คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 2
ในช่วงแรก ในช่วงที่พระศาสดายังมีชีวิตอยู่
น่าสังเกตว่าพระองค์ไม่ได้สั่งให้จดบันทึกเป็นอักษร
แต่พระองค์ทรงเน้นเสมอให้สาวกทรงจำไว้ ดังปรากฏในพระสูตรต่างๆ
และพระสาวกก็ใช้สำนวนว่า มาขอฟังธรรมหรือมาถามปัญญากับพระศาสดา
เพื่อจะได้ทรงจำไว้ ไม่เคยมีว่าเพื่อที่จะจดบันทึกไว้
พระสมัยนั้นสุดยอดจริงๆ จำแบบคำต่อคำไปเลย
อยากมีความจำแบบนั้นบ้าง คงก้าวหน้ามากกว่านี้
ถ้าเราเชื่อมั่นในพระปัญญาของพระองค์
มันต้องมีเหตุผล เพราะสมัยนั้นน่าจะมีอักษรใช้กันแล้ว
สาวกของพระองค์ที่ทรงปัญญา และมีการศึกษาทางโลกสูงก็มีมากมาย
การทรงจำของสาวกยุคนั้นสุดยอดมากๆ
เมื่อการทรงจำสุดยอดอย่างนั้น ย่อมดีกว่าการจดบันทึกแน่นอน
เพราะอะไรที่อยู่ในหัว ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจ
และการบอกต่อ พูดออกมาได้ตลอดเวลา ไม่ต้องมาพะวงเปิดตำราเหมือนพวกเราที่จำไม่ได้
แถมไม่ต้องแบกเครื่องเขียนตำรา มีบาตรและจีวร ก็ออกเดินทางไปสั่งสอนบอกต่อกันได้
ไม่ต้องง้อปากกาดินสอสมุด สุดยอดจริงๆ
แต่พวกเราส่วนมากสมัยนี้ตั้งใจท่องแทบตาย ยังไม่ค่อยจำ
บางคนอาจสงสัยในวิธีการสอนหรือการสนทนาของพระศาสดาที่แตกต่างจากคนทั่วไป ตรงที่มีการทวนประโยคปิดท้าย ซึ่งถ้าคนไม่รีบร้อนไปข้างหน้า ก็จะไม่รู้สึกว่าแปลกอะไร เทียบเช่น เวลาคนเถียงกันอภิปรายกันบางที่ยังทวนคำพูดฝ่ายตรงข้ามจริงไหม เพื่อย้ำว่าคุณพูดอย่างนี้น่ะ หรือทวนคำพูดตัวเองนั้นล่ะว่าตนพูดอย่างนี้ อย่าบิดว่าพูดไปอย่างหนึ่ง
เวลาตั้งนโมก็สามจบ ทำไมต้องสามจบ
ถ้าใครอยู่ในแวดวงการศึกษา หรือวิทยากร ก็จะทราบว่า การที่จะทำให้คนจำสิ่งที่พูดได้จะต้องพูดย้ำอย่างน้อย3ครั้ง ไปดูพวกติวเตอร์เก่งๆ จุดสำคัญเขาจะพูดทวนคำอย่างน้อย2-3รอบ
แต่นี่พระศาสาดาท่านแสดงธรรมขั้นสุดยอด ต้องลงทุนบำเพ็ญบารมีมานับไม่ไหว เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าและแสดงธรรม การทวนคำพูดเพื่ิอความสมบูรณ์ ความเข้าใจทางตรรกะและใช้เทียบเคียงความแม่นยำในการฟัง ในการจำ ในการทบทวนสอบทาน นั้น ไม่แปลกอะไรเลย
ในพระสูตรที่ธรรมะยากๆ เวลาเราอ่านตั้งหลายรอบยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด แต่การอ่านเราหยุดคิดได้ วนไปต้น แล้วไปท้าย ย้อนมากลางได้ แต่นึกถึงการฟัง ฟังรอบเดียวกรอกลับไม่ได้ วิธีตรัสแบบนี้พระองค์พิจารณาแล้วว่าเหมาะสม
ได้ยินว่ามีพระหรือเณร ในพม่าบางรูป สามารถท่องจำพระไตรปิฏกได้หมด น่าทึ่งจริงๆ
น่าสังเกตว่าพระองค์ไม่ได้สั่งให้จดบันทึกเป็นอักษร
