๕๓. นิสมฺม กรณํ เสยฺโย.
ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ ดีกว่า.
ว. ว.
“เรื่องให้เงียบอย่างนี้ ดี พูดตรง ๆ ว่าบางทีคำแห่งอรรถกถา ก็ดี ก็คมกว่า และใช้ปราบหยาบชั่ว ของชาติภาษานั้น ๆ ได้ดีกว่า, อรรถกถาจารย์ ดั่งจารเรา ให้ต้องปราบคิดชั่ว สอนละหยาบชั่ว ที่บาปตามภาษาของชาติ ให้ชาติเราดีมาก เรียกว่า ทำตามประสา แต่นั้นก็ดีมากตามประสา ที่เป็นคมใช้ได้ ที่เป็นสันก็ใช้ได้ ตามที่พระอรรถกถาจารย์ยกให้ใช้ได้ มาเป็นภาษาของคนในชาตินี้ มีด้ามมีปลอก และลวดลายจำหลัก ตามความดีของตน ที่ควรจะได้ต่อไป เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีรอยในอากาศ ไม่มีวาทลงบนผิวน้ำ ไม่มีจำหลักลายอะไร ลงที่ในหิน
คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่ใจ เป็น “กรณ” ที่ใจ ความเป็นอันทำสมควรทำ ก็จะได้ทำ ความไม่เป็นอันทำไม่สมควรทำ ก็จะไม่ทำ ที่ไม่สมควรย่อมเป็นอกรณีกิจ ในเรื่อง กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ย่อมไม่เป็นอันทำเอง ที่ใจ,
เมื่ออุปสมบท เรียนทั่ว เริ่มต้น ก็ต้องเรียนอย่างนี้ คือให้เรียนเรื่อง กรณี และอกรณี แม้ที่ใจ, ทุจริตที่เกิดที่ใจนั้น จงเลิกกระทำ จงเลิกใกล้ เลิกหวัง ห่างสิ้น ให้พ้นเสียจากทุจริตเช่นนั้น เมื่อได้เข้ามาบวชแล้ว ได้มุ่งแต่กรณีอันเป็นกิจควรทำ ตามอาณัติสัญญาแห่งสมณะ จะพึงหมาย, ตามแต่ความเป็นบรรพชิต ที่มีจิตใจพร้อมยอมตน ยินดีกระทำประพฤติไปในคำสอนของพระพุทธเจ้า และฎีกาแห่งความสิ้นทุกข์, เพื่อให้ใจเข้มแข็งจะต้องรู้อะไรบ้าง เพื่อให้พ้นว้าเหว่จะต้องมีหลักใจอย่างไรบ้าง เพื่อความสำราญดีของความเป็นอยู่ทางใจ จะต้องเอื้อเฟื้อต่อธรรมวินัยอย่างไรบ้าง จงเร่งกรณียกิจ อย่างนั้น ดังที่รู้กันแล้วว่า ไม่ผิด
ไม่ผิดเลยความดี ที่เป็นสัน เป็นคม มีด้าม มีปลอก พร้อมลายจำหลัก เปรียบเข้ามา ว่าเราบวชแล้วเอื้อเฟื้อต่อธรรม มีวินัยทางใจแล้ว ประกอบประพฤติทุกสิ่ง ไม่เบียดเบียน, สังวรระวัง อยู่ในความมักน้อยสันโดษ, ประกอบธรรมแต่อันเป็นเครื่องตื่นอยู่ในความประพฤติดั่งนี้ ตราบไปจนกว่าจะลาสิกขาพ้นแล้ว หรือจนกว่าจะพ้นจากอาวาสนี้ ด้วยกิจธุระสำคัญจำเป็น ในภายภาคหน้า”
เวยฺยาวจฺจกร [ไวยาวัจกร, ไวยาจักร*]
ป. ผู้ทำการขวนขวายช่วยเหลือ (ราชบัณฑิต ว่า คือคฤหัสถ์ผู้มีหน้าที่แจกนิตยภัตและดูแลทรัพย์สินของวัด)
*หมายเหตุ คำว่า “ไวยาจักร” ก็อาจได้ยิน ครูบา พระสงฆ์ คนวัด พูดกันอยู่บ้าง ดั่งนั้น ไม่ได้เรียกว่า ไวยาวัจกร (ไว-ยา-วัด-จะ-กอน) จำพวกที่ตั้งไว้ในฐานไวยาวัจกร แต่ก็คือไวยาจักรนั่นเอง แลดูคำอธิบายประการที่ปรากฏแก่ศัพท์ ว่า ไวยาจักร (ไว-ยา-จัก) นั้น พบว่ามีอยู่ในพระไตรปิฎก ฉบับ ๙๑ เล่ม ประมาณ ๒๗ แห่ง ซึ่งข้าพเจ้าเห็นตามด้วย แก่คำศัพท์คำนี้ ที่ไม่ปรากฏในทางการ แต่ก็ให้เห็นว่า คนวัด หรือครูบา ที่ใช้คำนี้อยู่ ก็อาจมีได้ทั่วไป แล้วถ้าจะให้ได้ความหมายนั้น เวลาจะพูดกล่าวบอกเล่าความกันแบบเต็มเรื่อง ก็ให้ความหมายดี เช่นยกประโยคว่า “นี้ ไวยาจักร ผู้จะเป็นไวยาวัจกร ณ ที่....... นั้น” ดั่งนี้ ก็ไพเราะดี ฟังแต่ว่า! คำว่า ไวยาจักร ทางการไม่ใช้! และปรากฏในพจนานุกรมราชบัณฑิตของเรานั้น ก็ยังไม่มี
ตามความดีของตน ที่ควรจะได้ต่อไป
ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ ดีกว่า.
