ผมเพิ่งกลับจากส่งแม่ไปทำงานสดๆ ร้อนๆ (แม่ 64 ยังทำงานที่ บ.อยู่) ขณะขับรถไปส่ง
ก็ได้ฟังคลื่นประจำไปด้วย พิธิกรชื่อย่อๆ คุณ...กา
ที่ต้องเขียนเพราะจะได้เห็นภาพว่าทำอะไร และมีอะไรมากระทบในใจ (inspired) แล้วถึงคิด
เพราะปกติไม่ได้หมกมุ่นเรื่องการเมือง
เนื้อเรื่องการเมืองปัจจุบันคือนายกไปที่อังกฤษเพื่อคุยกับผู้นำชาติยุโรป...
ผมตอนนี้อายุ 39 รายการทีวีที่ชอบไม่มี ชอบฟังรายการวิทยุ อ.วีระ (แต่ไม่เคยโทร)
หลังจากที่มีอะไรแว่บเข้ามาแล้วผมคิดว่ามันดูเวิร์คเลยอยากจะมาแชร์ดู
ถ้ามันดีก็ถือว่าดีที่ได้แชร์ๆ กัน
นโยบายที่ผ่านมาทั้งหมดของทุกรัฐบาล ผมรู้สึกเหมือนงานของเด็กนักเรียนนักศึกษา
ที่พยายามเอาอะไรมา present ให้ครูอาจารย์ดู ซึ่งมันเป็นอะไรที่ฉาบฉวย ไม่มีอะไรที่
พลิกโลกขนาดนั้น เพราะมันเป็นแค่ระดับนักเรียน นี่คือความรู้สึกของผม เพราะนโยบายของรัฐ
ที่พรรคต่างๆ เอามา present จะเป็นการจับอะไรบางอย่างที่เป็น issue มาทำ หรือ พยายามมาแก้
อะไรบางอย่าง และแค่นั้น ซึ่งไม่มีอะไรที่เป็นองค์รวม ต่อยอด หรือพัฒนาต่อไปจนถึงจุดสูงสุดได้เลย
บอกตามตรงว่า ถ้ายังคิดได้เท่านี้อยู่ ประเทศไทยคือไม่มีหวัง เพราะกี่ปีผ่านไปก็ได้เท่านี้
ยกตัวอย่างเช่น การเข้ามาแก้ไขเศรษฐกิจ แล้วคิดนโยบายที่ในที่สุดก็ประหารตัวเอง
การพยายามหานั่นหานี่มาทำให้เศรษฐกิจพัฒนา ถามจริงๆ ว่า มันมีอะไรที่ยั่งยืน
เหมือนลูบหน้าปะจมูกไปวันๆ ส่วนการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตภาคเกษตร แก้ปัญหา
น้ำท่วม ฝนแล้ง สิ่งต่างๆ ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่านโยบายอยู่ดี
นโยบายของประเทศที่ทำให้ประเทศยั่งยืนปัจจุบันจริงๆ ยังไม่มีเลย
เพราะเมื่อมีปัญหาอะไรเข้ามา ก็มักจะทำให้ผู้นำประเทศสับสนในตัวเองตลอด
เช่นเรื่องจะต้านทหาร หรือจะต้านคนอยู่เมืองนอก แก้รัฐธรรมนูญกันเข้าไป
แก้ระบบการศึกษากันเข้าไป แต่มันก็ไม่เคยถูกสักที
สิ่งที่ผมว่าประเทศไทยควรจะตั้งเป็น road map หลักๆ ควรจะเป็นอะไรที่
อมตะ และอยู่อย่างงั้นได้ตลอดไป หรือเปลี่ยนแปลงนิดๆ หน่อยๆ แต่เป็นอะไร
ที่มองเห็นภาพได้ว่า มันจะอยู่ด้วยตัวของมันเองไปได้ ในระบอบประชาธิปไตย
ไม่ต้องขนาดต้องมีท่านผู้นำปกครองไปเรื่อยๆ แบบระบอบของจีน นโยบายดังกล่าว
ก็สามารถอยู่ผ่านรัฐบาลทุกรัฐบาลได้
1) เป้าหมายของประเทศในการทำให้คนในชาติมีความรู้ความฉลาดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก
