอะไร เพราะกลัวพูดอะไรก็ผิด แค่ จขกท ก็หวังดี ยอมเหนื่อย และเสียสละเผื่อเค้าเสมอ การกระทำสำคัญกว่าคำพูดไม่ใช่หรอคะ แต่เค้ากลับพูดเสมอว่าการที่ จขกท เมินเฉย หรือชินชาเพราะเสียความรู้สึกในสิ่งที่ถูกเค้ากระทำมาตลอด คือความไม่รัก ยัดเหยียดความคิดตัวเอง หาว่า จขกท ทำร้ายเค้าสารพัด ล่าสุด คือ จขกท จับได้ว่าเค้าแอบกลับไปสูบบุหรี่หลังจากสัญญาครั้งที่เท่าไหร่จำไม่ได้ว่าจะเลิก (ที่ขอให้เลิกเพราะเค้าเป็นความดันสูง หมอสั่งให้เลิกสูบ) โดย จขกท ให้เค้ากำหนดระยะเวลาเองว่าพร้อมเมื่อไหร่ ให้บอกมา และเมื่อบอกว่าจะเลิกแล้ว พอถึงกำหนดที่ตัวเองตั้งมาก็ต้องทำให้ได้ ตอนนี้จึงทำให้เสียใจจนบอกไม่ถูก เพราะ จขกท เคยลั่นว่าจาไว้ว่าถ้าจับได้ว่าโกหกอีกจะเลิก เกลียดคนโกหก เพราะเคยถูกเค้าทั้งโกหก สวมเขา และไหนจะคำโกหกทั้งเรื่องเล็กเรื่องน้อยอื่นๆอีก แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับหวิวๆ พูดไม่ถูก
เพื่อนๆคิดว่า จขกท ควรทำยังงัยดีคะ มันปวดใจบอกไม่ถูก เกือบ 10 ปีที่คบกัน มันไม่ใช่ระยะเวลาน้อยๆเลย ความห่วงใย ความผูกพันมันมากมาย แต่ความเจ็บปวด ความทุกข์ ความเสียใจ ในสิ่งที่เค้าทำกับเราก็มากมายเช่นกัน บอกตรงๆว่าแทบหมดศรัทธาในความรักครั้งไปแล้ว แต่ก็ไม่เข้มแข็งพออย่างปากตัวเองว่า 😿😿😿