ว. ว.
“เรื่องให้เงียบอย่างนี้ ดี พูดตรง ๆ ว่าบางทีคำแห่งอรรถกถา ก็ดี ก็คมกว่า และใช้ปราบหยาบชั่ว ของชาติภาษานั้น ๆ ได้ดีกว่า, อรรถกถาจารย์ ดั่งจารเรา ให้ต้องปราบคิดชั่ว สอนละหยาบชั่ว ที่บาปตามภาษาของชาติ ให้ชาติเราดีมาก เรียกว่า ทำตามประสา แต่นั้นก็ดีมากตามประสา ที่เป็นคมใช้ได้ ที่เป็นสันก็ใช้ได้ ตามที่พระอรรถกถาจารย์ยกให้ใช้ได้ มาเป็นภาษาของคนในชาตินี้ มีด้ามมีปลอก และลวดลายจำหลัก ตามความดีของตน ที่ควรจะได้ต่อไป เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีรอยในอากาศ ไม่มีวาทลงบนผิวน้ำ ไม่มีจำหลักลายอะไร ลงที่ในหิน
คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่ใจ เป็น “กรณ” ที่ใจ ความเป็นอันทำสมควรทำ ก็จะได้ทำ ความไม่เป็นอันทำไม่สมควรทำ ก็จะไม่ทำ ที่ไม่สมควรย่อมเป็นอกรณีกิจ ในเรื่อง กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ย่อมไม่เป็นอันทำเอง ที่ใจ,
เมื่ออุปสมบท เรียนทั่ว เริ่มต้น ก็ต้องเรียนอย่างนี้ คือให้เรียนเรื่อง กรณี และอกรณี แม้ที่ใจ, ทุจริตที่เกิดที่ใจนั้น จงเลิกกระทำ จงเลิกใกล้ เลิกหวัง ห่างสิ้น ให้พ้นเสียจากทุจริตเช่นนั้น เมื่อได้เข้ามาบวชแล้ว ได้มุ่งแต่กรณีอันเป็นกิจควรทำ ตามอาณัติสัญญาแห่งสมณะ จะพึงหมาย, ตามแต่ความเป็นบรรพชิต ที่มีจิตใจพร้อมยอมตน ยินดีกระทำประพฤติไปในคำสอนของพระพุทธเจ้า และฎีกาแห่งความสิ้นทุกข์, เพื่อให้ใจเข้มแข็งจะต้องรู้อะไรบ้าง เพื่อให้พ้นว้าเหว่จะต้องมีหลักใจอย่างไรบ้าง เพื่อความสำราญดีของความเป็นอยู่ทางใจ จะต้องเอื้อเฟื้อต่อธรรมวินัยอย่างไรบ้าง จงเร่งกรณียกิจ อย่างนั้น ดังที่รู้กันแล้วว่า ไม่ผิด
ไม่ผิดเลยความดี ที่เป็นสัน เป็นคม มีด้าม มีปลอก พร้อมลายจำหลัก เปรียบเข้ามา ว่าเราบวชแล้วเอื้อเฟื้อต่อธรรม มีวินัยทางใจแล้ว ประกอบประพฤติทุกสิ่ง ไม่เบียดเบียน, สังวรระวัง อยู่ในความมักน้อยสันโดษ, ประกอบธรรมแต่อันเป็นเครื่องตื่นอยู่ในความประพฤติดั่งนี้ ตราบไปจนกว่าจะลาสิกขาพ้นแล้ว หรือจนกว่าจะพ้นจากอาวาสนี้ ด้วยกิจธุระสำคัญจำเป็น ในภายภาคหน้า”
เวยฺยาวจฺจกร [ไวยาวัจกร, ไวยาจักร*]
ป. ผู้ทำการขวนขวายช่วยเหลือ (ราชบัณฑิต ว่า คือคฤหัสถ์ผู้มีหน้าที่แจกนิตยภัตและดูแลทรัพย์สินของวัด)
*หมายเหตุ คำว่า “ไวยาจักร” ก็อาจได้ยิน ครูบา พระสงฆ์ คนวัด พูดกันอยู่บ้าง ดั่งนั้น ไม่ได้เรียกว่า ไวยาวัจกร (ไว-ยา-วัด-จะ-กอน) จำพวกที่ตั้งไว้ในฐานไวยาวัจกร แต่ก็คือไวยาจักรนั่นเอง แลดูคำอธิบายประการที่ปรากฏแก่ศัพท์ ว่า ไวยาจักร (ไว-ยา-จัก) นั้น พบว่ามีอยู่ในพระไตรปิฎก ฉบับ ๙๑ เล่ม ประมาณ ๒๗ แห่ง ซึ่งข้าพเจ้าเห็นตามด้วย แก่คำศัพท์คำนี้ ที่ไม่ปรากฏในทางการ แต่ก็ให้เห็นว่า คนวัด หรือครูบา ที่ใช้คำนี้อยู่ ก็อาจมีได้ทั่วไป แล้วถ้าจะให้ได้ความหมายนั้น เวลาจะพูดกล่าวบอกเล่าความกันแบบเต็มเรื่อง ก็ให้ความหมายดี เช่นยกประโยคว่า “นี้ ไวยาจักร ผู้จะเป็นไวยาวัจกร ณ ที่....... นั้น” ดั่งนี้ ก็ไพเราะดี ฟังแต่ว่า! คำว่า ไวยาจักร ทางการไม่ใช้! และปรากฏในพจนานุกรมราชบัณฑิตของเรานั้น ก็ยังไม่มี