- ประโยคนี้ มันไม่ใช่แค่การปฎิรูปการศึกษาแล้ว มันเป็นประโยคที่เกี่ยวกับนโยบายทุกอย่าง
การตัดสินใจทุกอย่างของผู้นำประเทศ ที่จะต้องส่งเสริมด้านความเก่งของมนุษย์ เน้นทรัพยากรมนุษย์
เป็นสำคัญ ทุ่มงบประมาณส่วนใหญ่ในการพัฒนามนุษย์ ลดงบด้านทหาร ด้านอัดฉีดเศรษฐกิจที่ไม่จำเป็นลง
เป็นเป้าหมายที่ 1 ที่ในที่สุด จะช่วยขับดันภาคเศรษฐกิจ ความสะอาดไม่มี corruption อะไรของมันได้เอง
คำว่าอันดับที่ 1 อาจจะไม่ใช่ว่าต้องได้ที่ 1 จริงๆ แต่เป็นประโยคที่เน้นหนักตั้งมั่น เพื่อให้ในที่สุดอาจจะไม่
แพ้ใคร หรือเป็นอันดับต้นๆ ได้ก็เป็นได้
2) เป้าหมายของประเทศในการทำให้คนในชาติทุกคนใช้ภาษาอังกฤษ 100%
-ประโยคนี้ เป็นการเน้นที่ความตั้งใจอย่างหนักแน่นแต่การทำจริงมันคงไม่ได้ 100 เพราะทุกอย่างมันไม่
มีอะไรที่เรียกว่าทำได้ 100% แต่ความหมายของมันคือ ยังไงๆ ก็ต้องเปลี่ยนประเทศให้เป็นประเทศใช้
ภาษาอังกฤษให้ได้ การทุ่มงบประมาณตรงนี้ การ upgrade ครู เอกสาร วิชาการต่างๆ สื่อต่างๆ ในทีวี
ต้องหันมาเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลักเพื่อให้ประเทศ ใช้ภาษาอังกฤษได้พอๆ กับภาษาไทย ซึ่งเป็นสิ่ง
สำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนมุมมองของคน การทำให้คนหันมาใช้ภาษาอังกฤษ เท่ากับทำให้คนสามารถ
รับมุมมอง หาข้อมูลข่าวสารได้จากทั่วโลกผ่านเน็ต เป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับนโยบายที่ 1 คือการทำให้
คนในประเทศเก่งฉลาดเป็นอันดับที่ 1
3) เป้าหมายของประเทศไม่ทำนโยบาย หรือออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจใดๆ ที่มีช่องโหว่ของการทุจจริต
หากมีการทักท่วงสามารถ cancel ได้ทันทีตั้งแต่ stage แรกๆ ภาคเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ดี ต้องการให้รัฐไม่มา
แทรกแซกหรือยุ่งเกี่ยวอะไรมากอยู่แล้ว เขาสามารถปรับของเขาเองได้ เพียงแต่นโยบายต้องเป็นอะไรที่นิ่งเสมอ
ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้ยินบริษัทต่างๆ พูดมาตลอด เพราะฉะนั้น พวกเขาดูแลตัวเองได้
4) เป้าหมายของประเทศในการพัฒนาให้ท้ายที่สุดกลายเป็นรัฐสวัสดิการ
-ถามจริงๆ ว่า เป็นรัฐสวัสดิการไม่ดียังไง แล้วทำไมประเทศพัฒนาแล้วที่เจริญมากๆ ถึงเป็นรัฐสวัสดิการได้
ดังนั้นเป้าหมายสุดท้าย ควรจะเป็นเช่นนั้นให้ได้ แต่กว่าจะเป็นแบบนั้นได้ ประเทศต้องค่อยๆ คืบไปข้างหน้า