แต่พระองค์ทรงเน้นเสมอให้สาวกทรงจำไว้ ดังปรากฏในพระสูตรต่างๆ
และพระสาวกก็ใช้สำนวนว่า มาขอฟังธรรมหรือมาถามปัญญากับพระศาสดา
เพื่อจะได้ทรงจำไว้ ไม่เคยมีว่าเพื่อที่จะจดบันทึกไว้
พระสมัยนั้นสุดยอดจริงๆ จำแบบคำต่อคำไปเลย
อยากมีความจำแบบนั้นบ้าง คงก้าวหน้ามากกว่านี้
ถ้าเราเชื่อมั่นในพระปัญญาของพระองค์
มันต้องมีเหตุผล เพราะสมัยนั้นน่าจะมีอักษรใช้กันแล้ว
สาวกของพระองค์ที่ทรงปัญญา และมีการศึกษาทางโลกสูงก็มีมากมาย
การทรงจำของสาวกยุคนั้นสุดยอดมากๆ
เมื่อการทรงจำสุดยอดอย่างนั้น ย่อมดีกว่าการจดบันทึกแน่นอน
เพราะอะไรที่อยู่ในหัว ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจ
และการบอกต่อ พูดออกมาได้ตลอดเวลา ไม่ต้องมาพะวงเปิดตำราเหมือนพวกเราที่จำไม่ได้
แถมไม่ต้องแบกเครื่องเขียนตำรา มีบาตรและจีวร ก็ออกเดินทางไปสั่งสอนบอกต่อกันได้
ไม่ต้องง้อปากกาดินสอสมุด สุดยอดจริงๆ
แต่พวกเราส่วนมากสมัยนี้ตั้งใจท่องแทบตาย ยังไม่ค่อยจำ
บางคนอาจสงสัยในวิธีการสอนหรือการสนทนาของพระศาสดาที่แตกต่างจากคนทั่วไป ตรงที่มีการทวนประโยคปิดท้าย ซึ่งถ้าคนไม่รีบร้อนไปข้างหน้า ก็จะไม่รู้สึกว่าแปลกอะไร เทียบเช่น เวลาคนเถียงกันอภิปรายกันบางที่ยังทวนคำพูดฝ่ายตรงข้ามจริงไหม เพื่อย้ำว่าคุณพูดอย่างนี้น่ะ หรือทวนคำพูดตัวเองนั้นล่ะว่าตนพูดอย่างนี้ อย่าบิดว่าพูดไปอย่างหนึ่ง
เวลาตั้งนโมก็สามจบ ทำไมต้องสามจบ
ถ้าใครอยู่ในแวดวงการศึกษา หรือวิทยากร ก็จะทราบว่า การที่จะทำให้คนจำสิ่งที่พูดได้จะต้องพูดย้ำอย่างน้อย3ครั้ง ไปดูพวกติวเตอร์เก่งๆ จุดสำคัญเขาจะพูดทวนคำอย่างน้อย2-3รอบ
แต่นี่พระศาสาดาท่านแสดงธรรมขั้นสุดยอด ต้องลงทุนบำเพ็ญบารมีมานับไม่ไหว เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าและแสดงธรรม การทวนคำพูดเพื่ิอความสมบูรณ์ ความเข้าใจทางตรรกะและใช้เทียบเคียงความแม่นยำในการฟัง ในการจำ ในการทบทวนสอบทาน นั้น ไม่แปลกอะไรเลย
ในพระสูตรที่ธรรมะยากๆ เวลาเราอ่านตั้งหลายรอบยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด แต่การอ่านเราหยุดคิดได้ วนไปต้น แล้วไปท้าย ย้อนมากลางได้ แต่นึกถึงการฟัง ฟังรอบเดียวกรอกลับไม่ได้ วิธีตรัสแบบนี้พระองค์พิจารณาแล้วว่าเหมาะสม
ได้ยินว่ามีพระหรือเณร ในพม่าบางรูป สามารถท่องจำพระไตรปิฏกได้หมด น่าทึ่งจริงๆ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ความแบ่งแยกระหว่างพุทธวจนะกับอรรถกถาบังเกิดขึ้นได้อย่างไร?
และการแบ่งแยกนี้ยังแบ่งแยกไปถึงพุทธวจนะกับเซนอีกด้วย..