ในการทำนโยบายที่ 1 และ ที่ 2 ให้สำเร็จ และไม่ทำสิ่งที่นโยบายที่ 3 ห้ามไว้ จนสะดุดขาตัวเอง เมื่อรัฐก้าวไป
ข้างหน้าได้เรื่อยๆ และประชาชนสามารถ upgrade ขึ้นมาได้จนขีดสุด จนคำว่า "ชาวบ้าน" หายไปจากข่าวได้ซะที
แล้วใช้คำว่า "พลเมือง" หรือคำอื่นๆ ประเทศพัฒนาแล้วเขาใช้กัน (ชาวบ้าน ฟังเหมือน peasant ชาวนา ชาวไร่ ชนบท)
และเชื่อว่า ข้อ 1 ถึง 3 ทำได้หมด สุดท้าย corruption จะหายไปเอง หรือการซื้อเสียงก็จะหายไปด้วย เศรษฐกิจ
ก็จะดีขึ้นและมั่นคงเพราะคนนั้นฉลาด ดังนั้น การทำรัฐให้เป็นรัฐสวิสดิการเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ตอนนี้เราเป็น
รัฐที่มีหลักประกันสุขภาพที่แข็งแกร่งได้ ขนาดเรายังเป็นแค่ประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นเป้าหมายนี้ไม่น่ายากจริงๆ
และนโยบายที่ 4 นี้ยังเป็นนโยบายให้นโยบายที่ 1 และ 2 เป็นอะไรที่ดูยั่งยืนอีกด้วย
5) นโยบายของประเทศในการแก้ไขปัญหารถติด ก็คือการขยายตัวเมืองออกไป จงออกไปทำงานไกลๆ หน่อย (ซะ)
- นโยบายนี้ก็เป็นนโยบายสำคัญในการมุ่งเน้นการขยายเมืองออกไป ให้คนต้องไปทำงานข้างนอกมากขึ้น
ยิ่งขยายออกก็จะยิ่งส่งผลดี
1) ประหยัดเวลาเดินทางถ้ารถไม่ดี ปริมาณงานทำได้มากขึ้น ก็ช่วยด้านเศรษฐกิจ
2) ขยายเมืองออกไป คนรอบนอกก็จะได้มีความเจริญขึ้น มีอาชีพ มีการกระจายรายได้มากขึ้น
ควรวางแผนเรื่องนี้เป็นสำคัญในการหาแผนการต่างๆ ที่จะบังคับ (หรือจะขู่เข็ญ อิอิ) ให้บริษัทต่างๆ ที่เริ่มใหญ่
หรือต้องการ manpower เพิ่ม ยังไงๆ ก็ต้อง move ย้ายออกไปอยู่ชานเมืองมากขึ้นๆ จะใช้ภาษี จะใช้ค่าปรับ
หรืออะไรก็แล้วแต่ การเน้นให้มีการจุกตัวอยู่ข้างในเหมือนการสนับสนุนพวกกลุ่มทุนยังไงไม่รู้ เพราะมันสบายกับ
กลุ่มทุนมากกว่าถ้าจะทำให้เมืองกระจุกตัวอยู่จุดเดียว โดยเฉพาะกลุ่มทุนห้างต่างๆ ด้วย
เนื่องจากผมต้องรีบไปส่งลูกแล้ว แล้ววันนี้ครูก็ให้ส่งเร็วเป็นพิเศษด้วย เพราะชั่วโมงแรกของลูกสาวคนเล็ก
คือว่ายน้ำ ตอนนี้ผมเริ่มคิดอะไรไม่ออกแล้วเพราะต้องเร่งไปจัดเตรียมของ แต่คิดว่าน่าจะมีทั้งหมด 5 ข้อนี้
และไม่แน่อาจจะมีภาค 2 ในการเพิ่มข้อนโยบายถ้าเกิดมีอันที่ลืม หรือไม่ก็ขยายความทุกนโยบาย แต่โดยสรุปคือ
นโยบายหลักเหล่านี้ จะเกื้อหนุนกันเอง และนโยบายย่อยๆ อื่นๆ ถ้าต้องตามกรอบของ road map นี้ ก็จะทำให้
การตัดสินใจไม่สับสนมากว่าควรจะทำอะไรยังไง เพราะถ้ามีตัวเป้าหลักแบบนี้ นโยบายอย่างการยอมรับขยะสารพิษ
เข้ามา recycle ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สมองของคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของสารพิษ
ถูกทำลาย ถูกทำให้เสื่อมถอยเป็นต้น และนโยบายอื่นๆ เกี่ยวกับธรรมชาติ รักษาน้ำ รักษาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็จะตาม
มาเอง เพราะเป็นการเกื้อหนุน สภาพเหมาะสมที่จะทำให้สมองของมนุษย์ดีขึ้น ฉลาดขึ้น ไวขึ้น และอย่ากังวลหรือ
สับสนกับวลีที่ว่า จงเป็นคนดีไม่ใช่เป็นคนเก่ง เพราะมันเป็นคนล่ะเรื่องกัน อย่าเอามารวมเป็นเรื่องเดียวกัน ในความเป็นจริง
คนที่ฉลาดจริงๆ เช่นพระพุทธเจ้า ท่านก็จะไม่ทำอะไรที่เป็นกรรม ที่เป็นสิ่งไม่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นคนที่ทำผิด ที่ว่ากันว่าเขาเก่ง
นั้น ต้องพูดใหม่ว่า ไม่ได้เก่งจริงต่างหากถึงจะถูก เพราะคนที่ฉลาด จะไม่สนใจการ corruption และหาวิธีป้องกัน corruption
ได้อยู่หมัด ในขณะที่คนดีเพียงอย่างเดียวนั้น สามารถถูกการครอบงำให้ทำให้สิ่งที่ไม่ดีได้ (mastermine) ดังนั้นสิ่งสำคัญ
คือการเน้นคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ และแน่นอน การเน้นคุณธรรมควบคู่ไปด้วย แต่อย่าให้วลีบางวลีทำให้คนสับสน
และเข้าใจผิดไป ในเบื้องต้น เพียง 3 นโยบายแรก เรียกได้ว่าใช้ค่าใช้จ่ายไม่น่าจะมโหฬารใดๆเลย ถ้าเราพัฒนาแบบ
เจียมเนื้อเจียมตัว จัดงบให้เหมาะสมว่าจะพัฒนาอะไรกันแน่ เราก็สามารถก้าวไปสู่อนาคตที่สดใสได้ไม่ยาก
ผมไม่ได้พูดว่าเราจะไปเป็นประเทศพัฒนา หรือเจริญทางเศรษฐกิจอะไร เพราะตัวเลขดังกล่าวเอาอะไรมาวัด ว่าคนจะมีความสุข
ดีหรือไม่ แต่ผมมั่นใจว่า ถ้าคนมีคุณภาพดี และมีสวัสดิการที่ดีในท้ายที่สุดในการอุดหนุนซึ่งกันและกัน ประเทศเรา
เจริญวัฒนาได้ไม่ยากเย็นแสนเข็ญเลย เพียงแต่ ที่ผ่านมา และอาจจะที่กำลังจะเข้ามา ดูเราคิดกันแบบสับสนอลม่านไปหมด
ไม่ได้มีหลักหรือหมุดยึดใดๆ และนโยบายที่ทำๆ กัน ก็ยิบย่อย เป็นตัวเล็กๆ ทั้งนั้น (แต่ใช้เงินสูง) แล้วก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
ต้องรีบไปแล้วครับ ถ้าแฟนรู้ว่ามาพิมพ์ๆ นี่ โดนฆ่าแน่
ฟังวิทยุแล้วเกิดไอเดียปิ๊ง รัฐบาลไทยควรมีเป้าหมายนโยบายอย่างไร
ก็ได้ฟังคลื่นประจำไปด้วย พิธิกรชื่อย่อๆ คุณ...กา
ที่ต้องเขียนเพราะจะได้เห็นภาพว่าทำอะไร และมีอะไรมากระทบในใจ (inspired) แล้วถึงคิด
เพราะปกติไม่ได้หมกมุ่นเรื่องการเมือง
เนื้อเรื่องการเมืองปัจจุบันคือนายกไปที่อังกฤษเพื่อคุยกับผู้นำชาติยุโรป...
ผมตอนนี้อายุ 39 รายการทีวีที่ชอบไม่มี ชอบฟังรายการวิทยุ อ.วีระ (แต่ไม่เคยโทร)
หลังจากที่มีอะไรแว่บเข้ามาแล้วผมคิดว่ามันดูเวิร์คเลยอยากจะมาแชร์ดู
ถ้ามันดีก็ถือว่าดีที่ได้แชร์ๆ กัน
นโยบายที่ผ่านมาทั้งหมดของทุกรัฐบาล ผมรู้สึกเหมือนงานของเด็กนักเรียนนักศึกษา
ที่พยายามเอาอะไรมา present ให้ครูอาจารย์ดู ซึ่งมันเป็นอะไรที่ฉาบฉวย ไม่มีอะไรที่
พลิกโลกขนาดนั้น เพราะมันเป็นแค่ระดับนักเรียน นี่คือความรู้สึกของผม เพราะนโยบายของรัฐ
ที่พรรคต่างๆ เอามา present จะเป็นการจับอะไรบางอย่างที่เป็น issue มาทำ หรือ พยายามมาแก้
อะไรบางอย่าง และแค่นั้น ซึ่งไม่มีอะไรที่เป็นองค์รวม ต่อยอด หรือพัฒนาต่อไปจนถึงจุดสูงสุดได้เลย
บอกตามตรงว่า ถ้ายังคิดได้เท่านี้อยู่ ประเทศไทยคือไม่มีหวัง เพราะกี่ปีผ่านไปก็ได้เท่านี้
ยกตัวอย่างเช่น การเข้ามาแก้ไขเศรษฐกิจ แล้วคิดนโยบายที่ในที่สุดก็ประหารตัวเอง
การพยายามหานั่นหานี่มาทำให้เศรษฐกิจพัฒนา ถามจริงๆ ว่า มันมีอะไรที่ยั่งยืน
เหมือนลูบหน้าปะจมูกไปวันๆ ส่วนการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตภาคเกษตร แก้ปัญหา
น้ำท่วม ฝนแล้ง สิ่งต่างๆ ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่านโยบายอยู่ดี
นโยบายของประเทศที่ทำให้ประเทศยั่งยืนปัจจุบันจริงๆ ยังไม่มีเลย
เพราะเมื่อมีปัญหาอะไรเข้ามา ก็มักจะทำให้ผู้นำประเทศสับสนในตัวเองตลอด
เช่นเรื่องจะต้านทหาร หรือจะต้านคนอยู่เมืองนอก แก้รัฐธรรมนูญกันเข้าไป
แก้ระบบการศึกษากันเข้าไป แต่มันก็ไม่เคยถูกสักที
สิ่งที่ผมว่าประเทศไทยควรจะตั้งเป็น road map หลักๆ ควรจะเป็นอะไรที่
อมตะ และอยู่อย่างงั้นได้ตลอดไป หรือเปลี่ยนแปลงนิดๆ หน่อยๆ แต่เป็นอะไร
ที่มองเห็นภาพได้ว่า มันจะอยู่ด้วยตัวของมันเองไปได้ ในระบอบประชาธิปไตย
ไม่ต้องขนาดต้องมีท่านผู้นำปกครองไปเรื่อยๆ แบบระบอบของจีน นโยบายดังกล่าว
ก็สามารถอยู่ผ่านรัฐบาลทุกรัฐบาลได้
1) เป้าหมายของประเทศในการทำให้คนในชาติมีความรู้ความฉลาดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก
- ประโยคนี้ มันไม่ใช่แค่การปฎิรูปการศึกษาแล้ว มันเป็นประโยคที่เกี่ยวกับนโยบายทุกอย่าง
การตัดสินใจทุกอย่างของผู้นำประเทศ ที่จะต้องส่งเสริมด้านความเก่งของมนุษย์ เน้นทรัพยากรมนุษย์
เป็นสำคัญ ทุ่มงบประมาณส่วนใหญ่ในการพัฒนามนุษย์ ลดงบด้านทหาร ด้านอัดฉีดเศรษฐกิจที่ไม่จำเป็นลง
เป็นเป้าหมายที่ 1 ที่ในที่สุด จะช่วยขับดันภาคเศรษฐกิจ ความสะอาดไม่มี corruption อะไรของมันได้เอง
คำว่าอันดับที่ 1 อาจจะไม่ใช่ว่าต้องได้ที่ 1 จริงๆ แต่เป็นประโยคที่เน้นหนักตั้งมั่น เพื่อให้ในที่สุดอาจจะไม่
แพ้ใคร หรือเป็นอันดับต้นๆ ได้ก็เป็นได้
2) เป้าหมายของประเทศในการทำให้คนในชาติทุกคนใช้ภาษาอังกฤษ 100%
-ประโยคนี้ เป็นการเน้นที่ความตั้งใจอย่างหนักแน่นแต่การทำจริงมันคงไม่ได้ 100 เพราะทุกอย่างมันไม่
มีอะไรที่เรียกว่าทำได้ 100% แต่ความหมายของมันคือ ยังไงๆ ก็ต้องเปลี่ยนประเทศให้เป็นประเทศใช้
ภาษาอังกฤษให้ได้ การทุ่มงบประมาณตรงนี้ การ upgrade ครู เอกสาร วิชาการต่างๆ สื่อต่างๆ ในทีวี
ต้องหันมาเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลักเพื่อให้ประเทศ ใช้ภาษาอังกฤษได้พอๆ กับภาษาไทย ซึ่งเป็นสิ่ง
สำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนมุมมองของคน การทำให้คนหันมาใช้ภาษาอังกฤษ เท่ากับทำให้คนสามารถ
รับมุมมอง หาข้อมูลข่าวสารได้จากทั่วโลกผ่านเน็ต เป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับนโยบายที่ 1 คือการทำให้
คนในประเทศเก่งฉลาดเป็นอันดับที่ 1
3) เป้าหมายของประเทศไม่ทำนโยบาย หรือออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจใดๆ ที่มีช่องโหว่ของการทุจจริต
หากมีการทักท่วงสามารถ cancel ได้ทันทีตั้งแต่ stage แรกๆ ภาคเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ดี ต้องการให้รัฐไม่มา
แทรกแซกหรือยุ่งเกี่ยวอะไรมากอยู่แล้ว เขาสามารถปรับของเขาเองได้ เพียงแต่นโยบายต้องเป็นอะไรที่นิ่งเสมอ
ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้ยินบริษัทต่างๆ พูดมาตลอด เพราะฉะนั้น พวกเขาดูแลตัวเองได้
4) เป้าหมายของประเทศในการพัฒนาให้ท้ายที่สุดกลายเป็นรัฐสวัสดิการ
-ถามจริงๆ ว่า เป็นรัฐสวัสดิการไม่ดียังไง แล้วทำไมประเทศพัฒนาแล้วที่เจริญมากๆ ถึงเป็นรัฐสวัสดิการได้
ดังนั้นเป้าหมายสุดท้าย ควรจะเป็นเช่นนั้นให้ได้ แต่กว่าจะเป็นแบบนั้นได้ ประเทศต้องค่อยๆ คืบไปข้างหน้า
ในการทำนโยบายที่ 1 และ ที่ 2 ให้สำเร็จ และไม่ทำสิ่งที่นโยบายที่ 3 ห้ามไว้ จนสะดุดขาตัวเอง เมื่อรัฐก้าวไป
ข้างหน้าได้เรื่อยๆ และประชาชนสามารถ upgrade ขึ้นมาได้จนขีดสุด จนคำว่า "ชาวบ้าน" หายไปจากข่าวได้ซะที
แล้วใช้คำว่า "พลเมือง" หรือคำอื่นๆ ประเทศพัฒนาแล้วเขาใช้กัน (ชาวบ้าน ฟังเหมือน peasant ชาวนา ชาวไร่ ชนบท)
และเชื่อว่า ข้อ 1 ถึง 3 ทำได้หมด สุดท้าย corruption จะหายไปเอง หรือการซื้อเสียงก็จะหายไปด้วย เศรษฐกิจ
ก็จะดีขึ้นและมั่นคงเพราะคนนั้นฉลาด ดังนั้น การทำรัฐให้เป็นรัฐสวิสดิการเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ตอนนี้เราเป็น
รัฐที่มีหลักประกันสุขภาพที่แข็งแกร่งได้ ขนาดเรายังเป็นแค่ประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นเป้าหมายนี้ไม่น่ายากจริงๆ
และนโยบายที่ 4 นี้ยังเป็นนโยบายให้นโยบายที่ 1 และ 2 เป็นอะไรที่ดูยั่งยืนอีกด้วย
5) นโยบายของประเทศในการแก้ไขปัญหารถติด ก็คือการขยายตัวเมืองออกไป จงออกไปทำงานไกลๆ หน่อย (ซะ)
- นโยบายนี้ก็เป็นนโยบายสำคัญในการมุ่งเน้นการขยายเมืองออกไป ให้คนต้องไปทำงานข้างนอกมากขึ้น
ยิ่งขยายออกก็จะยิ่งส่งผลดี
1) ประหยัดเวลาเดินทางถ้ารถไม่ดี ปริมาณงานทำได้มากขึ้น ก็ช่วยด้านเศรษฐกิจ
2) ขยายเมืองออกไป คนรอบนอกก็จะได้มีความเจริญขึ้น มีอาชีพ มีการกระจายรายได้มากขึ้น
ควรวางแผนเรื่องนี้เป็นสำคัญในการหาแผนการต่างๆ ที่จะบังคับ (หรือจะขู่เข็ญ อิอิ) ให้บริษัทต่างๆ ที่เริ่มใหญ่
หรือต้องการ manpower เพิ่ม ยังไงๆ ก็ต้อง move ย้ายออกไปอยู่ชานเมืองมากขึ้นๆ จะใช้ภาษี จะใช้ค่าปรับ
หรืออะไรก็แล้วแต่ การเน้นให้มีการจุกตัวอยู่ข้างในเหมือนการสนับสนุนพวกกลุ่มทุนยังไงไม่รู้ เพราะมันสบายกับ
กลุ่มทุนมากกว่าถ้าจะทำให้เมืองกระจุกตัวอยู่จุดเดียว โดยเฉพาะกลุ่มทุนห้างต่างๆ ด้วย
เนื่องจากผมต้องรีบไปส่งลูกแล้ว แล้ววันนี้ครูก็ให้ส่งเร็วเป็นพิเศษด้วย เพราะชั่วโมงแรกของลูกสาวคนเล็ก
คือว่ายน้ำ ตอนนี้ผมเริ่มคิดอะไรไม่ออกแล้วเพราะต้องเร่งไปจัดเตรียมของ แต่คิดว่าน่าจะมีทั้งหมด 5 ข้อนี้
และไม่แน่อาจจะมีภาค 2 ในการเพิ่มข้อนโยบายถ้าเกิดมีอันที่ลืม หรือไม่ก็ขยายความทุกนโยบาย แต่โดยสรุปคือ
นโยบายหลักเหล่านี้ จะเกื้อหนุนกันเอง และนโยบายย่อยๆ อื่นๆ ถ้าต้องตามกรอบของ road map นี้ ก็จะทำให้
การตัดสินใจไม่สับสนมากว่าควรจะทำอะไรยังไง เพราะถ้ามีตัวเป้าหลักแบบนี้ นโยบายอย่างการยอมรับขยะสารพิษ
เข้ามา recycle ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สมองของคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของสารพิษ
ถูกทำลาย ถูกทำให้เสื่อมถอยเป็นต้น และนโยบายอื่นๆ เกี่ยวกับธรรมชาติ รักษาน้ำ รักษาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็จะตาม
มาเอง เพราะเป็นการเกื้อหนุน สภาพเหมาะสมที่จะทำให้สมองของมนุษย์ดีขึ้น ฉลาดขึ้น ไวขึ้น และอย่ากังวลหรือ
สับสนกับวลีที่ว่า จงเป็นคนดีไม่ใช่เป็นคนเก่ง เพราะมันเป็นคนล่ะเรื่องกัน อย่าเอามารวมเป็นเรื่องเดียวกัน ในความเป็นจริง
คนที่ฉลาดจริงๆ เช่นพระพุทธเจ้า ท่านก็จะไม่ทำอะไรที่เป็นกรรม ที่เป็นสิ่งไม่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นคนที่ทำผิด ที่ว่ากันว่าเขาเก่ง
นั้น ต้องพูดใหม่ว่า ไม่ได้เก่งจริงต่างหากถึงจะถูก เพราะคนที่ฉลาด จะไม่สนใจการ corruption และหาวิธีป้องกัน corruption
ได้อยู่หมัด ในขณะที่คนดีเพียงอย่างเดียวนั้น สามารถถูกการครอบงำให้ทำให้สิ่งที่ไม่ดีได้ (mastermine) ดังนั้นสิ่งสำคัญ
คือการเน้นคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ และแน่นอน การเน้นคุณธรรมควบคู่ไปด้วย แต่อย่าให้วลีบางวลีทำให้คนสับสน
และเข้าใจผิดไป ในเบื้องต้น เพียง 3 นโยบายแรก เรียกได้ว่าใช้ค่าใช้จ่ายไม่น่าจะมโหฬารใดๆเลย ถ้าเราพัฒนาแบบ
เจียมเนื้อเจียมตัว จัดงบให้เหมาะสมว่าจะพัฒนาอะไรกันแน่ เราก็สามารถก้าวไปสู่อนาคตที่สดใสได้ไม่ยาก
ผมไม่ได้พูดว่าเราจะไปเป็นประเทศพัฒนา หรือเจริญทางเศรษฐกิจอะไร เพราะตัวเลขดังกล่าวเอาอะไรมาวัด ว่าคนจะมีความสุข
ดีหรือไม่ แต่ผมมั่นใจว่า ถ้าคนมีคุณภาพดี และมีสวัสดิการที่ดีในท้ายที่สุดในการอุดหนุนซึ่งกันและกัน ประเทศเรา
เจริญวัฒนาได้ไม่ยากเย็นแสนเข็ญเลย เพียงแต่ ที่ผ่านมา และอาจจะที่กำลังจะเข้ามา ดูเราคิดกันแบบสับสนอลม่านไปหมด
ไม่ได้มีหลักหรือหมุดยึดใดๆ และนโยบายที่ทำๆ กัน ก็ยิบย่อย เป็นตัวเล็กๆ ทั้งนั้น (แต่ใช้เงินสูง) แล้วก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
ต้องรีบไปแล้วครับ ถ้าแฟนรู้ว่ามาพิมพ์ๆ นี่ โดนฆ่าแน่